"สมาธิก่อให้เกิดปัญญา" เห็นด้วยครับท่านอาจารย์
ดังนั้นสิ่งที่เราควรเข้าใจให้ดีต่อไปก่อน คือ
๑) สมาธิ เกิดขึ้นได้อย่างไร? มีปัจจัยใดที่มีอิทธิพลบ้าง?
๒) สิ่งที่เรียกว่า "ปัญญา" แท้จริงเป็นอย่างไร?
บูรณาการจากองค์ความรู้ที่เคยได้รับจากครูบาอาจารย์ ได้คำตอบดังนี้ครับ
๑) สมาธิ คือภาวะที่จิตอยู่กับกายเสมอ ไม่ส่งจิตออกสู่ภายนอก ความหมายตามพจนานุกรมฯ หมายถึง ความสำรวมใจให้แน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่าน เพื่อให้จิตใจสงบ หรือเพื่อให้เกิด "ปัญญา" เห็นแจ้ง ตรงนี้ผมจึงพอเข้าใจว่า หลวงปู่ หลวงพ่อ ที่ท่านสั่งสอนญาติโยม ท่านก็จะมีกุศโลบาย (เทคนิควิธีการ)ที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่ท่านทั้งหลายปฏิบัตินั้น โยงสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ "สมาธิ" ครับ ส่วนเชื่อมต่อมาจากสมาธิก็คือสิ่งที่เรียกว่า "ฌาน" ซึ่งมี ๔ ระดับ ("ณาน" มาจากคำว่า "ชานชลา":"Station")
๒) ปัญญาที่แท้จริง เป็นส่วนต่อจาก "ฌาณ" แต่ต้องขอโทษด้วยนะครับผมไม่ทราบชัดเจนว่า ต้องเป็นระดับไหนใน ๔ ระดับที่จะต่อมาที่ตัว ปัญญาที่แท้จริงได้ โดยปัญญาที่แท้จริงผมเรียกตามความเข้าใจที่ได้ศึกษาว่า "ญาณ" ที่ตามความหมายในพจนานุกรมฯ หมายถึง ความสามารถหยั่งรู้หรือกำหนดรู้อันเกิดจากอำนาจสมาธิ ดังนั้นบุคคลที่ฝึกจนได้ "ณาน" สมาธิที่ดี ก็จะต้องต่อยอดไปในสิ่งที่ผมเรียกว่า "วิปัสสนาญาณ" หมายถึง การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งในรากเหง้าของสิ่งต่างๆ จนไปถึงขั้น "วิปัสสนากรรมฐาน" คือปัญญาหยั่งรู้แจ่มแจ้งจนหลุดพ้นจากวัฏสงสารได้ถาวร
ความคิดของคนเรามันไวมากครับ น่าจะไวกว่าแสงเสียอีก เมื่อคิดไวสรุปไว ผัสสะทางอารมณ์จึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โอกาสที่เราลงมือกระทำแล้วเกิดความผิดพลาดย่อมมีสูงด้วย เขาจึงเรียกว่า ไม่ใช่ปัญญาพินิจ ไต่ตรอง อะไรประมาณนั้นครับผม ดังนั้นการฝึกสองสิ่งนี้จึงมีประโยชน์มาก และผมเชื่อว่านักวิชาการตะวันตกหลายๆท่านได้ค้นพบสิ่งเหล่านี้กับตนเองแล้ว แต่เขาคงไม่ได้อธิบายตามความเชื่อแบบพุทธปรัชญาของเราครับ
สำหรับท่านอาจารย์ ป.ผมเชื่อว่าท่านอาจารย์มีสองสิ่งนี้อยู่ระดับค่อนข้างสูงทีเดียว แต่คงยังไม่น่าจะถึงสูงสุดนะครับ ^_^ เพราะผมยังอยากแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในองค์ความรู้อันน้อยนิดของผมที่มีกับอาจารย์ต่อๆไปครับ ด้วยความเคารพครับผม