เมื่อวานนี้คุณครูท่านเดียวกันกับที่ผมบันทึกฉบับก่อน ได้เล่าถึงการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่บ้านประสบอุทกภัยในห้องที่ตนเองเป็นที่ปรึกษาและในห้องที่ตนเองสอน คือชั้น ม.3 และ ชั้น ม.5 ให้ฟังอีกเรื่องหนึ่ง
โดยเธอได้ถามนักเรียนในห้องที่เป็นครูที่ปรึกษาว่าบ้านใครประสบภัยน้ำท่วมบ้าง มีนักเรียน 20 คน ยกมือ จากนักเรียนทั้งหมด 50 คน เธอจึงหาเวลาเรียกนักเรียนใน 20 คน มาสัมภาษณ์ทีละคนจนครบทั้งหมด ซึ่งเธอก็มีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับที่อยู่ของนักเรียนแต่ละคนอยู่แล้ว โดยให้แต่ละคนเล่าเกี่ยวกับสภาพน้ำท่วมบ้าน ชีวิตความเป็นอยู่หลังถูกน้ำท่วม การได้รับความช่วยเหลือ สภาพจิตใจ ความเดือดร้อนที่ต้องการความช่วยเหลือในปัจจุบัน
ปรากฏว่านักเรียนส่วนใหญ่ครอบครัวสามารถช่วยตนเองได้ ไม่อยู่ในขั้นวิกฤติ มีอยู่เพียงคนเดียวที่ดูท่าจะยังลำบากอยู่ ครูจึงให้ความช่วยเหลือเงินส่วนตัวจำนวนเล็กน้อยเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางไปเรียน จะได้แบ่งเบาภาระทางบ้านลงไปได้บ้าง และรวบรวมข้อมูลนักเรียนที่ประสบอุทกภัยทั้งหมดเสนอให้โรงเรียนหาทางช่วยเหลือต่อไป
สำหรับห้องอื่นๆที่เข้าสอน ก็ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบในภาพรวมทั้งห้อง ก็ช่วยเหลือกันไปตามมีตามเกิด เธอบอกกับผมว่า
"วันนี้กระเป๋าแห้งไปเลย แต่ก็มีความสุขนะ"
แล้วเธอก็เล่าให้ฟังถึงกรณีตัวอย่างหนึ่ง ขณะเข้าสอนชั้น ม.5 ก็ถามคำถามเหมือนกับห้องอื่นๆ แต่เธอสังเกตว่ามีเด็กคนหนึ่งในกลุ่มที่ถูกน้ำท่วม ดูหน้าตาเศร้าหมองผิดปกติ เธอจึงเดินเข้าไปคุยด้วย ให้เล่าสภาพที่บ้านให้ฟัง เท่านั้นเองนักเรียนคนนั้นก็ร้องไห้โฮ ต้องปลอบกันอยู่นาน พอเริ่มคลายลงไป นักเรียนก็เริ่มเล่าให้ฟังได้ความว่า
"บ้านอยู่ทาวเฮ้าส์ 2 ชั้น หลังท้ายสุดของหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ไกลจากถนนใหญ่มาก ต้องเข้าซอยไปอีกไกล ติดกับเขตจังหวัดนครปฐม น้ำท่วมชั้นหนึ่งทั้งหมด ต้องอาศัยอยู่ชั้นสอง ครอบครัวไม่ได้อพยพไปไหน เธอมีพี่น้อง 3 คน กำลังเรียนทั้งนั้น น้ำท่วมมานานร่วม 2 เดือน ก็อยู่กันอย่างลำเค็ญ น้ำประปาใช้ไม่ได้ ต้องอาศัยรอรับการบริจาคเป็นครั้งคราว อาหารการกินก็ร่อยหรอ เวลาเขามาบริจาคข้าวกล่องก็ได้รับกันเพียงกล่องเดียว ต้องมาแบ่งกันกิน เพราะอยู่สุดซอย การช่วยเหลือไม่ค่อยเข้าไปถึง ตอนนี้น้ำเพิ่งลดลงไปได้นิดหน่อย"
ครูและเพื่อนนักเรียนในห้องได้ฟังก็รู้สึกสงสารจับใจ ครูถามต่ออีก
"แล้วหนูมาโรงเรียนยังไง"
"หนูออกจากบ้านตอนตีสี่ แม่เดินลุยน้ำมาส่ง ถือถังน้ำเพื่อมาเอาน้ำกลับไปใช้ด้วย หนูต้องรอรถและต่อรถอีกหลายต่อจึงถึงโรงเรียน" เธอเล่าปนเสียงสะอื้น
"ได้เงินมาโรงเรียนวันละเท่าไหร่ และเมื่อวานกลับถึงบ้านกี่โมง" ครูถามต่อ
" วันละ 45บาท กลับถึงบ้านสามทุ่มค่ะ"
พอนักเรียนเล่าจบ ทุกคนนิ่งกันไปพักหนึ่ง ครูจึงถือโอกาสนี้อบรมนักเรียนทั้งชั้น
"พวกเราอยู่ห้องเดียวกันรู้เรื่องที่เพื่อนเดือดร้อนกันหรือเปล่า"
"ไม่ทราบค่ะ" นักเรียนตอบพร้อนๆกันด้วยเสียงอ่อยๆ
"เพื่อนกันก็ต้องดูแลช่วยเหลือกันเมื่อเพื่อนเดือดร้อน จึงจะเรียกว่าเป็นเพื่อนกัน หัวหน้าห้องรู้หรือยังว่าจะทำยังไงเพื่อช่วยเหลือเพื่อน" ครูตั้งคำถามให้นักเรียนร่วมกันคิด
"ค่ะ" เสียงนักเรียนตอบพร้อมกันทั้งชั้น
คุณครูบอกผมตอนท้ายว่า
"รายนี้เลยต้องควักกระเป๋าช่วยไปหนักกว่ารายอื่นๆ"
ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดก็รู้สึกเศร้าใจ ผมอดไม่ได้ที่จะควักเงินจำนวนหนึ่งฝากให้คุณครูนำไปพิจารณาช่วยเหลือเด็กตามความจำเป็นด้วย
ทำให้เกิดความคิดในเรื่องการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัยว่าน่าจะต้องทำให้เป็นระบบกว่านี้ มากกว่าการปล่อยให้ผู้มีจิตอาสาช่วยเหลือกันตามมีตามเกิด
เริ่มตั้งแต่ระดับประเทศ ระดับจังหวัด เขต เทศบาล อบต เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา ซึ่งแต่ละหน่วยงานควรจะมีการสำรวจข้อมูลผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที และแสวงหาวิธีการช่วยเหลือ ประสานงานเครือข่าย องค์กร สมาคม มูลนิธิต่างๆที่พอมีศักยภาพจะช่วยได้ คงต้องทำแบบเชิงรุก มากกว่าเชิงรับ หรือทำแบบระบบราชการเดิมๆ
โดยเฉพาะที่สถานศึกษา ระหว่างปิดภาคเรียน(ปิดน้ำท่วม) ผู้บริหารก็ควรจะใช้เวลานี้สำรวจข้อมูล คิดเตรียมการช่วยเหลือ ประสานงานกับองค์กร เครือข่ายต่างๆ ยิ่งโรงเรียนมัธยมจะมีสมาคมผู้ปกครองฯ มูลนิธิฯ ที่มีศักยภาพสูง พร้อมจะช่วยเหลืออยู่แล้ว เพียงแต่โรงเรียนวางแผน ประสานงาน และดำเนินการอย่างทันท่วงที ก็จะได้ใจผู้ปกครอง ได้ใจเด็ก ได้ใจครู อย่างมหาศาล
นี่ไม่ใช่การทำงานเพื่อสร้างภาพ แต่เป็นจิตสำนึกของความเป็นครู ที่สถานศึกษาจะต้องเป็นตัวแบบ เป็นผู้นำให้สังคมซึมซับ...
การดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่บ้านประสบอุทกภัย
นี่ไม่ใช่การทำงานเพื่อสร้างภาพ แต่เป็นจิตสำนึกของความเป็นครู ที่สถานศึกษาจะต้องเป็นตัวแบบ เป็นผู้นำให้สังคมซึมซับ...
2 คนชอบ
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ลำดวน · 9 ธ.ค. 2554
วรรณทิชา · 9 ธ.ค. 2554
ครูดอย · 9 ธ.ค. 2554
ป. · 9 ธ.ค. 2554
นกขมิ้น · 9 ธ.ค. 2554
นาย ปรเมศวร์ ชูแก้ว · 9 ธ.ค. 2554
นาย วันชัย ไพเราะ · 9 ธ.ค. 2554
สิ่งที่หน่วยงานต่าง ๆ ของ สพฐ.ที่ดำเนินไป อาจมีบางหน่วยที่ทำได้ลึก รอบด้าน และหลายหน่วยอาจทำได้แค่หยาบ ๆ อุทกภัยครั้งนี้เกิดขึ้นในพื้นที่หลายจังหวัด แต่ละพื้นที่ปัญหาที่ครู นักเรียน เจออาจแตกต่างกัน อยากให้ท่านช่วยผลักดันในระดับนโยบายให้เกิดรูปธรรมจากระดับบนถึงระดับฐานล่าง ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาจริง ๆ ครับ
ไม่อยากเห็นการช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์วิธีเดียว แต่อยากเห็นการช่วยเหลือในด้านปัจจัยพื้นฐานและกำลังใจ ที่สามารถทำให้เขาพึ่งตนเองได้ ให้เขาเกิดปัญญา เกิดพลังที่จะต่อสู้ด้วยตัวเขาเองได้อย่างยั่งยืน แล้วมาช่วยกันพัฒนาคุณภาพคน โดยดูบทเรียนของคนญี่ปุ่นเมื่อตอนเกิดสึนามิ