รู้จักกาละเทศะ

เรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัวเราทุกวันนี้ มีน้อยมากที่ไม่ได้รับผลกระทบจาก "บริบท (context)" ก่อนจะกลาย/เกิดเป็น "ความหมาย" ในการรับรู้ของแต่ละคน สิ่งที่เป็นจริงตลอดโดยไม่เกี่ยวกับบริบทเราอาจจะเรียกว่า "สัมบูรณ์" หรือ อุดมคติ (absolute truth, ideal) ซึ่งมีน้อยมาก ใครค้นเจอะเจอทีจึงเป็นเรื่องน่ายินดี ชื่นชม และศึกษาต่ออย่างยิ่ง

มีเรื่องเล่าในหนังสือของเพลโต (Plato) เล่มหนึ่งว่า

ครั้งหนึ่ง มีชาวเมืองเมืองหนึ่ง อาศัยอยู่แต่ในถ้ำ และไม่เคยมอง (เห็น) ตัวตนจริงๆของคนอื่นๆ (รวมทั้งตัวเองด้วย) หากแต่มองเห็นแต่เงาของทุกๆคนบนผนังถ้ำเท่านั้น ในการรับรู้ของคนทุกคน มนุษย์เป็นอะไรเส้นๆดำๆแบนๆบนผนังเท่านั้นเอง อยู่มาวันหนึ่ง มีมนุษย์ถ้ำคนหนึ่งค่อยๆถอยๆๆๆๆ ออกมาๆๆ จนออกพ้นปากถ้ำ ทันใดนั้นเอง เขาก็ค้นพบว่าสิ่งที่ทุกคนคิดว่าเป็นคน จริงๆแล้วเป็นแค่เงาที่ได้มาจากแสงอาทิตย์สาดส่องมากระทบวัตถุเท่านั้นเอง เขามองต้นไม้ สายน้ำ ท้องฟ้า ก้อนเมฆ อย่างสุดทึ่งตื่นตะลึงและตื่นรู้ มองกวาดไปทุกสารทิศอย่างที่ไม่เคยได้ทำมาก่อน

ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจกลับเข้าไปในถ้ำ ตั้งใจว่าจะไปบอกกล่าวว่าเจออะไรมา ปรากฏว่าพอเขาไปถึง และเล่าให้คนอื่นๆฟัง ไม่มีใครเชื่อเลย และพอเขาพยายามจะอธิบายแค่ไหน ยิ่งทำให้คนโกรธแค้น จนในที่สุดเขาก็ถูกรุมทำร้าย และฆ่าตายเสียตรงนั้นเอง

ดูเผินๆเหมือนกับว่าคนๆนี้ฉลาดที่สุด และเพื่อนๆชาวถ้ำของเขาช่างโง่เง่า ด้อยปัญญา แต่จริงๆแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพราะชายคนนี้ ไม่เข้าใจว่า "ความจริง" นั้น เป็น "ประสบการณ์" และการให้ความหมาย มีที่มา ว่าทำไมจึงมีความจริงต่างๆอย่างที่เราเรียก เหตุที่เขาเห็น "ความจริง" เปลี่ยนไป ก็มาจากการที่เขาเปลี่ยนที่มอง และได้ประสบการณ์อะไรบางอย่าง ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยปากเปล่า ต้องประสบเองเท่านั้น

การที่คนเรามีประสบการณ์ไม่เหมือนคนอื่น ไม่ได้แปลว่าเรารู้ดีกว่าคนอื่น แต่เป็นตัวอธิบายที่ดีที่สุดว่าทำไมเราถึงได้ให้ความหมายเรื่องนี้อย่างที่เราให้ และคนอื่นอาจจะให้ไม่เหมือนเรา เรื่องบางเรื่องจะให้คนอื่นเข้าใจ ก็ต้องโดยผ่านประสบการณ์ตรงเท่านั้นเอง และ "ความจริงใหม่" ที่เกิดขึ้นก็เป็นไปแค่ตาม "บริบทใหม่" เท่านั้นด้วย

ตัวอย่างง่ายๆ แทนที่ชายคนนี้จะถอยออกมาอยู่ในที่แจ้ง แต่เอาเป็นถอยออกมาอยู่ในบ้านที่มีแสงไฟฟ้า หลอดไฟ ฯลฯ แทน "ความจริง" ที่ว่าแสงที่ทำให้เกิดเงาบนผนังก็เปลี่ยนไปเป็น "แสงมาจากหลอดไฟ" แทน และจนกว่าชายคนนี้จะได้ประสบพบว่าถ้าออกมานอกบ้าน แสงก็ไม่ได้มาจากหลอดไฟเท่านั้น ยังมาจากแสงอาทิตย์ แสงจันทร์ได้ด้วย ความจริงก็จะเปลี่ยนไปอีก และหากเราถอยออกจากระบบสุริยะนี้ได้ เราก็อาจจะเจอ "ความจริงใหม่" ไปเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น

ระบอบประชาธิปไตยก็ดี นิติศาสตร์ก็ดี สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมศาสตร์ ซึ่งเป็นสาระที่ "อิง" บริบทอย่างมาก ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ ใครที่คิดว่าจะประกาศ "สัจจธรรม" ออกมา ที่เป็นอุดมคติ เป็นสัจจะสัมบูรณ์ พึงระมัดระวังอย่างที่สุด เพราะตัดบริบทออกไป เราจะเกิดอาการ "ตาบอด" มองไม่เห็นความจริงจากมุมอื่นๆได้เลย เพราะเราไปหมกมุ่นว่าเครื่องมือและความหมายของเราที่ให้เท่านั้นที่ถูกต้องที่สุดในโลกนี้ ในขณะที่คนอื่นๆเขาก็มีบริบทที่แตกต่างกันออกไป การจะโน้มน้าวให้เปลี่ยนความเชื่อ ไม่ได้นึกจะทำก็ทำได้

สังคมแต่ละสังคมจึงมีกลไกที่ทำให้ "ใช้การได้" ที่ไม่เหมือนกัน เพราะอะไรๆในสังคมนั้นก็ไม่เหมือนกัน ตั้งแต่ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ ผู้คน อาหารการกิน ฤดูกาล ผลหมากรากไม้ พืชพันธุ์ธัญญาหาร และ " ประวัติศาสตร์ รากเหง้า ความเป็นมา " ด้วย

เดี๋ยวนี้เกิด "คำศักดิ์สิทธิ์" ขึ้นมามากมาย ไม่ทราบว่าเพราะอะไร พอยก "นานาประเทศ" "ต่างประเทศ" ว่าเขายอมรับ ต้องแปลว่าถูกกว่า เหนือกว่า อะไรมันจะขาดความมั่นใจในตัวเองขนาดนั้น ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ญี่ปุ่นเขาคงฉีกกิโมโนทิ้ง ทำลายวัดเซ็นลง จีนก็เลิกแห่สิงโต เลิกใช้ตะเกียบ ฝรั่งเองก็อาจจะต้องหันมากินข้าว เพราะเกรงชาวฝั่งตะวันออกจะไม่ยอมรับรึเปล่า

ไอ้ที่เขาส่งไปเรียนเมืองนอกเมืองนา ให้เรียนเพื่อ "ความเป็นไท" ไม่ใช่เรียนเพื่อ "กลับมาเป็นทาส" (Education for liberation, not education for slavery)

ประเทศไทยมีอะไรดีๆอยู่เยอะ แต่หนึ่งในนั้นเราเห็นชัดเจนกันทุกคน (สมัยก่อน) แต่เดี๋ยวนี้ ระบบการศึกษาเพื่อความเป็นทาสเข้าครอบงำคน แทนที่จะปลดปล่อยคน เรียนเพื่อเข้าใจใน "เหตุปัจจัย" ว่ามันมีเรื่องราวหลายเรื่อง หลายประการที่ต้องทำ และรู้จักจัดลำดับความสำคัญว่าอะไรก่อน อะไรหลัง ไม่ใช่เรียนแล้วก็คิดเป็น linear equation สมองคิดอะไรออกมาแข็งโป๊ก ปรับเปลี่ยนไปเป็น จินตนาการไม่ออก เรียนเพื่อเห็น "ความงาม" เห็นรากเหง้าที่มาของตนเอง เรียนเพื่อรู้ว่ามนุษย์เกิดมาต้องมีกตัญญูกตเวทิตา เรียนเพื่ออ่อนน้อมถ่อมตนมิได้อหังการ์ เหยียบโลกไว้ใต้บาทาเมื่อไหร่ก็ได้ที่อยาก

ไม่งั้นก็อย่าไปเรียน ประหยัดเวลา ประหยัดงบประมาณกว่าเยอะ