พระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
ที่มาของคำกล่าวที่ว่า "ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ผู้ขอย่อมเป็นที่รังเกียจ"
พระอาจารย์ เล่าว่า
"ใน มณิชาดก พระยานาคเห็นฤๅษีไปจำศีลอยู่ริมแม่น้ำ
ด้วยความเลื่อมใสพระยานาคจึงขึ้นมาหา แต่ขึ้นมาเป็นงูใหญ่
ฤๅษีเห็นก็กลัว พระยานาคขึ้นทุกวัน
จนฤๅษีกินไม่ได้นอนไม่หลับ
ฤๅษีผู้เป็นพี่ชายมาเยี่ยมฤๅษีผู้เป็นน้อง ถามถึงทุกข์สุข ฤๅษีคนน้องจึงบอกว่า พระยานาคขึ้นมาทุกวัน ตนเองกลัวมาก ฤๅษีผู้พี่จึงแนะนำว่า ต่อไปถ้าพระยานาคมา ให้ขอแก้วมณีจากพระยานาค เพราะพระยานาคมาจะมีแก้วมณีติดตัวมาด้วย ฤๅษีคนน้องก็จำไว้
พอพระยานาคมาอีก ฤๅษีผู้น้องจึงบอกแก่พระยานาคว่า "ไหนๆ เราก็รู้จักกันมานานแล้ว เราขอแก้วมณีที่คอท่านเถอะ เราอยากได้ " พระยานาคบอกว่า "แก้ว มณีเป็นที่มาของอาหาร น้ำ และเครื่องใช้ไม้สอยของเขา ไม่สามารถที่จะให้ท่านได้หรอก เราเห็นท่านเป็นผู้ที่ละกิเลสแล้ว จึงเลื่อมใสขึ้นมาหาด้วยความเคารพ แต่ไม่นึกว่าท่านยังเป็นผู้ที่มักมากอยู่ ฉะนั้นเราอย่าได้เจอกันอีกเลย" ตั้งแต่นั้นมาพระยานาคก็ไป ไม่มาหาอีกเลย
ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ผู้ขอย่อมเป็นที่รังเกียจ มีที่มาจากเรื่องนี้แหละ"
"ท่านยกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือ ฤๅษีท่านหนึ่งไปจำพรรษาอยู่ที่ราวป่า มีหนองน้ำใหญ่อยู่ไม่ไกล และที่หนองน้ำมีพวกนกน้ำมาหากินอยู่ทุกวัน พอนกหากินเสร็จ ก็จะไปอาศัยนอนบนต้นไม้ใกล้ที่ฤๅษีจำศีลอยู่
พวกเราเคยได้ยินเสียงนกก่อนออกหากินหรือก่อนนอนบ้างหรือเปล่า ? ไม่รู้ว่านกมีอะไรคุยกันนักหนา เสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปหมด พอไม่สงบฤๅษีก็ภาวนาไม่ได้ เพื่อนฤๅษีมาหา ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ? ฤๅษีบอกว่ารำคาญเสียงนก ไม่เป็นอันหลับอันนอนเลย
เพื่อนจึงบอกว่า พอถึงเวลายามค่ำคืน นกทั้งหลายนอนหมดแล้ว ยามต้นให้ไปประกาศบอกนกทั้งหลายว่า ขอขนนกคนละเส้น จะเอามาทำที่นอน ยามสองก็ให้ประกาศอย่างนั้นอีก ยามสามก็ให้ประกาศอย่างนั้นอีก
พอถึงเวลาค่ำ ฤๅษีก็ไปประกาศที่ใต้ต้นไม้ว่า "เราขอให้นกทั้งหลายสละขนคนละเส้น เราจะเอาไปทำเป็นที่นอน" นกได้ยินดังนั้นเงียบฉี่ พอยามสองก็ไปประกาศอีกรอบหนึ่ง ยามสามไปประกาศอีกรอบ ปรากฏว่านกพากันหนีไปจนหมด ไม่กลับมาอีกเลย
สาเหตุที่ พระพุทธเจ้า ตรัสเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะ ภิกษุชาวเมืองอาฬวี ไปเที่ยวขอของจากชาวบ้าน เพื่อที่จะเอามาสร้างกุฏิ ขอที่ดิน ขอจอบ ขอเสียม ขอไม้ ขอหญ้า ขอเถาวัลย์ ฯลฯ จนกระทั่งชาวบ้านเขากลัวกันหมด เห็นพระมาก็วิ่งหนี ขนาดเห็นวัวเดินมา สีคล้ายจีวรก็กระโดดหนี เพราะนึกว่าวัวเป็นพระ
พระมหากัสสปะ ไปถึงเมืองอาฬวีก็แปลกใจ ว่าทำไมเมืองอาฬวีเป็นอย่างนี้ ก่อนหน้านั้นข้าวปลาอาหารหาง่าย จะบิณฑบาตที่ไหนก็มี แต่ทำไมตอนนี้ไม่ค่อยมีคนใส่บาตรเลย พอสอบถามได้ความขึ้นมา จึงกราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ
พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสชาดกสองเรื่องนี้ว่า ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ผู้ขอย่อมเป็นที่รังเกียจ และบัญญัติห้ามภิกษุขอสิ่งของจากบุคคลที่ไม่ใช่ญาติ และไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน"
สนทนากับพระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนมกราคม ๒๕๕๔
ฤๅษีผู้เป็นพี่ชายมาเยี่ยมฤๅษีผู้เป็นน้อง ถามถึงทุกข์สุข ฤๅษีคนน้องจึงบอกว่า พระยานาคขึ้นมาทุกวัน ตนเองกลัวมาก ฤๅษีผู้พี่จึงแนะนำว่า ต่อไปถ้าพระยานาคมา ให้ขอแก้วมณีจากพระยานาค เพราะพระยานาคมาจะมีแก้วมณีติดตัวมาด้วย ฤๅษีคนน้องก็จำไว้
พอพระยานาคมาอีก ฤๅษีผู้น้องจึงบอกแก่พระยานาคว่า "ไหนๆ เราก็รู้จักกันมานานแล้ว เราขอแก้วมณีที่คอท่านเถอะ เราอยากได้ " พระยานาคบอกว่า "แก้ว มณีเป็นที่มาของอาหาร น้ำ และเครื่องใช้ไม้สอยของเขา ไม่สามารถที่จะให้ท่านได้หรอก เราเห็นท่านเป็นผู้ที่ละกิเลสแล้ว จึงเลื่อมใสขึ้นมาหาด้วยความเคารพ แต่ไม่นึกว่าท่านยังเป็นผู้ที่มักมากอยู่ ฉะนั้นเราอย่าได้เจอกันอีกเลย" ตั้งแต่นั้นมาพระยานาคก็ไป ไม่มาหาอีกเลย
ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ผู้ขอย่อมเป็นที่รังเกียจ มีที่มาจากเรื่องนี้แหละ"
"ท่านยกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือ ฤๅษีท่านหนึ่งไปจำพรรษาอยู่ที่ราวป่า มีหนองน้ำใหญ่อยู่ไม่ไกล และที่หนองน้ำมีพวกนกน้ำมาหากินอยู่ทุกวัน พอนกหากินเสร็จ ก็จะไปอาศัยนอนบนต้นไม้ใกล้ที่ฤๅษีจำศีลอยู่
พวกเราเคยได้ยินเสียงนกก่อนออกหากินหรือก่อนนอนบ้างหรือเปล่า ? ไม่รู้ว่านกมีอะไรคุยกันนักหนา เสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปหมด พอไม่สงบฤๅษีก็ภาวนาไม่ได้ เพื่อนฤๅษีมาหา ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ? ฤๅษีบอกว่ารำคาญเสียงนก ไม่เป็นอันหลับอันนอนเลย
เพื่อนจึงบอกว่า พอถึงเวลายามค่ำคืน นกทั้งหลายนอนหมดแล้ว ยามต้นให้ไปประกาศบอกนกทั้งหลายว่า ขอขนนกคนละเส้น จะเอามาทำที่นอน ยามสองก็ให้ประกาศอย่างนั้นอีก ยามสามก็ให้ประกาศอย่างนั้นอีก
พอถึงเวลาค่ำ ฤๅษีก็ไปประกาศที่ใต้ต้นไม้ว่า "เราขอให้นกทั้งหลายสละขนคนละเส้น เราจะเอาไปทำเป็นที่นอน" นกได้ยินดังนั้นเงียบฉี่ พอยามสองก็ไปประกาศอีกรอบหนึ่ง ยามสามไปประกาศอีกรอบ ปรากฏว่านกพากันหนีไปจนหมด ไม่กลับมาอีกเลย
สาเหตุที่ พระพุทธเจ้า ตรัสเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะ ภิกษุชาวเมืองอาฬวี ไปเที่ยวขอของจากชาวบ้าน เพื่อที่จะเอามาสร้างกุฏิ ขอที่ดิน ขอจอบ ขอเสียม ขอไม้ ขอหญ้า ขอเถาวัลย์ ฯลฯ จนกระทั่งชาวบ้านเขากลัวกันหมด เห็นพระมาก็วิ่งหนี ขนาดเห็นวัวเดินมา สีคล้ายจีวรก็กระโดดหนี เพราะนึกว่าวัวเป็นพระ
พระมหากัสสปะ ไปถึงเมืองอาฬวีก็แปลกใจ ว่าทำไมเมืองอาฬวีเป็นอย่างนี้ ก่อนหน้านั้นข้าวปลาอาหารหาง่าย จะบิณฑบาตที่ไหนก็มี แต่ทำไมตอนนี้ไม่ค่อยมีคนใส่บาตรเลย พอสอบถามได้ความขึ้นมา จึงกราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ
พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสชาดกสองเรื่องนี้ว่า ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ผู้ขอย่อมเป็นที่รังเกียจ และบัญญัติห้ามภิกษุขอสิ่งของจากบุคคลที่ไม่ใช่ญาติ และไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน"
สนทนากับพระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนมกราคม ๒๕๕๔
ที่มา
หลวงพี่เล็ก สุธัมมปัญโญ
นึกถึงพี่ที่ป๋าชอบฮัมประจำ .. พี่คนนี้ นั้นมีแต่ให้ ...
มั่นใจว่า คุณคนไกลบ้าน ก็เช่นเดียวกัน สาธุ ฝันดีค่ะ :)
พระท่านกล่าวด้วยเรื่องของการให้ ไว้ว่า หากเราคิดก่อนที่จะให้ใจเราก็มีสุขแล้ว แม้ขณะที่เราให้ ใจเราก็ยิ่งสุขกว่า เมื่อให้ไปแล้วนั้นใจเราก็เป็นสุข
อาจารย์
คงเคยอธิษฐานมาว่า
ไม่มี ไม่ดี ไม่ได้ ไม่สบาย ขออย่าได้เกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า
ชาตินี้ถึง มักจะพบเรื่องบังเอิญดีๆ จากคนคุ้นเคย เสมอๆ
ฝากดอกกล้วยไม้มาให้ครับ
ขออนุญาตนำไปอ้างอิงเลยนะคะ
บันทึกนี้เป็นของหลวงพี่เล็ก สุธัมมปัญโญ โดยคุณ tamsak ครับ ผมชอบมากๆ ท่านเทศน์ได้ทันสมัย ถูกจริตผมครับ เข้าไปอ่านเป็นประจำ
สวัสดีค่ะ
สังคมไทยเป็น สังคมแห่งการให้ ...ตั้งแต่เกิด เรียนจบ ฝากทำงาน เปลี่ยนงาน ลาออกจากงาน แต่งงาน ป่วย เสียชีวิต... เวลาไปหาเยี่ยมเยียนใครก็ต้องมีของติดติดมือไปฝาก... เรียกว่ายังไม่ทันขอก็รีบให้กันแล้วนะคะ...
สวัสดีครับ
อาจจะจริงอย่างอาจารย์ว่า บางทีจะให้ยังไม่ยอมจะรับก็มีครับ
ชอบจัง ว่างเมื่อไรจะมาตามอ่านอีกค่ะ
เอาดอกกล้วยไม้มาให้คุณพี่ได้ดูอีกที ลูกสาวบอกว่าขอดูแลเพียงคนเดียว เพราะรดน้ำอาทิตย์ละครั้ง ใช้ก่อนน้ำแข็งเล็กๆเพียงหนึ่งก้อน ก็พอแล้ว ง่ายมาก
เป็นเช่นนั้นจริงๆครับ
ขออนุญาตแชร์นะครับ