การดูแลสุขภาพด้วยตนเอง มีนัยยะมากไปกว่า การจัดเก็บข้อมูลจากโรงพยาบาล แล้วไป "unzip" ที่บ้าน..แต่ยังหมายถึง
การสร้าง"แรงจูงใจ" เพื่อดึง "ความฉลาดทางสุขภาวะภายใน" ของตนเอง ออกมาจัดการกับปัญหาตนเองด้วย..ครั้งนี้มีสองภาคคะ
ภาคแรก -- การทดลองที่ทำให้เห็นภาพ แรงจูงใจ : เก็บตกจากรายการ TED talk
ภาคสอง -- มุมมองตะวันตกต่อ ความฉลาดภายใน : เก็บตกจากการบรรยายที่ฟังวันนี้ ณ สถาบันการแพทย์ผสมผสาน UCSF Oscher
ภาคสอง :
สิ่งที่จะเล่าต่อไป เป็นการเก็บตกบางส่วน การบรรยายสำหรับประชาชนทั่วไปของสถาบัน Oscher ที่ข้าพเจ้ามีโอกาสได้เข้าไปฟังครั้งแรก และครั้งสุดท้าย (เพราะจะ ปิ๊กเจียงใหม่แล้วเจ๊า) เรื่อง The Psychology of Meditative Thinking: A practical Approach to Wellness in Integrative Medicine. โดย James L. Mitchell PhD...
- การคิดสองแบบ ได้แก่
1. Calculative thinking ที่เราใช้ในการคำนวณ การวางแผน
2. Meditative thinking ซึ่งวิทยากรใช้ประโยคว่า " Pay attention on purpose, not judgment" น่าจะแปลว่า ใส่ใจกับสิ่งตรงหน้า ? โดยไม่ตัดสิน - ความฉลาดมีสองแบบ ได้แก่
1. Acquired intelligence เป็นการเก็บข้อมูลจากภายนอก จากห้องเรียน จากประสบการณ์
2. Intrinsic intelligence สิ่งนี้เองที่วิทยากรอธิบายว่า เป็นความฉลาดทางสุขภาวะจากภายใน ที่พยายามสร้างสมดุลด้วยตัวของมันเอง
Intrinsic intelligence เกิดเมื่อมี Meditative thinking
- Mindful based stress reduction (MBSR) เป็นคำที่บัญญัติเมื่อ 30 กว่าปีก่อน โดย Jon Kabat-Zinn ศาสตราจารย์ทางชีวโมเลกุลที่สนใจศึกษาการนั่งสมาธิ และโยคะ นำมาผสมผสานกับการหาผลลัพท์เชิงวิทยาศาสตร์ (เช่น ผลต่อเม็ดเลือดขาว ระบบภูมิคุ้มกัน ) แล้วเรียกชื่อเสียใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับกว้างขึ้นในสังคมตะวันตก..
- แนวทางปฎิบัติก็ให้เข้ากับสรีระชาวตะวันตก เช่น แทนที่จะให้เดินจงกรม ก็ให้ยืนเอนลงน้ำหนักขาทีละข้างแล้วเอาใจจดจ่อกับน้ำหนักที่ลงบนฝ่าเท้า..แทนที่จะให้นั่งขัดสมาธิ ก็ให้นั่งบนเก้าอี้มีพนัก เพียงหลับตาเอาใจจดจ่อลมหายใจเข้าออก
...
สุดท้ายที่ข้าพเจ้าสรุปเองคือ "สมาธิก่อปัญญา" ซึ่งเราชาวพุทธรับรู้กันมานาน แต่โลกตะวันตกกำลังศึกษาและพยายามปรับให้เข้ากับวิถีดำเนินชีวิตของชาวตะวันตก..
###
เชื่อมโยงกับตอนแรก
ข้าพเจ้ารับรู้ได้ถึงสิ่งที่เกิดกับตัวเอง ขณะนั่งฟัง แม้ศัพท์ที่ใช้ไม่ยากมาก..แนวคิดหลักก็มีพื้นมาบ้าง แต่ลงในรายละเอียดก็ยังจับไม่ได้มากนัก เพราะวิธีคิด วิธีการอธิบายที่ไม่คุ้นเคย
คงคล้าย การใส่ข้อมูลให้ผู้ป่วยไป "unzip" ที่บ้าน แม้เราคิดว่าหากไม่ใช้ศัพท์เฉพาะผู้ป่วยก็คงเข้าใจ..ความจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น..
หรือเราลืมใช้ประโยชน์จาก "ความฉลาดภายใน" (อย่างที่ MBSR เรียก) " พลังของ motivation ระดับ 3" (อย่างที่ Pink เรียก) ที่มีอยู่ในตัวผู้ป่วย และมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว
###
เกร็ดเล็กๆ ส่งท้าย
การแพทย์ผสมผสาน ได้นำเข้าหลักสูตรแพทยศาสตรศึกษาในอเมริกาประมาณ 10 ปี..สถาบัน Oscher เป็นหน่วยงานหนึ่งของ UCSF ที่ให้บริการ วิจัย และสอน วิชาหลักให้กับนักศึกษาแพทย์ และนักศึกษาวิทยาศาสตร์สายสุขภาพ สังเกตว่าเรื่องสมุนไพร ฝังเข็ม ฯลฯ เป็นส่วนหนึ่ง แต่ภาพหลักคือพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral science) เพื่อเข้าใจผู้ป่วย..ส่วนวิชาเลือก เน้นการวิจัยที่ผสมวิธีทางมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ กับ วิทยาศาสตร์การแพทย์..
โดยสรุป เป็นการสอนเพื่อ เข้าใจวิธีคิด เหตุปัจจัยของการรักษาอีกแขนงหนึ่ง ด้วยใจเป็นกลาง.

"สมาธิก่อให้เกิดปัญญา" เห็นด้วยครับท่านอาจารย์
ดังนั้นสิ่งที่เราควรเข้าใจให้ดีต่อไปก่อน คือ
๑) สมาธิ เกิดขึ้นได้อย่างไร? มีปัจจัยใดที่มีอิทธิพลบ้าง?
๒) สิ่งที่เรียกว่า "ปัญญา" แท้จริงเป็นอย่างไร?
บูรณาการจากองค์ความรู้ที่เคยได้รับจากครูบาอาจารย์ ได้คำตอบดังนี้ครับ
๑) สมาธิ คือภาวะที่จิตอยู่กับกายเสมอ ไม่ส่งจิตออกสู่ภายนอก ความหมายตามพจนานุกรมฯ หมายถึง ความสำรวมใจให้แน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่าน เพื่อให้จิตใจสงบ หรือเพื่อให้เกิด "ปัญญา" เห็นแจ้ง ตรงนี้ผมจึงพอเข้าใจว่า หลวงปู่ หลวงพ่อ ที่ท่านสั่งสอนญาติโยม ท่านก็จะมีกุศโลบาย (เทคนิควิธีการ)ที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่ท่านทั้งหลายปฏิบัตินั้น โยงสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ "สมาธิ" ครับ ส่วนเชื่อมต่อมาจากสมาธิก็คือสิ่งที่เรียกว่า "ฌาน" ซึ่งมี ๔ ระดับ ("ณาน" มาจากคำว่า "ชานชลา":"Station")
๒) ปัญญาที่แท้จริง เป็นส่วนต่อจาก "ฌาณ" แต่ต้องขอโทษด้วยนะครับผมไม่ทราบชัดเจนว่า ต้องเป็นระดับไหนใน ๔ ระดับที่จะต่อมาที่ตัว ปัญญาที่แท้จริงได้ โดยปัญญาที่แท้จริงผมเรียกตามความเข้าใจที่ได้ศึกษาว่า "ญาณ" ที่ตามความหมายในพจนานุกรมฯ หมายถึง ความสามารถหยั่งรู้หรือกำหนดรู้อันเกิดจากอำนาจสมาธิ ดังนั้นบุคคลที่ฝึกจนได้ "ณาน" สมาธิที่ดี ก็จะต้องต่อยอดไปในสิ่งที่ผมเรียกว่า "วิปัสสนาญาณ" หมายถึง การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งในรากเหง้าของสิ่งต่างๆ จนไปถึงขั้น "วิปัสสนากรรมฐาน" คือปัญญาหยั่งรู้แจ่มแจ้งจนหลุดพ้นจากวัฏสงสารได้ถาวร
ความคิดของคนเรามันไวมากครับ น่าจะไวกว่าแสงเสียอีก เมื่อคิดไวสรุปไว ผัสสะทางอารมณ์จึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โอกาสที่เราลงมือกระทำแล้วเกิดความผิดพลาดย่อมมีสูงด้วย เขาจึงเรียกว่า ไม่ใช่ปัญญาพินิจ ไต่ตรอง อะไรประมาณนั้นครับผม ดังนั้นการฝึกสองสิ่งนี้จึงมีประโยชน์มาก และผมเชื่อว่านักวิชาการตะวันตกหลายๆท่านได้ค้นพบสิ่งเหล่านี้กับตนเองแล้ว แต่เขาคงไม่ได้อธิบายตามความเชื่อแบบพุทธปรัชญาของเราครับ
สำหรับท่านอาจารย์ ป.ผมเชื่อว่าท่านอาจารย์มีสองสิ่งนี้อยู่ระดับค่อนข้างสูงทีเดียว แต่คงยังไม่น่าจะถึงสูงสุดนะครับ ^_^ เพราะผมยังอยากแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในองค์ความรู้อันน้อยนิดของผมที่มีกับอาจารย์ต่อๆไปครับ ด้วยความเคารพครับผม
ขอบคุณความเห็นอาจารย์ที่เพิ่มความสมบูรณ์ให้กับบันทึกนี้อย่างยิ่งค่ะ..หลังฟังบรรยายจบ ก็บอกตัวเองว่าพอเข้าใจ แต่พอมาเขียนจริงๆ ถึงตระหนักว่า เรารู้เป็นคำๆ แต่มีช่องโหว่ ที่เชื่อมต่อไม่ได้มากมาย..
สิ่งที่อาจารย์บูรณาการณ์มามีคุณค่ามากค่ะ หากได้ลงมือปฎิบัติ จึงจะเข้าใจในสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้
เห็นด้วยค่ะ ไม่ว่าจะใช้ศัพท์ หรือ วิธีปฎิบัติต่างกัน ก็เพื่อ อธิบาย "ประสบการณ์" ซึ่งมีอยู่จริง และสามารถเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า..
จนเมื่อ ได้รับรู้ประสบการณ์นั้นด้วยตนเองแล้ว จะใช้คำเรียกใดก็ไม่สำคัญอีกต่อไป..
*ขอบคุณค่ะ..คุณค่าของพลังจิตช่วยต่อยอดการรักษาความเจ็บป่วยในกายตนเอง..รวมทั้งความสำเร็จในการดำเนินชีวิตดีกว่าปกตินะคะ..
*เก็บภาพดอกบัวหลังน้ำท่วมสวนที่บ้านมาฝากค่ะ..ตอนถ่ายภาพ มีลมพัดผ่านดอกบัวไหวๆ และใบบัวกระเพื่อมบังแสง..พี่ใหญ่ลองใช้พลังจิตบังคับมือให้กดชัตเตอร์ในจังหวะหนึ่ง จึงได้ภาพนี้ค่ะ..
สวัสดีค่ะ แวะมาบ้านนี้ทีไร ได้ความรู้ใหม่ เพิ่มขึ้นทุกทีค่ะ
จะปิ๊กเจียงใหม่บ้านเฮาแล้วกาเจ้า....เดินทางปลอดภัยเน่อเจ้า ^_^
การทำให้วิชาการทางการแพทย์ให้เป็นเรื่องสนุก คงเป็นเรื่องที่ยากมาก หากแต่เป็นคุณหมอบางเวลาเป็นผู้เขียนแล้ว ความยากจึ่งง่ายลง และน่าติดตามเสมอ ;)...
ไม่เชื่อถามแฟนคลับได้ครับ ;)...
สวัสดีค่ะคุณหมอ!
...วันนี้ขอเป็นคนโง่ที่ยอมรับความรู้มุมมองชีวิตจากบันทึกและข้อคิดจากท่านๆทั้งหลาย
...แต่สิ่งที่ข้าพเจ้า(ผู้น้อย)ได้รับหลังจากอ่านบันทึกของคุณหมอและข้อคิดจากท่านทั้งหลายในครั้งนี้ คือแรงบันดาลใจบางอย่าง บางเรื่องกับการเขียนบันทึก.
...ได้นั่งอมยิ้มกับคำบางประโยคและฉายา "คุณหมอบางเวลา"
...ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงคุณหมออารมณ์ดีที่ชอบร้องเพลงที่รพ.น้ำพอง(ร้องได้แค่ท่อนแรกๆของเพลง แต่ก็สร้างความคลื้นเครงให้เกิดขึ้นได้กับใจผู้ป่วยและญาติที่เฝ้ารอคอย.
...ปกติบันทึก เรื่องราวแนววิชาการข้าพเจ้าไม่ชอบที่จะสนใจอ่าน ทำความเข้าใจเรียนรู้อะไรมากมาย(ปวดหัว พิธีเกิน)แต่คุณหมอคนเก่งกลับนำเสนอบันทึกที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสนุก น่าอ่านศึกษาเรียนรู้ ทำความเข้าใจ...วัดได้จากหัวใจของตัวเองที่รู้สึกเบามากกว่าหนักอึ้ง(อึอัด)
จริงค่ะ
ตอบคำถาม...."เงาพญามาร"
ขอบคุณค่ะพี่ใหญ่..เป็นบัวปริ่มน้ำที่กำลังจะแย้มบาน
ภาพเงาที่แบ่งเป็นสองส่วน มืด กับสว่าง มองไปมองมา งามไปอีกแบบนะคะ
ที่บ้านมีความสุขครับ
ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยียนค่ะ เอาใจช่วยหนูมี่อัพไฟล์ขึ้นยูทูบให้ได้นะคะ..กลับบ้านแล้ว บ้านหลังนี้คงเปลี่ยนบรรยากาศไปอีกแบบ
ขอบคุณที่ให้กำลังใจค่ะอาจารย์..
หาจุดสมดุลระหว่างความเรียบง่ายกับความถูกต้องสมบูรณ์ เป็นสิ่งท้าทาย
“Make everything as simple as possible, but not simpler.”
ไอน์สไตน์ กล่าวไว้ "ทำสิ่งที่เรียบง่าย แต่อย่าเป็นคนมักง่าย"
สวัสดีครับ
ฉายา "คุณหมอบางเวลา" ต้องขอบคุณคนตั้ง บล็อกเกอร์คนขยันแห่ง gotoknow - อ.wasawat ค่ะ..คงจะร้องเพลงสู้คุณหมอ รพ.น้ำพองไม่ได้ อารมณ์ส่วนมากดี แต่ก็มีเครียด เศร้า ปนกันไปแบบปุถุชนค่ะ
ขอบคุณสำหรับถ้อยคำชุ่มชื่นใจที่นำมาฝากกันเสมอนะคะ :-)
ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยียนนะคะ :-)