เมื่อ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมานี้ ผมได้ไปเป็นประธานกรรมการสอบปากเปล่าการนำเสนอวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท ของนักศึกษา เป็นการทำวิจัยวิทยานิพนธ์ในสาขาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ นับว่าเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานกับคณาจารย์ของสถาบันเก่าแก่แห่งหนึ่งของภาคเหนือนี้

ผมเกรงว่ารถจะติด เลยเผื่อเวลาสำหรับเดินทางไว้พอสมควร แต่รถก็ไม่ติดเลย ผมจึงไปถึงสถานที่สอบก่อนเวลากว่าครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานกุลีกุจอเปิดห้องและให้ความสะดวกต่างๆอย่างมีอัธยาศัย พร้อมกับพูดเพื่อคลายความฉุกละหุกขณะรีบจัดห้องไปพลางๆว่าประธานสอบมาถึงก่อนที่คณะกรรมการจัดสอบจะได้เตรียมห้อง เลยทำให้นักศึกษากับเจ้าหน้าที่เกิดอาการเกร็ง

มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ดูกว้างขวาง เคร่งขรึม ได้บรรยากาศความเป็นวิชาการและแหล่งวิทยาการในขั้นสูง แม้จะดูแออัดไปบ้างด้วยตั้งอยู่กลางตัวเมืองเชียงใหม่ แต่ก็จัดวางอาณาบริเวณและการเรียงตัวของกลุ่มอาคารอย่างเป็นสัดส่วน นอกจากได้สอบปากเปล่าให้นักศึกษาแล้ว ก็เป็นโอกาสดีอีกหลายอย่างไปด้วยสำหรับผม โดยได้พบกับเพื่อนซึ่งได้เป็นคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รู้จักกับอาจารย์ซึ่งจบปริญญาเอกจากคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลด้วยกัน แล้วมาเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

ได้รู้จักกับท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หนูม้วน ร่มแก้ว นักวิชาการสาขาเทคโนรุ่นอาวุโสร่วมสมัยกับครูอาจารย์และรุ่นพี่ของผมหลายคนทั้งที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร รวมทั้งได้รู้จักผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศุภกฤษ เมธีโภคพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการ ซึ่งมาเป็นคณะกรรมการสอบด้วยกัน เลยเป็นโอกาสได้มิตรทางวิชาการทางด้านการศึกษาและเทคโนโลยีทางการศึกษา ให้วงจรชีวิตยังคงสัมผัสใกล้ชิดกับสังคมวิชาการและพอได้ใช้ความรู้กับประสบการณ์ที่มีอยู่ทำประโยชน์ให้กับสังคมได้อีกทางหนึ่งบ้าง

ผมดำเนินการสอบปากเปล่าให้แก่นักศึกษาอย่างเต็มที่ ๒ ชั่วโมง เมื่อเสร็จแล้วก็หาเรื่องคิดโปรแกรมพิเศษสักอย่างหนึ่งให้ตัวเองทันที ผมนึกถึงหลายอย่างที่ควรจะทำให้ช่วงบ่ายประมาณ ๒-๓ ชั่วโมงที่เหลือของวัน ให้เป็นเรื่องที่มีความหมายต่อการได้กล่อมเกลาตนเองเข้าสู่การใช้ชีวิตต่อจากนี้ในสังคมและสภาพแวดล้อมของเชียงใหม่ พร้อมกับได้ความรื่นรมย์และหาความบันดาลใจในแบบที่ตนเองชอบ

ผมนึกถึงการไปหาและนั่งคุยกับพี่ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ที่โฮงเฮียนภูมิปัญญาล้านนา นึกถึงวัดพระสิงห์ ไปเดินชมงานศิลปะในวัดและนั่งเงียบๆในโบสถ์หรือแหล่งที่คนไม่พลุกพล่านขวักไขว่ นึกถึงหอศิลปวัฒนธรรมของคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ถนนนิมมานเหมินทร์ นึกถึงพิพิธภัณฑ์และการจัดแสดงงานศิลปะหมุนเวียนของพิพิธภัณฑ์ตรงถนนไปสนามบิน นึกถึงการหาเวทีเสวนา ปาฐกถา การประชุมวิชาการ หรือเวทีชุมชนที่เปิดโอกาสให้คนเดินเข้าไปร่วมได้ นึกถึงร้านหนังสือหรือห้องสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

แต่ที่สุดก็ตัดสินใจเดินเท้าออกจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ไปที่ทำงานของภรรยาที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลสวนดอก เพราะจะเป็นโอกาสกินข้าวและได้เดินดูสิ่งต่างๆไปบนสองข้างถนน สามารถแวะและยืดหยุ่นความสนใจได้สบายๆ การได้เดิน ได้เห็นบ้านเมืองและสัมผัสชีวิตผู้คน เป็นวิธีซาบซึ้งกับโลกรอบข้างที่ผมชอบที่สุดวิธีหนึ่ง เป็นห้วงเวลาของการสร้างปัญญาและขยายความกว้างขวางของชีวิตด้วยฝ่าเท้า กระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น

เมื่อคิดดังนี้แล้ว ผมก็เริ่มเดินทอดน่อง อยู่ในอริยาบทปลดปล่อยตนเองตั้งแต่เดินออกจากห้องสอบวิทยานิพนธ์ให้นักศึกษา จึงสามารถมีเวลาให้ความสนใจและพอได้มีบรรยากาศที่จะสัมผัสรายละเอียดของสภาพโดยรอบมากกว่าตอนเดินเข้าไปเมื่อเช้า พอออกจากลิฟท์ลงจากอาคารที่สอบวิทยานิพนธ์นักศึกษา ก็เห็นนักศึกษาเข้าแถวรอเข้าลิฟท์เพื่อขึ้นไปบนอาคารเรียนรวมซึ่งคงจะสูง ๑๓ ชั้นหรือมากกว่าชั้น ๑๓ ที่ผมเพิ่งได้ไปนั่งสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาเมื่อสักครู่ นักศึกษายืนต่อแถวกันจนยาวออกไปบนทางเดินนอกอาคาร เป็นภาพแปลกตาที่ไม่เคยเห็น เหมือนการเข้าคิวในห้างสรรพสินค้าหรือตามโรงพยาบาลเลยทีเดียว

จากนั้นผมก็เดินลัดเลาะไปตามกลุ่มอาคารต่างๆมุ่งไปยังทางออกสู่ถนนผ่านมหาวิทยาลัยไปยังแยกข้างคูเมืองเชียงใหม่ด้านประตูช้างเผือก สภาพโดยรอบของเชียงใหม่หนาแน่นและเปลี่ยนแปลงไปจากที่ผมคุ้นเคยไปมาก ผมเคยเรียนปริญญาโทอยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระหว่างปี ๒๕๓๐-๒๕๓๕ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่และในย่านโดยรอบนี้ผมก็เคยได้แวะเวียนมาเยือนระหว่างไปหาครูอาจารย์ท่านหนึ่งที่ไปสอนผมที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือท่าน ดร.มงคล เอี่ยมสำอางค์ ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่และท่านพักอยู่ในมหาวิทยาลัยจนคุ้นเคยอยู่พอสมควร แต่ปัจจุบันซึ่งผ่านไปกว่า ๒๐ ปีแล้วนี้ ก็พบว่าสภาพบ้านเมืองและตึกรามบ้านช่องที่ผมคุ้นเคยก็แทบจะไม่เหลือเค้าเดิมอยู่เลย

ผมพยายามใคร่ครวญและหมั่นอ่านร่องรอยคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ทอดผ่านลงไปบนสรรพสิ่งรอบกาย พลางก็มองหาร้านข้าวแกงที่ไม่จอแจและไม่สั่ว ยิ่งถ้าหากมีมุมนั่งให้ได้มองชีวิตข้างถนน หรือมีกาแฟเย็นหอมๆด้วยก็ยิ่งดี

เมื่อถึงเกือบสุดถนนจากแยกแม่ริมผ่านหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ไปยังประตูช้างเผือกและคูเมืองเก่า ผมก็เห็นร้านข้าวแกงและอาหารตามสั่งซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางร้านขายเสื้อผ้าโหล เครื่องใช้ในบ้าน และของเบ็ดเตล็ด อยู่ฝั่งตรงข้าม ดูสะอาด และมีบุคลิกของร้านเป็นชาวบ้านดี เลยเดินไปนั่งกินข้าวมันไก่ ๑ จานกับไข่ต้ม ๑ ฟอง ระหว่างนั่งกินข้าวและสายตาก็มองไปยังการตบแต่งร้านกาแฟ การออกแบบหน้าร้าน และศิลปะของการเล่นกับริมถนนที่รายเรียงอยู่อีกฟากหนึ่ง ก็มีคนขับรถมอเตอร์ไซค์มาจอดหน้าร้านและตะโกนคุยกับเจ้าของร้านอยู่สองสามคำเป็นภาษาต่างประเทศ อดทึ่งอยู่ในใจไม่ได้ว่าแม่ค้าท้องถิ่นของเชียงใหม่นี่สามารถใช้ภาษาอังกฤษพูดคุยทักทายกันได้ด้วย แต่เมื่อขับออกไปแล้ว เจ้าของร้านก็กลับหันมาถามผมว่าเขาถามอะไร อ้าว ผมคิดว่าเป็นเพื่อนบ้านและคนขายของด้วยกันผ่านมาแวะทักทายกันเสียอีก

หลังกินข้าวแล้วผมก็เดินออกไปปากทาง แล้วก็ข้ามถนนไปเดินฝั่งกำแพงเมืองเลียบคลองคูเมืองโบราณของเชียงใหม่ ใจหนึ่งก็ทำท่าชั่งใจอยากเดินผ่านไปทางอนุสาวรีย์สามกษัตริย์และจวนผู้ว่าเก่าที่ดัดแปลงมาเป็นหอพิพิธภัณฑ์และแหล่งจัดแสดงงานศิลปะ เดินสบายๆสัก ๒๐ นาทีก็คงจะถึง แต่มองดูถนนเลียบกำแพงเมืองที่โล่งจากรถรา และเห็นแนวไม้เขียวร่มรื่นเรียงรายไปบนสองฝั่งคลอง สะท้อนผิวน้ำที่มีริ้วไหวไปกับลมอ่อนล้อกับแสงแดดส่องประกายวิบวับ ก็เลยตัดสินใจเดินหาความเพลิดเพลินไปเรื่อยๆบนข้างถนน ได้ความรื่นรมย์และปลอดโปร่งพอที่จะนำเอาชีวิตการงานมาย่อยและคิดใคร่ครวญไปด้วยหลายเรื่อง

กระทั่งถึงประตูด้านข้างของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลสวนดอกซึ่งก็ทำให้ได้รำลึกถึงเรื่องราวและผู้คนต่างๆ ผมนึกถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลกับคนยุคจอมพลสฤษฎดิ์ ธนะรัชต์ และ จอมพลผ้าขาวม้าแดง จอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่อยากสร้างมหาวิทยาลัยในภูมิภาคแห่งแรกของประเทศที่ดีที่สุด มีบรรยากาศทางวิชาการ และสวยงามที่สุดของเอเชีย ซึ่งต่อมาก็ก่อเกิดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นึกถึงการรวมตัวกันของคนเชียงใหม่และล้านนาเพื่อระดมสมทบทุนซื้อที่ดินและส่งเสียงหนุนเจตนารมณ์ให้รัฐบาลสร้างมหาวิทยาลัยขึ้นที่เชียงใหม่ นึกไปถึงศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ ในขณะที่เป็นรัฐมนตรีทบวงมหาวิทยาลัยช่วงหนึ่ง ที่ได้ริเริ่มและนำเสนอแนวนโยบายส่งเสริมการกระจายอำนาจและพัฒนาทางสังคมด้วยการก่อตั้งมหาวิทยาลัยของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดต่างๆ ในอีกเกือบกึ่งศตวรรษต่อมาหลังก่อเกิดมหาวิทยาลัยในภูมิภาคแห่งแรกของประเทศที่ภาคเหนือ

นึกถึงนายแพทย์เสนอ อินทรสุขศรี ครูแพทย์ นักสาธารณสุข นักสุขศึกษา และผู้นำการบริหารของประเทศทางด้านสุขภาพและทางด้านการศึกษาที่มีบทบาทมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศ ท่านเคยมาบุกเบิกคณะแพทยศาสตร์และร่วมสร้างความเป็นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่อยู่ที่นี่ เห็นอาคารของภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัวอยู่ข้างประตูทางเข้า ก็นึกถึงบทบาทของมิชชั่นนารีและโรงพยาบาลแมคคอมิค นึกถึงบาทหลวงฟาฮีแล กับการก่อเกิดงานอนามัยผดุงครรภ์ที่ผสมผสานวิธีการทางมานุษยวิทยาและปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรมในท้องถิ่นล้านนา รวมทั้งนึกถึงอาจารย์หมอ ป. แพทย์หญิงปัทมา โกมลบุตร อย่างคลับคล้ายคลับคราว่าเหมือนกับท่านเป็นอาจารย์แพทย์อยู่ที่สาขาวิชานี้ นึกถึงท่าเอียงคอและมีมวนขี้โยเท่าบ้องข้าวหลามอยู่มุมปากของพระเดชพระคุณท่านหลวงปู่แหวน สุจิณโณ

ผมเดินไปเรื่อย กระทั่งถึงศูนย์อาหารใต้อาคารหลังหนึ่งที่อยู่ระหว่างทางเดินก็แวะเข้าไปซื้อกาแฟเย็นวาวีกิน ระหว่างรอกาแฟก็ขอทำหมายเหตุประสบการณ์ชีวิตและให้รางวัลกับการเล่นกับตนเองด้วยการบริจาคเข้ากองทุนพัฒนาการศึกษาเด็กด้อยโอกาสที่ตั้งกล่องรับบริจาคอยู่ในร้านกาแฟหมดเหรียญที่ควานหาเจอในกระเป๋า

ผมปิดท้ายห้องเรียนเคลื่อนที่บนปลายเท้าของตนเองด้วยการไปนั่งจิบกาแฟเย็นๆหอมๆ รอติดรถภรรยากลับบ้านหลังเลิกงาน ซึ่งก็เหลือเวลาอีกเพียงชั่วโมงเศษ พอดี-พอดีสำหรับได้นั่งพักและหาความซาบซึ้งด้วยการเดินสู่ภายในและย้อนรำลึกชีวิตผ่านทางไปเมื่อครู่.