มีผู้ป่วยเล่าให้ฟังถึงความประทับใจในการใช้ใบ "แป๊ะตำปึง"..ข้าพเจ้าขออนุญาต สงวนข้อมูลว่าใช้อย่างไร เพื่อการใด เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ
สิ่งที่เกิดขึ้นในใจข้าพเจ้าคือ... ฟังดูดีนะ..แต่ว่า.. นี่คงเป็นปฎิกิริยาทางจิตใจต่อ "ความรู้แปลกปลอม" เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง
ยิ่งผู้ป่วยถามว่า "ตกลงมันดีจริงไหม"..ข้าพเจ้าก็ได้แต่หัวเราะแหะๆ ขอไปศึกษาหาข้อมูลดูก่อน..
..ล่าสุด พบเอกสารน่าสนใจ "ประกาศอาเซียน สนับสนุนพัฒนาการแพทย์พื้นบ้าน"
BANGKOK DECLARATION ON TRADITIONAL MEDICINE IN ASEAN (2009).
โดยกล่าวถึง การส่งเสริมการศึกษา วิจัยแลกเปลี่ยนความรู้การแพทย์พื้นบ้าน (ทั้งพืชสมุนไพร - Herb และเวชปฎิบัติ - practice)
อ่านจบ..ข้าพเจ้าถามตัวเองว่า บทบาทของตนเอง คืออะไร ควรมีส่วนร่วม หรือเชียร์การแพทย์พื้นบ้าน - Traditional medicine มากน้อยเพียงไร ?
.
ก็ไปพบความเห็นอีกด้านหนึ่ง
ชุมชนที่เรียกตนเองว่า "Science based medicine" เขียนในบทความนี้
Defining what a “physician” is
ได้แสดงความเห็นว่า Complementary, Alternative, Integrative medicine
เป็น "วิทยาศาสตร์เทียม - Pseudoscience" โดยมีเหตุผลว่า
แม้การรักษาเหล่านี้มีผลตีพิมพ์ผลจากการทดลองในมนุษย์ ( clinical trial)
ซึ่งเป็นหลักฐานที่จะได้รับการยอมรับสูง ตามหลัก Evidence based medicine
แต่มีข้อกังขาดังนี้
- ไม่สามารถอธิบายด้วยผลทางห้องปฎิบัติการพิ้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ( Biological plausibility)
- กระบวนการทดลองนั้น มักไม่ระบุปัจจัยรบกวน และวิธีการรรํกษาที่ชัดเจนพอ ให้พิสูจน์ ทำซ้ำได้ ( Methodological flaw)
- มักสรุปด้วยความเห็นอวดอ้างสรรพคุณ ที่เกิน data
.
อย่างไรก็ตาม ชุมชนนี้ยกเว้นให้กับ สมุนไพร
โดยกล่าวว่ามีแนวโน้มเป็นวิทยาศาสตร์
หากสามารถระบุตัวยา ที่ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย
ทั้งประสิทธิผล (Efficacy) และความปลอดภัย (Safety)ได้
###
ภาพจาก NUSP.org
...
น่าสนใจว่า เราควรทำอย่างไร จึงจะทำให้ "Scientific society" ยอมรับการแพทย์พื้นบ้าน
กลุ่ม Science based medicine กล่าวว่า
แม้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า
ผู้สูบบุหรี่ เป็นมะเร็งปอดมากกว่าผู้ไม่สูบอย่างชัดเจน..
ข้อสังเกตนี้ ก็ยังไม่อาจยอมรับว่าเป็นวิทยาศาสตร์
จนการศึกษาในห้องปฎิบัติการ พบสารก่อมะเร็ง
จนมีการศึกษาในต่างบริบท แล้วพบผลแบบเดียวกัน
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
.
หากนำตัวอย่างนี้ มาพิจารณาการศึกษา "แป๊ะตำปึง"
แม้มีประสบการณ์สังเกตในคลินิก ว่าลดน้ำตาลในเลือดลง
ก็ยังจำเป็นต้อง หาหลักฐานสนับสนุนจากห้องปฎิบัติการ
รวมทั้งการใช้สมุนไพรตัวนี้ ในระดับประชากร คือผู้ป่วยที่มีบริบท ต่างๆ กัน
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า..
.
เพื่อให้เป็น "วิทยาศาสตร์" หัวใจคือสิ่งนี้หรือไม่?
1. การพิสูจน์ได้ วัดผลได้ จนพบ"ซ้ำแล้วซ้ำเล่า"
ความน่าจะเป็นรวม ที่เกิดจากประสบการณ์ใหม่ ผสานกับประสบการณ์เก่า
ต้องอาศัยทั้ง
- ห้องปฎิบัติการ : นักวิทยาศาสตร์ทางชีวเคมี เภสัชวิทยา
- คลินิก : แพทย์และเจ้าหน้าที่สุขภาพใช้จริงในผู้ป่วย
- บริบทที่แตกต่างกัน : ผลการใช้ในชนบท แตกต่างจากคนในเมืองหรือไม่?
เพื่อสร้างหลักฐานออกมาสนับสนุนซึ่งกันและกัน
2.การให้เป็นที่ยอมรับ ของ society ก็ต้องยอมรับ "คน" ของ society
นั่นคือ มีการอ้างอิง ผลการศึกษาของคนอื่น
มีการส่งผลศึกษาผ่าน peer review ใน society
####
"...เมื่อวิทยาศาสตร์บางสาขาได้ศึกษาธรรมชาติลึกลงไปภายในวัตถุที่มีขนาดเล็กมากๆ ก็เกิดปัญหาว่าภายในขอบเขตที่ว่านั้นเราไม่อาจใช้ประสาทสัมผัสเพื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไรได้อีกต่อไป มีทางเลือกอยู่สองทางสำหรับนักวิทยาศาสตร์ ทางที่หนึ่งคือยุติการค้นคว้าและยอมรับว่านี่คือจุดสิ้นสุดของกิจกรรมการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทางที่สองคือไปต่อ ดูเหมือนว่านักวิทยาศาสตร์จะคือบุคคลที่เห็นว่าเราควรเลือกหนทางที่สอง แต่ปัญหามีว่าเราจะไปต่อด้วยอะไร เพราะประสาทสัมผัสอันเป็นเครื่องมือหลักในการแสวงหาความรู้ที่เคยใช้กันมายาวนานนั้นไม่สามารถใช้ได้แล้ว.."
พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ ศ.ดร. สมภาร พรมทา (ขอบคุณอาจารย์ขจิตคะ )
.
ข้าพเจ้านึกถึงอนาคต..ที่อาจเปลี่ยนทัศนคติ "ความเป็นวิทยาศาสตร์"..
-> เมื่อเราสามารถพยากรณ์การตอบสนองต่อการรักษา โดยดูจากรหัสพันธุ "กรรม" (DNA) ในยุค "Personalized หรือ Genomic medicine" [เป็นเรื่องน่าสนใจมาก จะเก็บไว้เล่าต่อไปคะ]
-> เมื่อเราสามารถเห็นภาพอารมณ์ ความคิด ผ่านเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ functional brain MRI
...
แล้วคุณละ คิดว่าอย่างไร
...
กระบวนการ เรียนรู้ ไม่สิ้นสุด
มีแต่ผุด ความรู้ ไม่เคยเห็น
มันแอบเล่น ซ่อนแอบ ทุกเช้าเย็น
ที่เหลือเป็น หน้าที่เรา ค้นหามัน (ให้เจอ)
...
อืมม คุณหมอกลับมาอยู่สวนดอกแล้วหรือครับตอนนี้
เห็นบันทึกหลายบันทึก คือ เรื่องเล่าในเมืองไทยอยู่ ?
;)...
"แป๊ะตำปึง ที่บ้านก็ปลูกไว้ หลายคนถามถึง สรรพคุณ ก็ บอกว่าตำราไทย "ลางเนื้อชอบลางยา" ต้องค้นหาสมุฐาน ไปจนถึงธาตุต่างๆมาประกอบ
อย่าเชื่อแบบน้ำลูกยอ แบบน้ำย่านนาง หรือสมุนไพรหลายตัวที่นำมาแปรรูปทางเศรฐกิจ
คนโบราณใช้สมุนไพรเป็นยารักษา เพื่อรักษา คุณค่าของครูหมอ ตาหมอ ก่อเกิดการศรัทธา
เมื่อเกิดศรัทธา ตัวยาบางทีก็ไม่จำเป็นต้องใช้ ก็หายได้
* น่าสนใจมากที่จะทำให้การแพทย์แผนโบราณได้รับการยอมรับเฉกเช่นเดียวกับการแพทย์แผนปัจจุบันในครรลองเดียวกันค่ะ
* วิธีบอกเล่าสรรพคุณแบบปากต่อปาก ย่อมไม่เพียงพอที่จะยืนยันความน่าเชื่อถืออย่างเป็นระบบในการขยายผลให้กว้างขวางออกไป
* น่ายินดีที่ปัจจุบัน มีการรวมตัวของกลุ่มที่สนับสนุนการแพทย์ทางเลือกที่เข้มแข็งมากขึ้น มีการจดลิขสิทธิ์ การผลิตที่มีมาตรฐานได้รับการรับรองจากภาครัฐ
* หากมีการส่งเสริมให้ปรับใช้ผสมผสานกับระบบแพทย์แผนปัจจุบันมากขึ้น ย่อมจะอำนวยประโยชน์แก่ผู้ป่วยได้อีกมากค่ะ
น่าคิด น่าสนใจมากครับอาจารย์
ถ้าผลงานงานวิจัยปราสจากผลประโยชน์
สบายดีนะครับ
สวัสดีค่ะ
บันทึกใหม่ก็เป็นสมุนไพรพื้นบ้านพอดีเลยค่ะ
..เห็นด้วยกับ..วอญา ผู้เฒ่าเจ้าค่ะ..."มองดู..นักวิทยาศาตร์แบบงงๆเขา คือ..มนุษย์..ธรรมดาๆ.ที่อยากรู้อยากเห็นอยากพิศูจน์..ความแตกต่างเทียบกับชาวบ้าน..ที่ถูกเรียกว่าเป็นพ่อมด.หมอผี..หรือหมอแผนโบราณ..คือสรรพนาม.."..เวลานี้ในยุโรปก็หันกลับมา..วิจัย..แม้กระทั่ง..การทำสมาธิที่มีผลต่อสมอง..โดยการวัดด้วยเครื่องเคราราคาแพง..สุดท้าย..ก็ยังไม่รู้ว่า..ศรัทราเกิดได้อย่างไร..ทำไมมีผลต่อโรคภัยไข้เจ็บ..ปวด..อ้ะ...สวัสดีค่ะยายธี
ยังไม่ถึงสวนดอกคะ แต่กำลังเตรียมตัว เตรียมงาน
..ตอนนี้ ได้บทเรียนว่า ก่อนจะทำสิ่งใดให้รับฟังหลายด้าน คิดหลายแง่
ดังที่อาจารย์บอกคะ
กระบวนการ เรียนรู้ ไม่สิ้นสุด
มีแต่ผุด ความรู้ ไม่เคยเห็น
"ลางเนื้อชอบลางยา" ต้องค้นหาสมุฐาน ไปจนถึงธาตุต่างๆมาประกอบ
...
แสดงถึงเหตุผล ที่เกิดจากกระบวนการสังเกต ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เป็นสมมุติฐาน ที่คนในปัจจุบัน น่าสืบสาน
สอบถามจากปราชญ์ท้องถิ่น
เพิ่มองค์ประกอบ การศึกษาเพื่อเพิ่มเหตุผลตาม "กติกาสากล"
ขอบคุณมากคะ
Science emphasizes reproducibility
- in a way "manufacturing copies" for mass markets.
Western medicine may be very much more about "manufacturing" than "healing".
Where did western medicine come from if not "traditional medicine"?
Yes, there are new discoveries. But that is also happening in traditional medicine.
Traditional medicine is "local" technology (use) of "local" resources for "local" problems/complaints. Local knowledge has long history -- though some parts are distorted or forgotten. And "new" traditional medicine recipes are being tested among people.
Good recording and reporting are the key success of medicine - traditional or not.
Why do we need 'religions', happiness and relationships?
Why do we go to parties, ceremonies, markets,... ?
Is it all science that we live with?
ขอบคุณคะพี่ใหญ่
น่าสนใจว่า วิธีบอกเล่าสรรพคุณแบบปากต่อปาก
เมื่อคนที่เรารัก คนที่เราเชื่อใจศรัทธา
มีพลังในการโน้มน้าวใจสูง
..
แต่การจะนำไปสู่วงกว้าง
กลายเป็นการประเมินตามกติกา
เมื่อนั้น การรับรองมาตรฐานจากสถาบันที่น่าเชื่อถือ
จึงเป็นสิ่งจำเป็นคะ
สบายดีคะ :-)
การแพทย์ตะวันตกในหลายสิบปีที่ผ่านมา
ความก้าวหน้าในการรักษากับผลประโยชน์ของบริษัทยาเป็นสิ่งแยกจากกันได้ยาก
ในแง่หนึ่ง ผลประโยชน์มหาศาลจากการค้นพบยาตัวใหม่
ทำให้บริษัทยาทุ่มเงินในการศึกษาวิจัย สร้างความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
ในแง่หนึ่ง ผลประโยชน์ทับซ้อน การจ่ายยาโดยแพทย์
ทำให้บริษัทยาทุ่มเงินไปกับ สิ่งที่..หักเหจากวิทยาศาสตร์
ขอบคุณที่นำเรื่อง กระเจ๊๊ยบมอญ มาฝากนะคะ :-)
สวัสดีค่ะ
ประเทศไทยมีสมุนไพรหลากหลายชนิดที่ต่างชาติเข้ามาศึกษาวิจัยและนำไปคิดค้นผลิตเป็นยา อาหาร อาหารเสริม และเครื่องสำอางต่างๆมากมายแล้วส่งกลับมาขาย...การศึกษาวิจัยได้จากนักศึกษาไทยเองก็มากนะคะ...
ท่านพุทธทาสท่านเคยกล่าวไว้คะว่า
" วิทยาศาสตร์ เป็นกฎที่มนุษย์ตั้งขึ้นมา ย่อมมีถูกบ้างผิดบ้างเป็นธรรมดา
สิ่งที่ถูกต้องวันนี้ ก็อาจเปลี่ยนไปเมื่อมีประสบการณ์ใหม่ "
ขอบคุณคะคุณ Sr,
Science emphasizes reproducibility - in a way "manufacturing copies" for mass markets
เป็นความคิดรวบยอดที่สำคัญ ในการพัฒนาภูมิปัญญา แพทย์พื้นบ้าน ให้เป็นที่ยอมรับของสากลคะ..นอกจาก Science แล้วยังมีเรื่อง Marketing ให้คนต่างถิ่น เกิดความเชื่อถือศรัทธาด้วย
Yes, there are new discoveries. But that is also happening in traditional medicine.
เห็นด้วยคะ..ที่น่าแปลกใจคือ มีเพียง 1% ของความรู้จากการค้นพบให้ห้องทดลอง มาสู่ภาคปฎิบัติจริง และในห้วงสิบกว่าปีมานี้ แทบจะไม่มียารักษาโรคของตะวันตกที่เรียกว่า "Breaking ground" ออกมาเลย (อ้างอิง)
วิธีการศึกษาของชาติตะวันตก ด้วยการค้นหาว่าสารเคมีในพืชตัวใดเป็นตัวออกฤทธิ
ใช้ความรู้ เทคโนโลยี ประกอบกับ ปรัชญาการศึกษาที่เอื้อต่อวิทยาศาสตร์
ความรู้ และเทคโนโลยีนั้น เมืองไทยเราน่าจะสามารถพัฒนาได้ในระยะเวลาไม่นานนักคะ
แต่ สภาพแวดล้อม ที่เอื้อต่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์..
เช่น การเปิดใจรับความคิดที่แตกต่าง, การอดทนกับความล้มเหลว
เหล่านี้คงต้องช่วยกันปลูกฝังทีละนิดคะ
สวัสดีค่ะคุณหมอ พักเหนื่อยงานปลูกต้นไม้เข้ามาหาความรู้เปิดมุมกว้างของพื้นที่หัวใจค่ะ
พืช-ต้นไม้ คือาหารและยาที่ใช้ดำรงชีวิตมาตั้งแต่คนรุ่นก่อนๆกว่าจะมีเราๆท่านๆในวันนี้ เพียงแความเจริญที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์(คู่กับหลักฐาน) ก็คือสิ่งที่เรากำหนดและสมมุติขึ้นเอง สรุปเอง(หลงกันเองค่ะ)
หลายๆประเทศในโลก(นักวิทยาศาสตร์(เคมี-ฟิสิกส์)สะสารชนิดต่างๆที่ตรวจหา-ค้นพบ ก็ล้วนมาจากธรรมชาติคน-สัตว์-ต้นไม้(พืช)ผลที่ได้ และมีการนำมาเผยแพร่อย่างหลากหลายฉายเพียงด้าน(เดียว)ประโยชน์และฝีมือของตัวเอง(ตัวเอง-องค์กร)เสริมความน่าเชื่อถือ
แต่ลืมบุญคุณของอาจารย์(สิ่งที่นำมาวิจจัย)สุดท้ายงานวิจจัยก็เลยกลายเป็นผลประโยชน์ไปเสียส่วนมาก(นักวิจัยดีๆสิ่งวิจจัยดีๆมีอยู่ก็ไม่น้อยเช่นเดียวกันค่ะ แต่อ่อนแรงถูกเก็บในขวดหรือเก๊ะ)
สมุนไพรไทยๆมีมากมายเป็นล้านๆประโยชน์แต่มีผลประโยชน์น้อยหากจะทุ่มทุน เหลือเพียงคนไทยรุ่นปัจจุบันกับจิตสำนึก รักษาเอกลักษณ์ของแผ่นดินเกิด ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่สนใจด้านสมุนไพรไทยในอนาคตตั้งใจจะทำแปลงสมุนไพรย่อมๆไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา(กว่าจะมาเป็นเราในวันนี้ได้-รากเหง้าของเราเอง)ทุกสิ่งอย่างก็ลงที่ใจค่ะคุณหมอจากประสบการณ์พบเจอผู้ป่วยหลากหลายและได้ปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน หากจิต(ใจ)คิดว่าไม่ไหวแล้ว ไม่รอดแล้ว แม้โรคภัยไม่ร้ายแรงยิ่งนำพาร่างกายให้มีแต่ทรุดกับทรุด. แต่ถ้าหากจิตใจเข้มแข็ง(พร้อมรับ-พร้อมปล่อยวางรับสภาพแม้จะเป็นโรคที่ร้ายแรงแต่กลับหายดีหรืออาจอยู่ได้นานกว่าที่วิทยาศาสตร์ระบุไว้ก็มีเยอะค่ะ
บางอย่างไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตาและวาจาแต่ต้องใช้หัวใจเท่านั้นกับการยอมรับ(หลักฐาน)
ปัจจุบันมีการนำพืช-สมุนไพรท้องถิ่นไทยๆหลายชนิดนำมาแปรรูปเผยแพร่ให้รู้จักได้ลิ้มลอง บางตัวอาจเน้นผลประโยชน์จนเกินไปบรรยายซะ!ชนิดหายทุกโรค(คนเป็นโรค-ไม่เป็นโลก)ก็เลยไม่กล้าลิ้มลอง บางตัวบางชนิดดีจริงแต่แพ้โฆษณา(free tv)โลกเน้นที่ด้านเดินหน้าและหยุด-ถอยหลัง แต่ลืมตรงกลางๆอีกด้านที่อยู่ควบคู่กัน มาตลอด(หยุดแต่ไม่ถอย ก่อนเดินหน้านึกถึงผู้อื่นให้มากเข้าไว้)(ศ.-กูรู)
ปล.ขอบพระคุณค่ะคุณหมอ สำหรับประเด็นเพื่ประเทศไทย.....!(ข้าวจานเดียวแต่อิ่มร้อยประโยชน์กว่า เนื้อชิ้นเดียวที่กินไปสาธยายไป ดิ้นไปราวกับของวิเศษเลิศโลก ดั่งในภาพโฆษณา วันนี้คนไทย(เด็กไทย)บนน้ำคงได้รู้ซึ้งดี!
ของมีค่าลานตาอยู่ทั่วทั้งปฐพี รอคนมีปัญญานำมาสร้างสรรค์(ประโยชน์)
สวัสดีครับท่านอาจารย์ ป.
ผมสนใจตรงประเด็นนี้ครับ "...เมื่อวิทยาศาสตร์บางสาขาได้ศึกษาธรรมชาติลึกลงไปภายในวัตถุที่มีขนาดเล็กมากๆ ก็เกิดปัญหาว่าภายในขอบเขตที่ว่านั้นเราไม่อาจใช้ประสาทสัมผัสเพื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไรได้อีกต่อไป มีทางเลือกอยู่สองทางสำหรับนักวิทยาศาสตร์ ทางที่หนึ่งคือยุติการค้นคว้าและยอมรับว่านี่คือจุดสิ้นสุดของกิจกรรมการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทางที่สองคือไปต่อ ดูเหมือนว่านักวิทยาศาสตร์จะคือบุคคลที่เห็นว่าเราควรเลือกหนทางที่สอง แต่ปัญหามีว่าเราจะไปต่อด้วยอะไร เพราะประสาทสัมผัสอันเป็นเครื่องมือหลักในการแสวงหาความรู้ที่เคยใช้กันมายาวนานนั้นไม่สามารถใช้ได้แล้ว..."
ผมเข้าใจว่าการที่เราไม่อาจใช้ประสาทสัมผัสเพื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไรได้อีกต่อไป แล้วเลือกที่จะยุติการค้นคว้าและยอมรับว่านี่คือจุดสิ้นสุดของกิจกรรมการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มันเป็น "การดับเนื่องจากการเกิด และการเกิดเพื่อรอการดับ" ตามที่ผมเคยได้รับรู้มาบ้างว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป สลับสับเปลี่ยนไปในความถี่ที่สูงมากๆ เหมือนไฟกระพริบหากเราทำให้มันกระพริบช้าเราจะเห็นหลอดไฟติด และดับ ติด และดับ สลับกันไป แต่หากเราควบคุมการกระพริบให้เร็วขึ้นและเร็วขึ้นมากๆ ท้ายที่สุดจนสายตาของเราจับความไวในการกระพริบนั้นไม่ได้อีกต่อไป เราก็จะเห็นว่าหลอดไฟดวงนั้นติดอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นว่ามีอยู่นั้น มันอาจเป็นเพียงสิ่งที่ "มีและมันไม่มี" เกิด ดับ เกิด ดับ สลับกันในระยะเวลาที่รวดเร็วมากๆ จนความคิดปรกติของมนุษย์ที่มีแต่การปรุงแต่งไม่สามารถรับรู้ในข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้ เราจึงไม่สามารถรู้เท่าทันในข้อเท็จจริงต่างๆ
มันก็จะเชื่อมโยงมาในแนวทางที่สองก็คือ เราไม่อาจใช้เพียงประสาทสัมผัสหลักๆมาใช้แสวงหาคำตอบของสิ่งต่างๆได้อีกต่อไป แต่หากเราต้องการทราบความแท้จริง สิ่งที่เราจะทำได้ดีที่สุดก็คือ การพิจารณาให้เห็นในความคิดที่ปรุงแต่งกับสภาพความจริงที่กำลังเกิดขึ้นในทุกขณะสภาวะนั้นๆจนเข้าใจ และตัดสินใจที่จะยอมรับ หรือปล่อยวางมันลงไป ด้วยตัวของเราเอง
ดังนั้นก็ต้องเริ่มต้นจากความเข้าใจส่วนบุคคล แล้วต้องเห็นพ้องด้วยวิธีการเดียวกันหลายๆคน จนตัดสินเลือกคำตอบเดียวกัน สิ่งนี้คือสิ่งที่น่าจะเสริมความเชื่อมั่นในการยอมรับทางวิทยาศาสตร์ตามความคิดเห็นของผมนะครับ
ดีใจคะที่จะมีแปลงพืชสมุนไพรย่อมๆ แต่คุณภาพ ให้คนศึกษาอีกแห่ง
...
การใช้ "ใจ" สร้าง ศรัทธา กำลังใจ
มีข้อดีคือยืดหยุ่นต่อความซับซ้อนในแต่ละปัจเจกบุคคล
...
การใช้ วิ"จัย" โดยยอมรับกฎ ทฤษฎี การอิงหลักฐาน
การวิจัย มีข้อดีคือ ส่งเสริมการทำซ้ำ เผยแพร่ได้ในวงกว้าง
...
เราอาจใช้จุดแข็งของสองสิ่งนี้ เสริมกันและกันคะ
เพราะต่างเป็นเครื่องมือที่มีข้อจำกัดในบางสถานการณ์
ในระดับปัจเจกบุคคล...การนำผลจากวิจัยมาใช้ก็มีข้อจำกัด
ในระดับสากล..การนำผลจากใจมาใช้ก็มีข้อจำกัด
...
เชื่อว่า หากเกิดความร่วมมือระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และหน่วยบริการสาธารณสุข...ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น คือ ผลประโยชน์โดยรวมแก่ประเทศ..โดยโจทย์สำคัญอีกอย่าง คือ "การตลาด" อย่างที่คุณน้อยว่าคะ จะทำอย่างไรกับ ภาพเนื้อชิ้นเดียวที่กินไปสาธยายไป ดิ้นไปราวกับของวิเศษเลิศโลก :-)
ขอบคุณคะอาจารย์
ยกตัวอย่างได้เห็นภาพหลอดไฟ เกิด ดับ สลับในเวลาที่รวดเร็วมากๆ จนสายตาเราจับไม่ทัน แล้วใช้การปรุงแต่งระบุว่าการเปิด ปิดไฟเร็วๆ ในระดับนี้ "ตกลงเรียกว่า" ไฟเปิดอยู่..ก็เพื่อให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้ สื่อสารถึงกันได้
. .
เริ่มต้นจากความเข้าใจส่วนบุคคล แล้วต้องเห็นพ้องด้วยวิธีการเดียวกันหลายๆคน จนตัดสินเลือกคำตอบเดียวกัน
..
ทำให้คิดถึง การเล่นแบดมินตัน
- ถ้าเราเล่นแบด กับพี่น้อง เราอาจเล่นที่สวนสาธารณะ ไม่มีเส้นแบ่งแดน เส้นออกอะไรชัดเจน แต่ก็ให้ความสุข สดชื่น
-แต่หากเราจะไปแข่งขันระดับชาติ นานาชาติ ก็ต้องยอมรับกติกาสากล แต่กติกานี้ เมื่อมีประสบการณ์ใหม่เข้ามาก็เปลี่ยนแปลงได้ จึงต้องคอยเรียนรู้ติดตามเสมอ
..เล่นแบดที่บ้าน ไม่สามารถใช้กติกาสากล เล่นแบดในระดับสากล ไม่สามารถเล่นแบบบ้านๆ
.. ถ้าไม่มีการเล่นแบดที่บ้าน ก็ไม่มีจุดเริ่มต้น ถ้าไม่มีการเล่นแบดในสากล คนก็ไม่รู้จักว่ามีการเล่นแบบนี้ด้วย
.
การแพทย์พื้นบ้าน กับ การแพทย์ตะวันตก (ที่ขณะนี้ ถือว่าเป็นสากล ) ก็น่าจะเปรียบได้เช่นนี้คะ