ชาวนาจะได้ลืมตาอ้าปาก ถ้าคนไทยยอมกินข้าวแพง


ชาวไร่ชาวนาผู้ผลิต"ไข่ทองคำ" ป้อนพ่อค้าคนกลางและเถ้าแก่โรงสีมาตลอดหลายสิบปี

 

ชาวไร่ชาวนาผู้ผลิตที่ไม่เคยได้กำหนดราคา มูลค่าผลผลิตจะเพิ่มหรือลดจะขึ้นหรือลงล้วนแต่มีผู้บงการสรรหากำหนดราคาให้ ราคาหลักร้อยได้แค่แปดสิบราคาหลักหมื่นก็ได้แปดพัน ราคาหมื่นห้าก็ไม่รู้จะได้เท่าไหร่ เพราะไม่เคยได้เต็มตามที่รัฐบาลประกาศเพราะเขาหักโน่นหักนี่จิปาถะโดยเฉพาะความชื้น ความชื้นที่ชาวนาไม่เคยได้วัดได้รู้กระบวนการตรวจเพราะเถ้าแก่โรงสีเขาตรวจและนำตัวเลขมาให้ดูและตีราคาว่าได้เท่านั้นเท่านี้ก็ต้องเออออห่อหมกไปกับเขาเพราะไม่รู้จะไปต่อล้อต่อเถียงกับเขาได้อย่างไรเมื่อไม่รู้ที่มาที่ไป แถมใครๆเขาก็ทำกันแบบนี้ทั้งนั้น ตีราคาผิดพลาดมากบ้างน้อยบ้างชาวนาอภัยแต่เศรษฐีใหญ่อย่างเถ้าแก่สลึงค์เดียวก็ไม่ยอม รวมหัวปลุกปั่นผันผวนกดราคาข้าวเปลือกให้ถูก โดยอ้างว่าต่างประเทศจะไม่รับซื้อข้าวไทยถ้ามีราคาแพง แต่ในหมู่พวกพ้องพ่อค้าคนกลางซื้อขายส่งออกกี่ครั้งกี่รอบกำไรที่เข้าพกเข้าห่อก็ยังเต็มเม็ดเต็มหน่วย อ้างว่ายอดส่งออกลดแต่ไม่ยอมบอกว่ากำไรลด เพราะข้าวไทยคุณภาพดีขายได้ราคาถึงแม้จะสูงไปบ้างแต่ก็เป็นที่นิยมทำให้พ่อค้ายังคงมีส่วนต่างที่มากจากราคาที่สูง
 
ตัวเลขการส่งออกปี 2554 อยู่ที่ 10.5 ล้านตันซึ่งกลุ่มพ่อค้าส่งออกอ้างว่าเป็นยอดที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ หรือที่ภาษานักค้าหุ้นเรียกว่าทำ"นิวไฮ" นี่ขนาดบ่นๆกันว่าข้าวแพงนะครับเนี่ย และมาปีนี้เขาจะให้ราคาข้าวสูงขึ้นกว่าเดิมเป็นหมื่นห้า (แต่ผมว่ายังงัยๆชาวนาก็ไม่น่าจะได้ถึงราคานี้ต้องโดนตัดค่าโน่น นั่น นี่อีกเหมือนเดิม) พ่อค้าส่งออกร่วมกับเถ้าแก่โรงสีก็ออกมาบ่นว่าจะทำให้การส่งออกลำบาก ยุ่งยาก อ้างว่ายอดส่งออกจะลดลงมาเหลือ 6.5-7ล้านตัน แว่วว่านี่เป็นแค่ตัวเลขประมาณการด้วยซ้ำยังไม่มีการส่งออกจริงๆ แต่เขาไม่ยอมพูดถึง "รายได้" และกำไร" ว่าลดลงหรือขาดทุนเท่าไรจากราคาข้าวที่เพิ่มสูงขึ้น และควรจะประกาศวางมือเลิก(กดราคา) เอ๊ย!เลิกค้าข้าวไปเลยเพราะข้าวน่าจะสูงขึ้นเรื่อยๆเหมือน"น้ำมัน"
 
ชาวไร่ชาวนาผู้ผลิต"ไข่ทองคำ" ป้อนพ่อค้าคนกลางและเถ้าแก่โรงสีมาตลอดหลายสิบปี ช่วยให้ใครหลายคนเป็นเศรษฐีมั่งคั่งยืนยง ช่วยให้คนทั้งประเทศและเกือบทั่วโลกมีข้าวและอาหารที่แปรรูปจากข้าวกิน ช่วยค้ำยันเศรษฐกิจของประเทศยอมเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ยอมก้มหน้าก้มตาเอาหลังสู้ฟ้าเอาหน้าสู้ดิน ยอมขายข้าวเปลือกราคา 6-7บาทแต่ยอมซื้อข้าวสารราคาเกือบยี่สิบบาท ยอมให้ผู้อื่นกำหนดราคาทั้งที่ตนเองเป็นผู้ผลิต ยอมลำบากยากจนข้นแค้นมาหลายสิบปี ถ้าพวกเราพี่น้องชาวไทยไม่ช่วยกันเลี้ยงห่านทองคำตัวนี้ไว้ ก็ระวังจะไม่มีไข่ทองคำไว้กินไว้ใช้ ไว้ขายกันนะครับ
 
มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com
หมายเลขบันทึก: 476301เขียนเมื่อ 26 มกราคม 2012 09:06 น. ()แก้ไขเมื่อ 15 เมษายน 2012 03:34 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (4)

ชาวสวนยางรายย่อยก็เจอปัญหาคล้ายๆ กับชาวนาครับ คือได้ไม่เต็มราคา พ่อค้าคนกลางเป็นคนกำหนดว่ามี "น้ำ" อยู่ในน้ำยางมากน้อยแค่ไหนครับ

แต่พวกเขาก็ยังยืนหยัดย้ิมได้มาหลายสิบปี เก่งจริงๆพี่น้องเกษตรไทย ต้องช่วยกันส่งเสริมให้กระดูกสันหลังของชาติเราแข็งแกร่งยิ่งๆขึ้นไปนะครับ

อยากให้สหกรณ์ชาวนาบ้านเราสีข้าวขายเอง จะได้กำหนดราคาข้าวเปลือกได้เพราะโรงสีเขามีแต่ได้กับได้ เคยชั่งนนข้าวเปลือกก่อนสีเป็นข้าวกล้องดูพบว่าข้าวเปลือก1กก.ได้ข้าวกล้อง .7กก. ราคาข้าวเปลือกกละ 18บาท ข้าวกล้องกก.ละ40 บาท .7 กก.ก็28 บาท จากทุน 18 บาท ได้กำไรเกิน50% จึงคิดว่าถ้าสนับสนุนทุนให้กลุ่มชาวนาทุกหมู่บ้านมีโรงสีเป็นของชุมชนเองชาวนาคงได้รับผลตอบแทนที่ดีได้และคนกินข้าวก็จะไม่เดือดร้อนค่ะ

สวัสดีค่ะ Ico48 ...เมื่อพูดถึงชาวนากับอาชีพทำนา และการถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง...เป็นเรื่องที่ได้ยินมานานมากไม่เคยเปลี่ยนแปลง...ทั้งๆที่ข้าวเป็นอาหารหลักเลี้ยงคนทั้งประเทศ และยังเป็นสินค้าส่งออกอันดับต้นๆของประเทศนะคะ...

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี