เมื่อไปงานประชุมวิชาการ ช่วงที่ข้าพเจ้าวิตกมากที่สุด..เชื่อหรือไม่ว่า คือ "ช่วงพบปะสังสรรค์"...เป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งกัน ระหว่างความปรารถนาสร้างเครือข่าย กับ ธรรมชาติของตัวเองที่เป็นประเภท "หลบใน - introvert" 
...
เมื่อตัดสินใจ สมัครนำเสนอผลงานในการประชุมวิชาการหนึ่ง
นำเสนอด้วยวาจาเป็นภาษาอังกฤษ 15 นาที กับตอบคำถาม 5 นาที
แม้เป็นการนำเสนอในห้องประชุมย่อย และเป็นการประชุมที่เรียบง่าย
แต่ด้วยความที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ
ทำให้ข้าพเจ้าเหงื่อซึม..
แต่นี่ก็คือเหตุผลหลักที่ส่ง
เพราะต้องการลากตัวเองออกจาก "comfort zone"
... 
ทว่า สิ่งที่น่ากลัวสำหรับข้าพเจ้ามากกว่านั้น
ข้าพเจ้าไปงานประชุมวิชาการเดียวกันนี้ ที่จัดขึ้นปีก่อน ดังบันทึกนี้
จำได้ว่า เมื่อถึงช่วงพักดื่มกาแฟ
ข้าพเจ้าเดินถือแก้วกาแฟไปนั่งดื่มในมุมซึ่งคิดว่าลับตาคนที่สุด
ก็ยังอุตสาห์มีคนตาดี เดินเข้ามาทัก ชวนคุย (ถามคำตอบคำ)
ไม่นานนัก ก็มีอีกท่านเดินเข้ามา
ไปๆ มาๆ ข้าพเจ้าก็ยืนเงียบจับโต๊ะให้สองท่านคุยกันไป
สะท้อนถึง ทักษะการสนทนาเพื่อสังคมของตนเองที่ยอด..แย่
... 

ครั้งนี้ ข้าพเจ้าจึงตั้งใจแก้ไข ด้วยการลองว่าจ้าง "tutor" เพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ
โดยใช้เวลา 2 สัปดาห์ก่อนกลับเมืองไทยนี้ เรียน 5 ครั้งๆ ละ 2 ชั่วโมง

ครั้งที่ 1 เรียนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา  
ชั่วโมงแรก หมดไปกับการฝึกออกเสียงให้ชัดเจน ในการเสนอ 4 สไลด์แรก 
ชั่วโมงที่สอง  ฝึกการเข้าสังคม ส่วนนี้ปล่อยให้คุณครู Linda สร้างสรรค์บทเรียนเอง ซึ่งเป็นการละลายน้ำแข็ง - ice breaking  ดังนี้ค่ะ

###

1. "Hi  I am..." เป็นคำทักมาตรฐาน ที่วัฒนธรรมเราอาจรู้สึกขัดเขิน โดยเฉพาะกับผู้อาวุโส  แต่ที่นี่เขาไม่ถือเช่นนั้น..สำคัญกว่าคือ "สบตาก่อนยิ้มแล้วทัก" (ข้าพเจ้ามักทำกลับกันคือ ทัก ยิ้มแหยๆ ก่อนจะกล้าสบตา)
    หากคนที่สนทนากันอยู่ในท่าเปิด (ไม่ใช่ตาต่อตาฟันต่อฟัน) เราสามารถขอเข้าไปร่วมได้ "Excuse me I heard you talk about..., could I join" 

2. ID  ในการประชุมวิชาการมีป้ายแสดงชื่อติดกำกับไว้อยู่แล้ว การถามเพิ่มเติม ถือเป็นแสดงความสนใจคู่สนทนา เช่น อ่านออกเสียงว่าแบบนี้ถูกต้องไหม , ถ้าระบุตำแหน่งวิชาการ หรือ มหาวิทยาลัย  อาจถามต่อไปว่า  เอกด้านไหน หรือ มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ส่วนใดของประเทศ เป็นต้น

3. FOR  มาจากสามสิ่งที่คนทั่วไปชอบคุยเกี่ยวกับตัวเองคือ ครอบครัว Family, งานอาชีพ Occupation และ งานอดิเรก Recreation 
- ในงานประชุมวิชาการ คนที่เข้าร่วมอาจชอบที่จะคุยเรื่องงานของตัวเองเป็นอันดับแรก  : Tell me about your work  - what do you like best about ..(คำตอบ)
( ขณะเดียวกันตัวเราก็ต้องเตรียมคำตอบ เวลาเจอคำถามสวนกลับ เช่น working with university/private practice)
- เรื่องครอบครัว : Do you have a family - where did you grow up
หมายเหตุ - Linda กล่าวว่า ควรหลีกเลี่ยงถามเรื่องการงานของคู่สมรส เพราะฟังดูเหมือนงานเขาเองไม่มั่นคงพอหรืออย่างไร ? 
- งานอดิเรก : What about your free time - how did you get into that?

###

เป็นสูตรละลายน้ำแข็ง สำหรับมือใหม่อย่างข้าพเจ้า
หากใครมีเทคนิคส่วนตัวดีๆ มา ลปรร.กันได้นะคะ 

....
7 ธ.ค. 54

ขอเพิ่มเติมข้อคิดจากคุณ AJ.Huge ถึงเทคนิคการเรียนเพื่อพูด
"phrase not by individual word" 
เป็นการเรียนช้างทั้งตัวก่อน ลงไปดูว่า งา,งวง (เปรียบดัง ศัพท์, ไวยากรณ์) ใช้ทำอะไร
เราสามารถเรียนรู้ได้จากการสังเกต  เก็บสะสม "building block" ไปเรื่อยๆ จนเมื่อมากพอ เราก็จะสามารถสร้างสรรค์คำพูดของเราเองได้อย่างลื่นไหล-fluent ในที่สุด
เท่าที่ข้าพเจ้าสืบค้นหนังสือในท้องตลาด
ก็พบหนังสือชุด "Perfect phrases for..." ซึ่งอาจน่าสนใจสำหรับท่านอื่นๆด้วยค่ะ