บันทึกที่เกี่ยวข้อง

จากบันทึกที่ยาวที่สุด“สองมือพ่อ” สู่บันทึกที่ยาวที่สุด“สองมือแม่” 

(แม่มีลูก ๙ คน  ชาย ๔ หญิง ๕ )

       (๑)ฉัน....ไม่ค่อยได้กลับบ้านเกิดบ่อยนัก  ตามประสาคนไกลบ้าน ที่มีครอบครัวมีภาระงานค่อนข้างหนัก  หากไม่ตั้งใจว่างจริง ๆ ก็คงไม่ได้กลับไปเยี่ยมแม่  หลังจากคุณพ่อเสีย เมื่อ ตุลาคม ๒๕๕๓ ฉันและลูก ๆ ได้ไปเยี่ยมคุณแม่เพียง ๒ ครั้ง ส่วนมากก็ได้พักค้างเพียง คืน หรือ สองคืน ครั้งหลังสุดที่ไปเยี่ยมคุณแม่ ช่วงปิดเทอม ตั้งใจจะนอนกับแม่สักสองคืน  แต่เจ้านายโทรศัพท์เรียกตัว เนื่องจากกลัวบุคลากรไม่ครบองค์ประชุม ฉันจึงได้นอนกับแม่เพียงคืนเดียว แต่ก็สบายใจได้ว่า คุณแม่สบายดี  อยู่ในความดูแลของครอบครัวน้องสาวคนเล็ก ที่ดูแลอย่างดี  และมีแม่บ้านคอยดูแลปรนนิบัติรับใช้มิขาดตกบกพร่อง 

       (๒)ปัจฉิมโอวาทของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สอนว่า ไม่ให้ตั้งตนอยู่ในความประมาทเห็นจะเป็นจริง  เมื่อน้องสาวโทรศัพท์มาหาในวันตรุษจีน บอกว่าหลังจากที่แม่ได้คุยกับญาติ ๆ พี่น้อง หลาย ๆ คนที่แวะมาเยี่ยมเยียน ดูท่านเปลี่ยนไป มีอาการทรุดหนัก หากพี่ตาลพอจะมีเวลาก็มาเยี่ยมแม่นะ  อาการไม่ค่อยดี ฉันรับปากน้องจะลางานสักสามวัน โดยได้โพสในเฟสบุ๊ํกไปว่า "ขออภัยค่ะ เจ้านายอิฉันขอลางานสามวันเพื่อไปเยี่ยมแม่"  จึงยื่นใบลา พร้อมกับจองตั๋วรถทัวร์ ในวันจันทร์

      (๓)อนิจจา....เช้าตรู่วันจันทร์นั่นเอง ฉันร้องไห้โฮ  เมื่อน้องสาวโทรมาบอกว่า "พี่ตาลท่าจะไม่ทันแล้วนะ  คุณแม่ธาตุไฟแตก ตั้งแต่ตอนเที่ยงคืน เลือดไหลไม่หยุด เหมือนกับตอน-ที่คุณตาของเราจะสิ้นใจก็เป็นเช่นนี้"  ฉันถามว่าทำไมไม่พาแม่ส่งโรงพยาบาล  ก็ได้รับคำตอบว่า แม่สั่งไว้ไม่ให้นำส่งโรงพยาบาล เพราะกลัวการทรมานจากกระบวนการรักษาของแพทย์เหมือนกับคุณพ่อ  ก่อน ๗ โมงเช้า แม่ยังคงตักบาตรเหมือนเดิม  แม่ยังคงขอให้พี่สาวคนโตป้อนข้าวให้  ทานข้าวได้ ๓ คำ และรังนกอี ๒-๓ หยด แม่บอกว่า

    "แม่จะไปแล้วนะ  พ่อมารับแล้ว" 

         "แม่จะไปแล้ว..แม่คิดว่าแม่ทำบุญพอแล้วยัง พอที่จะได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วยัง"น้องสาวชวนคุย เพื่อให้แม่ได้นึกถึงการทำบุญ นึกถึงพระ  แม่ก็สาธยายยาวยืดว่า แม่ทำบุญที่วัดไหนมาบ้าง  เพราะแม่เป็นคนชอบทำบุญ  ทำบุญครั้งละมาก ๆ บางครั้งมากกว่าเงินเดือนของลูกคนนี้ซะอีก

   "แม่สวดมนต์ได้กี่บทแล้ว  จะได้ไปสวดให้เทวดาบนสวรรค์ฟัง  แต่ตอนนี้แม่สวดให้ลูกฟังก่อนนะ  ดูสิยังจำได้อยู่หรือเปล่า  บทไหนบ้างที่ยังท่องไม่ได้" น้องสาวยังคงใช้วิธีการเพื่อให้แม่ได้จากไปอย่างสงบ แม่ก็สวดมนต์บทแล้วบทเล่า เพื่อนบ้านที่ทราบข่าวก็แวะมาส่งแม่เป็นครั้งสุดท้าย  ลูก ๆ อยู่กันพร้อมหน้า ยกเว้น ฉันและหญิงป้อม คนไกลบ้านอีกตามเคย แม่ยังคงรู้สึกตัวทุกอย่าง  ใครเรียกแม่  แม่ก็ขานรับด้วยคำว่า "ขา" อย่างไพเราะ  ไม่เหมือนกับคนใกล้ตายเลย เหมือนคนใกล้หลับมากกว่า ฉันได้พูดโทรศัพท์กับแม่เป็นครั้งสุดท้าย  พร้อมกับเสียงกรวดน้ำของญาติพี่น้องดังกระหึ่มไปทั้งบ้าน.......แม่ค่อย ๆ อ่อนแรงลง  มือตกแนบลำตัว  เสียงสวดมนต์แผ่วลง  และแม่ก็จากไปอย่างสงบ เมื่อเวลา ๐๗.๕๕ น. วันอังคารที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๕ สิริอายุได้ ๘๒ ปี  ด้วยรอยยิ้มอิ่มเอิบอยู่ในหน้า  เสมือนหลับไป  แต่เป้นการหลับตลอดกาล

        (๔) ฉันละล้าละลัง ทำอะไรไม่ถูก เมื่อรู้ว่าคุณแม่สิ้นใจแล้วจริง ๆ คิดว่าตัวเองฝันร้าย  ต้องพยายามตั้งสติ โทรศัพท์ไปบอกเจ้านาย  บอกพ่อของลูก  บอกลูก ๆ ให้เตรียมตัว เรามีเวลาเตรียมตัวเพียง ๑ ชั่วโมงเท่านั้น  ถามน้องต้นน้ำว่า "ลูกขับรถไปไหวมั้ย....แม่คงขับไปไม่ได้ จิตใจไม่ดีเลยก็พอดีกับน้องบิ๋ม  ครูรุ่นน้องที่โรงเรียน โทรศัพท์มาแจ้งว่า  จะช่วยขับรถไปให้ครึ่งทาง จึงค่อยเบาใจหน่อย ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้ข้างหลังโทรศัพท์สะสางงานเร่งด่วนกับเจ้านาย รีบเดินทางไปให้ทัน รดน้ำศพ ในเวลา ๑๕.๐๐ น. ขอเห็นหน้าแม่ ขอหอมแก้มแม่เป้นครั้งสุดท้าย เมื่อเลยเวลาไปแล้ว ฉันโทรศัพท์ไปโกหกญาติพี่น้องไปตลอดทาง ว่า "อย่าเพิ่งเอาแม่ไปวัดนะ  ใกล้ถึงแล้ว....ใกล้ถึงแล้ว"  เมื่อญาติ ๆ สงสัยว่า บอกใกล้ถึงแล้วทำไมไม่ถึงเสียที  ก็โทรตาม ฉันก็ยังคงบอกเช่นเดิม  

                  "ถึงระโนดแล้ว รอก่อนนะ"  ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นฉันยังอยู่ที่ บ่อล้อ

                 "ถึงสทิงพระแล้วนะ"  ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นฉันยังอยู่ที่ระโนด

           แต่ในที่สุด ฉันก็ถึงบ้่าน เวลา ๖ โมงเย็น กว่าแล้ว  และก็ได้หอมแก้มแม่เป็นครั้งสุดท้ายก่อนรดน้ำที่มือแม่ บอกแม่ไม่ต้องห่วงลูก ๆ และ หลาน ๆ ทุกคนสบายดี  ดูแลตัวเองได้แล้ว  ขอให้แม่เดินทางสู่สรวงสวรรค์ ไม่หลงทางไปไหน  ไม่ถึงกับร้องไห้ เพียงน้ำตาซึมนิดหน่อย  เพราะสภาพของแม่เหมือนคนนอนหลับ  สีหน้ายังผุดรอยยิ้มอยู่เลย