หลังจากได้เรียนรู้จากบทความ เกี่ยวข้องกับคุณอำนวย-Faciliatator ของหลายท่านในที่นี้ จึงขอเล่าสิ่งที่อาจ "เขยิบใกล้" ความเป็นคุณอำนวยมากขึ้น เมื่อทดลองเปลี่ยนรูปแบบการสอนนักศึกษาแพทย์ตรวจผู้ป่วยนอก จากเดิม มาเป็น..One minute preceptor
ฟังชื่ออาจเกินจริง ว่าสอนแค่หนึ่งนาทีหรือ ?
ไม่ขนาดนั้นคะ..เพียงเป็นเทคนิคการตั้งชื่อให้น่าสนใจ ในความ Time efficient.
เป็นหนึ่งในวิธีการสอนปฎิบัติทางคลินิก อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ หรือที่นี่คะ
ซึ่งสภาพจริงของห้องตรวจ มักมีผู้ป่วยรอตรวจจำนวนมาก 
โจทย์คือ ทำอย่างไรให้ได้สมดุลของคุณภาพ
ทั้ง งานบริการ กับ การศึกษา ในเวลาที่จำกัด
...

รูปแบบเดิมที่ข้าพเจ้าปฎิบัติมา

1. นักศึกษานำเสนอข้อมูล ซักประวัติ ตรวจร่างกาย พงศาลี แต่ต้นจนจบ
ส่วนนี้มักกินเวลา 50-80% 
2. อาจารย์ถามเพิ่มเติม ซึ่งมักเป็นข้อมูลที่ขาดหายไป หรือบางครั้งก็ซักประวัติด้วยตนเองใหม่หมดเลยอีกรอบ  
ช่วงนี้มักใช้เวลา 20-30%
3. ส่วนที่อภิปราย เหตุผลในการวินิจฉัย และแผนการรักษา
มักมีเวลาน้อยกว่า 10%
โดยเฉลี่ยใช้เวลา 45-60 นาที/ราย 

ผลที่ยังไม่น่าพอใจ
- เวลาให้กับการนำเสนอข้อมูล และเก็บข้อมูลเพิ่ม มากกว่าปฎิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน นักศึกษากังวลกับการคิดว่าข้อมูลครบหรือยัง
- ประเมินทักษะการเก็บข้อมูล  มากกว่าทักษะการเชื่อมโยงข้อมูล การให้เหตุผล
- นักศึกษามีความรู้สึกพึ่งพาอาจารย์ 

รูปแบบใหม่ตามหลัก One minute preceptor

1. Engage: เริ่มต้นสร้างบรรยากาศ โดยบอกว่า เรามาคุยกัน ให้ลองเสมือนเป็น "หมอใหญ่" ประจำตัวคนไข้  แล้วออกความเห็น ไม่ต้องกลัวผิด
"คิดว่าปัญหาสำคัญสำหรับคนไข้คนนี้คืออะไรคะ"
ถ้านักศึกษาไม่กล้าออกความเห็นก็ถามต่อ
"เท่าที่คุย/ตรวจมา มีอะไรที่น้องรู้สึกสนใจเป็นพิเศษ"
2. Probe rational : "ทำไม/อะไร ทำให้คิดเช่นนั้น"
หลังจากนั้นข้าพเจ้าจะขอให้ผู้ป่วยรอ อยู่อีกที่หนึ่ง เพื่อสนทนาส่วนที่เป็น Feedback
3  General rules  : "โดยทั่วไป หากพบเช่นนี้ เราถือว่า.. " 
4. Exellent point : " น้องทำได้ดีมากในการ.."
5. Learning point : " ครั้งต่อไป เราน่าจะ ลองถาม/ตรวจ/ทำ..."
 

หลังจากได้ทดลองใช้ในการสอนที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอกที่ผ่านมา
นักศึกษาสามคน ใช้เวลารวม 90 นาที ใช้เวลารายละ 20-45 นาที
= ใช้เวลาเฉลี่ยแต่ละราย น้อยลงบ้าง 
ความมั่นใจในการส่งตรวจ วางแผนรักษาไม่ต่างจากสอนรูปแบบเดิม
แต่..ข้าพเจ้ามีความมั่นใจในการประเมินนักศึกษามากขึ้น
..นักศึกษาดูผ่อนคลายมากขึ้น 
และ "เรา" ได้มีสมาธิจดจ่อกับจุดที่น่าเรียนรู้ (Learning point) มากขึ้น

โดยสรุป จากการทดลองครั้งแรก..เมื่อเทียบ OMP กับรูปแบบเดิม
ใช้เวลาน้อยลงบ้าง  โดยคุณภาพการสอน(น่าจะ)ดีขึ้น  คุณภาพบริการเท่าเดิม

สิ่งที่น่าจะพัฒนาต่อไป

1. เพิ่มการประเมินผลแบบให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วม โดยประเมินความสามารถในการสื่อสาร โดยดูว่า ข้อมูลที่นักศึกษาให้นั้น ผู้ป่วยจดจำใส่ใจมากน้อยเพียงไร
2. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยมากขึ้น เช่นรายหนึ่ง นักศึกษาตรวจพบว่ามีเสียงหัวใจฟู่-murmur  ก่อนดูผลตรวจที่เฉลย  น่าจะให้เวลาเข้าเวบไซต์ เข้าไปทบทวน ฟังคลิปเสียงหัวใจก่อน

###

ความจริงบันทึกนี้เขียนเสร็จเมื่อคืนแต่พับเก็บไว้ก่อนด้วยความลังเลใจ "แสดงดีไหม?"

ก็ปรากฎว่า..

ขอบคุณมากคะ หากมีคำแนะนำที่เป็นประโยชน์เช่นนี้ จะช่วยในการปรับปรุง OMP ครั้งต่อไป