มีผู้ป่วยเล่าให้ฟังถึงความประทับใจในการใช้ใบ "แป๊ะตำปึง"..ข้าพเจ้าขออนุญาต สงวนข้อมูลว่าใช้อย่างไร เพื่อการใด เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ
สิ่งที่เกิดขึ้นในใจข้าพเจ้าคือ... ฟังดูดีนะ..แต่ว่า..   นี่คงเป็นปฎิกิริยาทางจิตใจต่อ  "ความรู้แปลกปลอม" เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง
ยิ่งผู้ป่วยถามว่า "ตกลงมันดีจริงไหม"..ข้าพเจ้าก็ได้แต่หัวเราะแหะๆ ขอไปศึกษาหาข้อมูลดูก่อน..
..ล่าสุด พบเอกสารน่าสนใจ "ประกาศอาเซียน สนับสนุนพัฒนาการแพทย์พื้นบ้าน"
BANGKOK DECLARATION ON TRADITIONAL MEDICINE IN ASEAN (2009).

โดยกล่าวถึง การส่งเสริมการศึกษา วิจัยแลกเปลี่ยนความรู้การแพทย์พื้นบ้าน (ทั้งพืชสมุนไพร - Herb และเวชปฎิบัติ - practice) 
อ่านจบ..ข้าพเจ้าถามตัวเองว่า บทบาทของตนเอง คืออะไร ควรมีส่วนร่วม หรือเชียร์การแพทย์พื้นบ้าน - Traditional medicine มากน้อยเพียงไร ?
.
ก็ไปพบความเห็นอีกด้านหนึ่ง
ชุมชนที่เรียกตนเองว่า "Science based medicine" เขียนในบทความนี้
Defining what a “physician” is

ได้แสดงความเห็นว่า Complementary, Alternative, Integrative medicine
เป็น "วิทยาศาสตร์เทียม - Pseudoscience" โดยมีเหตุผลว่า  
แม้การรักษาเหล่านี้มีผลตีพิมพ์ผลจากการทดลองในมนุษย์ ( clinical trial)
ซึ่งเป็นหลักฐานที่จะได้รับการยอมรับสูง ตามหลัก Evidence based medicine
แต่มีข้อกังขาดังนี้
- ไม่สามารถอธิบายด้วยผลทางห้องปฎิบัติการพิ้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ( Biological plausibility)
- กระบวนการทดลองนั้น มักไม่ระบุปัจจัยรบกวน และวิธีการรรํกษาที่ชัดเจนพอ ให้พิสูจน์ ทำซ้ำได้ ( Methodological flaw)
- มักสรุปด้วยความเห็นอวดอ้างสรรพคุณ  ที่เกิน data
.
อย่างไรก็ตาม ชุมชนนี้ยกเว้นให้กับ สมุนไพร
โดยกล่าวว่ามีแนวโน้มเป็นวิทยาศาสตร์
หากสามารถระบุตัวยา ที่ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย
ทั้งประสิทธิผล (Efficacy) และความปลอดภัย (Safety)ได้

###

ภาพจาก NUSP.org

...

น่าสนใจว่า เราควรทำอย่างไร จึงจะทำให้ "Scientific society" ยอมรับการแพทย์พื้นบ้าน

กลุ่ม  Science based medicine กล่าวว่า

แม้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า
ผู้สูบบุหรี่ เป็นมะเร็งปอดมากกว่าผู้ไม่สูบอย่างชัดเจน..
ข้อสังเกตนี้ ก็ยังไม่อาจยอมรับว่าเป็นวิทยาศาสตร์
จนการศึกษาในห้องปฎิบัติการ พบสารก่อมะเร็ง
จนมีการศึกษาในต่างบริบท  แล้วพบผลแบบเดียวกัน
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า 
.
หากนำตัวอย่างนี้ มาพิจารณาการศึกษา "แป๊ะตำปึง"
แม้มีประสบการณ์สังเกตในคลินิก ว่าลดน้ำตาลในเลือดลง
ก็ยังจำเป็นต้อง หาหลักฐานสนับสนุนจากห้องปฎิบัติการ
รวมทั้งการใช้สมุนไพรตัวนี้ ในระดับประชากร คือผู้ป่วยที่มีบริบท ต่างๆ กัน
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า..
.
เพื่อให้เป็น "วิทยาศาสตร์" หัวใจคือสิ่งนี้หรือไม่?
1. การพิสูจน์ได้ วัดผลได้  จนพบ"ซ้ำแล้วซ้ำเล่า" 
ความน่าจะเป็นรวม ที่เกิดจากประสบการณ์ใหม่ ผสานกับประสบการณ์เก่า
ต้องอาศัยทั้ง 
- ห้องปฎิบัติการ       : นักวิทยาศาสตร์ทางชีวเคมี  เภสัชวิทยา
- คลินิก                  : แพทย์และเจ้าหน้าที่สุขภาพใช้จริงในผู้ป่วย
- บริบทที่แตกต่างกัน : ผลการใช้ในชนบท แตกต่างจากคนในเมืองหรือไม่? 
เพื่อสร้างหลักฐานออกมาสนับสนุนซึ่งกันและกัน
2.การให้เป็นที่ยอมรับ ของ society ก็ต้องยอมรับ "คน" ของ society
นั่นคือ มีการอ้างอิง ผลการศึกษาของคนอื่น
มีการส่งผลศึกษาผ่าน peer review ใน society

####

"...เมื่อวิทยาศาสตร์บางสาขาได้ศึกษาธรรมชาติลึกลงไปภายในวัตถุที่มีขนาดเล็กมากๆ ก็เกิดปัญหาว่าภายในขอบเขตที่ว่านั้นเราไม่อาจใช้ประสาทสัมผัสเพื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไรได้อีกต่อไป มีทางเลือกอยู่สองทางสำหรับนักวิทยาศาสตร์ ทางที่หนึ่งคือยุติการค้นคว้าและยอมรับว่านี่คือจุดสิ้นสุดของกิจกรรมการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทางที่สองคือไปต่อ ดูเหมือนว่านักวิทยาศาสตร์จะคือบุคคลที่เห็นว่าเราควรเลือกหนทางที่สอง แต่ปัญหามีว่าเราจะไปต่อด้วยอะไร เพราะประสาทสัมผัสอันเป็นเครื่องมือหลักในการแสวงหาความรู้ที่เคยใช้กันมายาวนานนั้นไม่สามารถใช้ได้แล้ว.."
พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์    ศ.ดร. สมภาร พรมทา (ขอบคุณอาจารย์ขจิตคะ )
.
ข้าพเจ้านึกถึงอนาคต..ที่อาจเปลี่ยนทัศนคติ "ความเป็นวิทยาศาสตร์"..
-> เมื่อเราสามารถพยากรณ์การตอบสนองต่อการรักษา โดยดูจากรหัสพันธุ "กรรม" (DNA) ในยุค "Personalized หรือ Genomic medicine" [เป็นเรื่องน่าสนใจมาก จะเก็บไว้เล่าต่อไปคะ]
-> เมื่อเราสามารถเห็นภาพอารมณ์ ความคิด ผ่านเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ functional brain MRI
...
แล้วคุณละ คิดว่าอย่างไร