การมีที่ดิน และเราได้เป็นผู้ดูแลที่ดินด้วยตัวเอง เป็นความสุขที่ประมาณค่ามิได้
หลังจากน้ำท่วมลดลงได้ไม่กี่วัน ผู้เขียนก็เดินทางไปเชียงใหม่เพื่อไปดูที่ที่แม่ริม ตำบลสะลวง  และตัดสินใจซื้อในเวลาไม่นานนัก  ส่วนหนึ่งของการตัดสินใจที่รวดเร็วปานนี้ ก็คงเพราะเป็นหลานชาวสวนเก่า และได้ขายที่สวนต่างจังหวัดไป เพราะเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปดูแลไม่สะดวก   แต่พออายุเริ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ วิธีคิดก็เปลี่ยนไป เรากลับนึกถึงที่ดินที่เป็นที่ไร่ ที่สวน และอยากมีกิจกรรมอะไรมากมายบนพื้นที่ของเรา  ทั้งที่ในความเป็นจริง แก่ตัวลง คงอาจจะไม่มีแรงเท่าไหร่นัก  แต่ก็รู้สึกว่ามีที่ดินไว้ก็ไม่เสียหลาย
มองจากที่ดินของผู้เขียนออกไป ก็จะเห็นภูเขาซ้อนกันหลายลูก และนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ นั่นคือ "วิวเขาซ้อนกัน"

 

ผู้เขียนชำระเงินค่าที่ดินทั้งหมดโดยให้น้องผ่อนส่งกับผู้เขียน เพื่อหวังให้เราสองครอบครัวได้อยู่ทำประโยชน์ที่นี่ด้วยกัน ดังนั้น ชื่อกรรมสิทธิ์ในที่ดินจึงเป็นชื่อร่วมกันบนพื้นที่เกือบ 7 ไร่ ขาดไปเพียง 30 กว่าตารางวาเท่านั้น 
บนที่ดิน ยังรก ๆ ดังภาพที่เห็น มีพันธุ์ไม้หลายชนิด ได้แก่ ลำไย ประมาณ 20 กว่าต้น  มะพร้าวประมาณ 3-4 ต้น  มีมะม่วง มะยม ฝรั่ง กล้วยนับร้อยต้น ไผ่ลวก ไผ่หวาน ฯลฯ  เนื่องจากเจ้าของเดิมเป็นคุณลุงอายุประมาณ 70 ปี เคยอยู่อาศัยที่นี่มาก่อน และท่านมีที่ดินเป็นจำนวนมาก เมื่ออายุมากขึ้น ลูกหลานไม่ยอมให้แยกออกมาอาศัยอยู่ต่างหาก ให้ไปอยู่กับลูก ๆ ในหมู่บ้าน จึงปล่อยที่ดินผืนนี้ให้รกร้างนับ 10 ปี แต่ลุงอดีตเจ้าของที่ก็บอกว่า ไม่ได้ทิ้งเสียทีเดียว ยังวนเวียนมาทำนาอยู่ เพราะที่ดินที่ลุงขายให้มีทั้งสวนและนา  ส่วนที่เป็นสวนประมาณ 4 ไร่กว่า ส่วนที่เป็นนาประมาณ 2 ไร่เศษ
รอบแปลงนาก็มีต้นลำไยปลูกรายล้อม ผู้เขียนถามสมาชิกในครอบครัวสองครอบครัวเรา ซึ่งก็คือครอบครัวของผู้เขียนและของน้องชาย ทุกคนก็ลงความเห็นที่จะให้แปลงนาเป็นแปลงนาเหมือนเดิม คือไม่คิดจะถมที่ดิน และให้อดีตลุงเจ้าของที่ดินทำนาต่อไปได้ โดยเราขอแค่อยากให้มีใครสักคนมาทำประโยชน์และดูที่ดินเราให้ด้วยในระหว่างที่เรายังต้องทำงานกันอยู่ที่กรุงเทพฯ
                 บางส่วนรกมากทีเดียว บังวิวเขาจนมิด
ต้นไผ่เป็นกำแพงรั้วโดยธรรมชาติ แต่ปัจจุบันนี้ผู้เขียนกำลังจ้างคนมาทำรั้วแล้ว
                   คนงานเริ่มถางเฉพาะพื้นที่ที่จะทำแนวรั้ว
ช่วงพักกลางวัน ช่างทำรั้วกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
ครอบครัวน้องชาย ซึ่งมีหลานกะทิวัยสามขวบกว่ากำลังเดินเท้าสำรวจพื้นที่ที่มีลักษณะต่างระดับกันระหว่างที่สวนกับที่นา
 
 
ครอบครัวน้องชายเหมือนไม่ได้มาดูที่ แต่มาปิกนิค
หลานสาวถูกมดกัด ให้พ่อเกาหลังให้
ดื่มน้ำมะพร้าวในสวนของเรา (ที่ไม่ได้ปลูกเอง)
ที่สวนมะพร้าวที่อยู่ใกล้กับที่ดินของผู้เขียน เจ้าของที่ขาย 2 ไร่กว่า ราคาไม่ถึงหนึ่งล้าน  ผู้เขียนได้แต่มอง (ดูกิเลสตนเอง) ยิ่งซื้อสะสมไว้ ก็เพิ่มภาระ โดยเฉพาะเรายังไม่ได้ไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่เร็ว ๆ นี้
 การมีที่ดิน และเราได้เป็นผู้ดูแลที่ดินด้วยตัวเอง เป็นความสุขที่ประมาณค่ามิได้
ณ ตอนนี้ ที่ซื้อที่ดินนี้ไว้ ยังไม่ได้ทำประโยชน์อะไร และให้ลุงเจ้าของที่เดิมทำนาต่อไป แต่ล่าสุดก่อนที่ผู้เขียนจะเดินทางกลับ ลุงบอกว่าลูกไม่ให้ทำแล้ว ก็จะให้สิทธิทำประโยชน์บนที่ดินเป็นของลุงนายหน้าที่เขาพาผู้เขียนมาดูที่ดินนี้ตั้งแต่แรก ผู้เขียนก็ไม่ได้ว่ากระไร เพราะจะเป็นท่านใดก็ได้ ขอเพียงแค่ให้มาช่วยดูแลที่ดินของเราบ้าง และปีหน้าก็จะเดินทางไปดูอีกครั้ง
การมีที่ดินในพื้นที่ที่ห่างไกลจากที่เราอยู่อาศัยและทำงานอยู่เป็นประจำ เป็นเรื่องยากทีเดียวที่เราจะไปดูแล ได้แต่ฝากฝังผู้คนในพื้นที่ไว้ แต่ลุงนายหน้าก็มีน้ำใจที่ไม่เรียกค่าดูแลอะไร นอกจากขอทำนาบนที่ดินประมาณ 2 ไร่กว่า ส่วนที่สวน ลุงก็คงมาเก็บผลไม้ตามฤดูกาลไปได้ตามสะดวก ซึ่งผู้เขียนก็ยินดี
ในที่สุด หลานชาวสวนที่เคยมีที่ไร่ที่สวนจากมรดกปู่ย่า (แต่ขายไปหมดแล้ว) ก็กำลังจะกลับคืนสู่ฐานะชาวสวนดังเดิมในไม่ช้า คู่ใจของผู้เขียนที่เป็นลูกหลานชาวนามาก่อน ก็ยืนยันว่าจะไปทำนา หากว่าเบื่อเมืองกรุง หรือหากน้ำท่วมใหญ่ปีหน้าจนต้องอพยพกันอีกครั้ง ก็จะลี้ภัยมาปลูกกระท่อมอยู่ชั่วคราวบนที่ดินแห่งนี้
ทางสาธารณะที่เข้าที่ดินของผู้เขียน
 
 
หลานสาวอารมณ์ดีขณะขับรถออกจากที่ดิน
หากกัลยาณมิตรชาวเชียงใหม่หรือท่านที่มีที่ดินที่เชียงใหม่ แวะมาเยี่ยมทักทาย ผู้เขียนก็ขอฝากเนื้อฝากตัวสำหรับการเตรียมตัวที่จะเป็นชาวสวน ชาวนาที่เชียงใหม่ด้วยนะคะ
              
                    ขอให้ทุกท่านมีความสุข ความเจริญโดยทั่วหน้าค่ะ