สวัสดีครับท่านอาจารย์ ป.

ผมสนใจตรงประเด็นนี้ครับ "...เมื่อวิทยาศาสตร์บางสาขาได้ศึกษาธรรมชาติลึกลงไปภายในวัตถุที่มีขนาดเล็กมากๆ ก็เกิดปัญหาว่าภายในขอบเขตที่ว่านั้นเราไม่อาจใช้ประสาทสัมผัสเพื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไรได้อีกต่อไป มีทางเลือกอยู่สองทางสำหรับนักวิทยาศาสตร์ ทางที่หนึ่งคือยุติการค้นคว้าและยอมรับว่านี่คือจุดสิ้นสุดของกิจกรรมการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทางที่สองคือไปต่อ ดูเหมือนว่านักวิทยาศาสตร์จะคือบุคคลที่เห็นว่าเราควรเลือกหนทางที่สอง แต่ปัญหามีว่าเราจะไปต่อด้วยอะไร เพราะประสาทสัมผัสอันเป็นเครื่องมือหลักในการแสวงหาความรู้ที่เคยใช้กันมายาวนานนั้นไม่สามารถใช้ได้แล้ว..."

ผมเข้าใจว่าการที่เราไม่อาจใช้ประสาทสัมผัสเพื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไรได้อีกต่อไป แล้วเลือกที่จะยุติการค้นคว้าและยอมรับว่านี่คือจุดสิ้นสุดของกิจกรรมการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มันเป็น "การดับเนื่องจากการเกิด และการเกิดเพื่อรอการดับ" ตามที่ผมเคยได้รับรู้มาบ้างว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป สลับสับเปลี่ยนไปในความถี่ที่สูงมากๆ เหมือนไฟกระพริบหากเราทำให้มันกระพริบช้าเราจะเห็นหลอดไฟติด และดับ ติด และดับ สลับกันไป แต่หากเราควบคุมการกระพริบให้เร็วขึ้นและเร็วขึ้นมากๆ ท้ายที่สุดจนสายตาของเราจับความไวในการกระพริบนั้นไม่ได้อีกต่อไป เราก็จะเห็นว่าหลอดไฟดวงนั้นติดอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นว่ามีอยู่นั้น มันอาจเป็นเพียงสิ่งที่ "มีและมันไม่มี" เกิด ดับ เกิด ดับ สลับกันในระยะเวลาที่รวดเร็วมากๆ จนความคิดปรกติของมนุษย์ที่มีแต่การปรุงแต่งไม่สามารถรับรู้ในข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้ เราจึงไม่สามารถรู้เท่าทันในข้อเท็จจริงต่างๆ

มันก็จะเชื่อมโยงมาในแนวทางที่สองก็คือ เราไม่อาจใช้เพียงประสาทสัมผัสหลักๆมาใช้แสวงหาคำตอบของสิ่งต่างๆได้อีกต่อไป แต่หากเราต้องการทราบความแท้จริง สิ่งที่เราจะทำได้ดีที่สุดก็คือ การพิจารณาให้เห็นในความคิดที่ปรุงแต่งกับสภาพความจริงที่กำลังเกิดขึ้นในทุกขณะสภาวะนั้นๆจนเข้าใจ และตัดสินใจที่จะยอมรับ หรือปล่อยวางมันลงไป ด้วยตัวของเราเอง

ดังนั้นก็ต้องเริ่มต้นจากความเข้าใจส่วนบุคคล แล้วต้องเห็นพ้องด้วยวิธีการเดียวกันหลายๆคน จนตัดสินเลือกคำตอบเดียวกัน สิ่งนี้คือสิ่งที่น่าจะเสริมความเชื่อมั่นในการยอมรับทางวิทยาศาสตร์ตามความคิดเห็นของผมนะครับ