อ่านบันทึกตอนที่หนึ่งได้ที่นี่ครับ (http://www.gotoknow.org/blogs/posts/439434

จุดมุ่งหมายของการสอนนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบการเรียนรู้นะครับ นักการศึกษา นักออกแบบการสอนหรือ instructional designer เองต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ ขอบเขตเนื้อหาให้ดีเสียก่อนที่จะลงมือสอน ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนที่หนึ่ง เมื่อกำหนดขอบเขตและวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ได้แล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องประยุกต์กลยุทธการสอนต่างๆ นานาที่มีประสิทธิภาพในห้องเรียน เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ เรียกว่าเป็นช่วงของการนำสารไปสู่ผู้เรียนก็ว่าได้ ในเรื่องนี้อาจารย์วศิน ได้กล่าวถึงวิธีที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ดังนี้

 

ตอนที่สอง วิธีที่พระพุทธองค์ทรงสอน

(๑) ทรงสอนโดยวิธีเอกังสลักษณะ คือทรงแสดงยืนยันไปข้างเดียว ข้อนี้มีตัวอย่างเช่น พระองค์ทรงสอนว่า ความดีมีผลเป็นสุข ความชั่วมีผลเป็นทุกข์ ในปาหานภาวนาสูตร พระองค์ทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า "เธอทั้งหลายพึงละอกุศลเสีย ถ้าอกุศลเป็นสิ่งที่ละไม่ได้ เราก็จะไม่สอนให้ละ แต่เพราะเหตุที่อกุศลเป็นสิ่งที่ละได้ เราจึงสอนให้ละ ... เธอทั้งหลายจงเจริญกุศล ถ้ากุศลเป็นสิ่งที่อบรมให้เกิดขึ้นไม่ได้ เราก็จะไม่สอนให้พวกเธอทั้งหลายเจริญกุศล"

วิธีการที่พระพุทธองค์ทรงสอนนั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในญาณวิทยากลุ่มปัญญานิยม (cognitivism) ครับ จากตัวอย่างที่คุณวศิน ยกมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าพระพุทธองค์ทรงให้กำลังใจให้สาวกเห็นว่าการกระทำนั้น เป็นไปได้ ซึ่งเป็นกลวิธีที่คาบเกี่ยวกับหลักการสอนหลายประการ เรื่องหนึ่งที่สำคัญสำหรับการเรียนการสอนคือการสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียน การที่ทรงยืนยันว่าการเจริญกุศลเป็นสิ่งที่พึงกระทำ ควรกระทำด้วยผลลัพธ์ที่จะได้นั้น เป็นการสร้างแรงจูงใจแบบ mastery goal ซึ่งหมายถึงความกระหายความสำเร็จโดยการมุ่งสะสมความรู้เพิ่มเติม มุ่งพัฒนาทักษะใหม่เพื่อตนเอง ซึ่งต่างกับจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอนในปัจจุบันที่เน้น performance goal ซึ่งวัดผลผู้เรียนจากคะแนนสอน จากการชนะรางวัล โดยไม่คำนึงถึงการเรียนรู้ที่แท้จริง

หลายคนอาจคิดว่า ความกระหายจากภายในหรือ intrinsic motivation นั้นเกิดจากตัวผู้เรียนเองมิใช่หรือ? ใช่ครับ แต่การ "เน้นย้ำ" ของพระพุทธองค์มีส่วนช่วยให้ภิกษุ หรือผู้เรียนรู้ทั้งหลายมีความพยายามที่จะบรรลุผลของการฝึกฝนเช่นกัน และด้วยตัวของพระองค์ที่เป็นนักปฏิบัติ นักเรียนรู้ สิ่งที่พระองค์ทรงสั่งสอน จึงเป็นการสอนโดยการตรัส และการปฏิบัติ (modeling) ไปพร้อมๆ กัน เมื่อย้อนกลับมาที่ครูอาจารย์ตัวน้อยๆ อย่างเราท่าน ก็คงจะต้องถามตัวเองว่าสิ่งที่ท่านพร่ำสอนนักเรียน นิสิต นักศึกษาอยู่นั้น ท่านได้ลงมือปฏิบัติจริง และมีความศรัทธาในวิชาชีพแค่ไหน? การที่ผู้สอนจะสามารถยืนยันสิ่งใดสิ่งหนึ่งกับผู้เรียนได้นั้น ตนเองก็ต้องมีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่ถูกที่ควรด้วย ฝรั่งที่เป็นครูอาจารย์ มีคติพจน์สำคัญที่ได้ยินบ่อยคือ "changing the world one child/person at a time" ฟังดูน่าตื่นเต้น น่าภูมิใจดี แต่ถ้าจะให้ผมแปล ผมเชื่อว่าคนแรกที่ต้องปรับตัวให้ทันโลกสมัยใหม่ ปรับความเข้าใจ ลดอัตตาลงให้ได้คือตัวผู้สอนเองนั่นแหละครับ เราถึงจะสามารถเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นได้ ว่าไหมครับ?

(๒) ทรงสอนโดยวิธีวิภัชชลักษณะ คือทรงแยกประเด็นให้ชัดเจน ข้อนี้มีตัวอย่างในอภัยราชกุมารสูตร อภัยราชกุมาร ทรงอาราธนาพระพุทธองค์และภิกษุอีกสามรูปไปเสวยและฉันอาหารเช้า และทูลถามพระองค์ว่า เคยตรัสพระวาจาอันไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่พอใจของคนอื่นบ้างหรือไม่ พระตถาคตตรัสตอบว่า ปัญหานี้จะกล่าวตอบโดยส่วนเดียวไม่ได้ วาจาใดที่ไม่จริง ไม่เป็นประโยชน์ แม้จะเป็นที่รักที่พอใจของผู้อื่นหรือไม่ ก็ไม่ตรัสพระวาจานั้น ส่วนวาจาใดที่จริง มีประโยชน์ จะเป็นที่รักที่พอใจของผู้อื่นหรือไม่ก็ตาม ก็ทรง "เลือกการเวลา" ตรัสพระวาจานั้น

ทรงเปรียบเทียบว่าเหมือนเด็กอ่อนกลืนกระเบื้องหรือของแข็งลงในลำคอ ผู้หวังดีจำเป็นต้องล้วงเอาออก แม้จะทำให้เจ็บปวดถึงเลือดก็ตาม (การเปรียบเทียบนี้ เป็นอีกพุทธวิธีในข้อ ๕ ทรงสอนวิธีอุปมาลักษณะ)

คุณวศินสรุปความว่า การสอนโดยวิธีวิภัชชลักษณะนี้ คือการแยกประเด็นสอน เช่นมีผู้ถามว่า ผู้หญิงหรือผู้ชาย ใครดีกว่ากัน ควรต้องตอบแยกว่าเป็นหญิงบางคนดีกว่าชายบางคน เป็นชายบางคนดีกว่าหญิงบางคน เป็นคำสอนหรือคำตอบแบบมีเงื่อนไข

มองดูเผินๆ ประเด็นนี้เหมือนจะกล่าวถึงการจัดระเบียบเนื้อหาการสอนนะครับ ในทางการศึกษานั้น เชื่อว่าการจัดเนื้อหาให้สอดคล้อง เป็นหมวดหมู่ แยกประเด็นชัดเจนจะช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียน แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป วิธีการวิภัชชลักษณะ หมายถึงการคิดวิเคราะห์อย่างมีระบบ มีเหตุผล หรือที่เรียกว่า critical thinking ผมคงไม่สามารถฟันธงลงไปได้ว่าความหมายของคำนี้คืออะไร เพราะนักวิชาการให้ความหมายไว้เยอะแยะ แต่ถ้าพูดกันอย่างง่ายๆ ก็คือยอดของปิรามิดของ Bloom’s Taxonomy หรือความสามารถในการวิเคราะห์ และสังเคราะห์ นั่นล่ะครับ (ซึ่งคล้ายกับหลักการของ โยนิโสมนสิการในพุทธศาสนา)

เป้าหมายของการเรียนในระดับอุดมศึกษานั้นก็คือการสร้างพลเมืองที่สามารถจะไปถึงยอดของปิรามิดนี้ได้ จำได้ว่าสมัยที่ผมเรียนปริญญาตรี อาจารย์ วันชัย มีชาติ (profile) เคยบอกในชั้นเรียนว่า รัฐศาสตร์ไม่ใช่วิชาชีพ แต่เป็นศาสตร์ที่ช่วยให้เรารู้ว่าอยากจะเป็นอะไร (ไม่รู้ผมจำมาถูกหรือเปล่า?) ผมเข้าใจว่าประเด็นที่อาจารย์ต้องการจะบอกก็คือ การศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้นเป็นการเรียนรู้ที่จะ "คิด" มากกว่าการเรียนไปประกอบวิชาชีพ เพราะโดยปรัชญาการจัดการศึกษานั้น สถาบันที่มุ่งผลิตสายอาชีพก็มีอยู่แล้ว ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเอง ก็มีวิสัยทัศน์ที่จะผลิตนักคิด นักสร้างสรรค์ (Entrepreneur) ที่เราไม่ควรจะจำกัดกรอบความหมายไว้แค่ เจ้าของธุรกิจ (ที่บางครั้งไม่ได้ริเริ่มอะไรใหม่) เพราะนักคิด นักสร้างสรรค์นั้น มีอยู่ได้ในทุกองค์กร ทุกชุมชน ทั้งในแง่ของ สังคม สิ่งแวดล้อม และภาคธุรกิจ

(๓) ทรงสอนโดยวิธีปฏิปุจฉาลักษณะ คือทรงถามย้อนเสียก่อน อาจารย์วศิน อ้างถึงมิลินทปัญหา พระคัมภีร์ที่แสดงการสนทนาศาสนาและปรัชญาระหว่างพระเข้ามิลินทและพระนาคเสน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรื่องที่ลึกซึ้ง เข้าใจได้ยากนั้น สามารถทำให้แจ่มแจ้งได้ ไว้อย่างชัดเจน แต่อาจารย์วสะขอเห็นต่างกับท่านอาจารย์วศินอยู่ตรงที่ผมเข้าใจว่าในบริบทของมิลินทปัญหานั้น พระเจ้ามิลินทเป็นผู้ถาม ส่วนพระนาคเสนเป็นผู้ตอบหรืออธิบายความโดยใช้อุปมาลักษณะเป็นหลัก (ซึ่งตรงกับวิธีที่พระพุทธองค์ทรงสอนประการที่ ๕ ที่จะกล่าวถึงต่อไป) นอกจากนั้น ผมเข้าใจว่าวิธีปฏิปุจฉาลักษณะของพระพุทธเจ้าและพระนาคเสนนั้นหลายครั้งเป็นอุปมาลักษณะ คือทรงถามย้อนในเชิงเปรียบเทียบเสียเป็นส่วนมาก จะขอพูดถึงเรื่องนี้ในข้อที่ ๕ แล้วกันนะครับ

เรื่องการสอนโดยการย้อนถามนั้น นักการศึกษารู้จักเทคนิคนี้ในชื่อว่าการถามแบบโสกราติส (Socratic Questioning) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายสำคัญสองประการคือ (๑) การตรวจสอบความคิดของผู้เรียน และ (๒) เพื่อฝึกให้ผู้เรียนตั้งคำถามในลักษณะเดียวกัน วิธีการมีหลายแบบมาก ขอยกตัวอย่างวิธีการสอนโดยการถามสักสองสามแบบดังนี้นะครับ

แบบแรก คือการถามเพื่อขอความกระจ่าง เมื่อนักเรียนอธิบายอะไรให้ครูฟังสักอย่าง แต่ยังไม่ชัดเจน ครูก็ถามกลับไปว่า "ลองอธิบายใหม่ได้ไหม" "มีตัวอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีกหรือไม่" หรือ "ทำไมถึงอธิบายแบบนี้" เป็นต้น แบบที่สองคือการถามเพื่อหาข้อสรุป ใช้ในกรณีที่นักเรียนอธิบายมาหลายอย่าง (ซึ่งอาจเอาข้อมูลมาจากแหล่งต่างๆ แต่ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้) ครูก็สามารถถามว่า "จากข้อมูลที่มี สรุปได้ว่าอย่างไร" "อธิบายได้ไหมว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ทำไมไม่เป็นเช่นนั้น" เป็นต้นครับ แบบถัดมาเป็นที่มาของเทคนิคนี้ คือการถามกลับ เช่นการถามผู้เรียนว่า "รู้ไหมว่าทำไมถึงถามแบบนั้น" "คำถามนี้สำคัญอย่างไร" ผู้สอนสามารถตั้งคำถามกับตัวเองก็ได้นะครับ เช่น "ที่ถามไปนั้น เพื่ออะไร" หรือ "ควรจะถามอะไรอีกไหม"

ส่วนตัวผมใช้เทคนิควิธีนี้บ้าง แต่ก็เป็นการถามเพื่อตรวจสอบความเข้าใจเป็นส่วนใหญ่ เช่นถามนักเรียนว่าเข้าใจไหม หรือควรอธิบายเพิ่มเติมไหม เพราะวิชาที่สอนตอนนี้ก็เป็นระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่หนึ่งและสองที่เน้นการปฏิบัติ ไม่ได้มีความสลับซับซ้อนในเชิงปรัชญาให้ต้องตีความมากนัก จะมีบ้างก็ตอนที่นักเรียนเขียนโปรแกรมแล้วเกิดติดขัด ไปต่อไม่ได้ หาจุดผิดพลาดไม่เจอ ส่วนมากผมไม่ค่อยตอบว่ามันผิดตรงไหน หาเจอก็จะไม่บอก แต่ให้นักเรียนลองหาอีกสักหน่อย ลองอ่าน error message ที่โปรแกรมมันรายงาน แล้วลองไล่ดู เดี๋ยวผมจะกลับมาดูใหม่อีกรอบ หลายครั้งผู้เรียนก็หาเจอ หลายครั้งก็ต้องมานั่งช่วยกันซักไซ้ไล่เรียงใหม่

จำได้ว่าสมัยที่เริ่มเรียนที่ต่างแดน อาจารย์ที่ประสิทธิประสาทวิชาผมหลายท่านใช้เทคนิคถามแบบโสกราติสนี้กับผมและเพื่อนๆ จนงงกันไปหมด เพื่อนคนหนึ่งที่เพิ่งจะเริ่มเรียนพร้อมๆ กัน เข้าไปถามอาจารย์ว่าควรทำวิจัยอย่างไร การเลือกหัวข้อ ต้องคิดยังไง อาจารย์แกก็ถามกลับมามากมายในทำนองว่า ชอบอะไร แล้วคิดว่าจะทำอะไรกับสิ่งที่ชอบได้บ้าง ตั้งคำถามแตกยอดไปต่างๆ มากมายจนเพื่อนผมงงไปหมด สรุปว่ามีคำถามมากกว่าเดิม ผมเองก็เคยโดนบ่อยๆ เวลาเขียนงานไม่ชัดเจน ไม่สรุป หรือไม่ละเอียดพอ อาจารย์ท่านก็ถามเหมือนอย่างที่ยกตัวอย่างไว้ข้างต้นนั้นละครับ ให้ผมกลับมาแก้ กลับมาทบทวนงานตัวเองใหม่ สรุปว่าการ "ถามย้อนเสียก่อน" หรือ ถามแบบโสกราติส นี้ ช่วยตรวจสอบความเข้าใจ และช่วยตบแต่งความคิดของคนให้เข้ารูปเข้ารอยได้ดีทีเดียว

(๔) ทรงสอนโดยวิธีฐปนลักษณะ คือพักปัญหาไว้ไม่ทรงพยากรณ์ เพราะทรงเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ ไม่ถึงเวลาที่จะรู้ เช่นเรื่องพระมาลุงกยะมาทูลถามเรื่อง โลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง ทรงเห็นว่าเรื่องนี้พระมาลุงกยะไม่จำเป็นต้องรู้ แต่ทรงชี้แจงให้เข้าใจถึงทุกข์ที่มนุษย์เผชิญอยู่ ซึ่งเป็นปัญหาปัจจุบันที่ควรรู้ก่อน วิธีการนี้คล้ายกับจุดมุ่งหมายในการสอนข้อแรกที่กล่าวถึงในตอนก่อนหน้านี้ (อภิญญาธรรมเทศนา) ซึ่งมุ่งเน้นที่ความเหมาะสม ต่อผู้เรียน ทั้งในแง่ของเนื้อหาและช่วงเวลา

ข้อนี้คล้ายกับหลักการที่ฝรั่งเรียกว่าช่วงเวลาที่เหมาะแก่การสอน (Teachable moment) นะครับ ซึ่งเหมือนเป็นการมองมุมกลับกับฐปนลักษณะ โดยอธิบายว่า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ความสามารถในการเรียนรู้ถึงระดับหนึ่งไปสู่อีกระดับก็สามารถทำได้ จะพูดอีกอย่างก็คือ ถ้ายังไม่ถึงเวลา ก็ไม่สามารถเรียนรู้ได้นั้นเอง ทั้งการหาช่วงเวลาที่เหมาะเจาะ (เชิงรุก) และการพักปัญหา (เชิงรับ) นี้ มองที่ตัวผู้เรียนเป็นหลักเหมือนกันนะครับ คือดูความ "พร้อม" ของผู้เรียน ซึ่งเป็นไปได้หลายแง่มุมมาก ทั้งด้านปัญญา ศีลธรรม และร่างกาย

จะขอยกตัวอย่างในด้านศีลธรรมที่เจอกับตัวเองอย่างนี้ครับ ในวิชาชีพของผมซึ่งเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ หลายครั้งหลายหน มีนักเรียนนักศึกษามาถามเทคนิควิธีการต่างๆ ทางคอมพิวเตอร์ที่ฟังแล้วออกจะเสี่ยงคุกตาราง ไม่ว่าจะเป็นการแฮ็กข้อมูล การทำการตลาดแบบแปลกๆ บนอินเตอร์เน็ต หลายครั้งเป็นเรื่องทางเทคนิคที่ผมไม่มีความรู้ ถ้าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์แล้ว ผมมักจะพยายามขวนขวายหาข้อมูลมาคุยต่อ แต่ถ้าเป็นเรื่องในทางลบ ไม่ว่าจะเป็นการเจาะข้อมูลเข้าระบบเครือข่าย (ผมทำไม่เป็น) หรือการเขียนโปรแกรมที่ออกแนวผิดสัมมาอาชีพ ผมก็เลือกที่จะไม่ตอบ และไม่คิดหาข้อมูลต่อ หลายครั้งนึกเสียดายที่ผมไม่ได้ฉลาดปราดเปรื่อง คิดอุปมาว่าสิ่งที่คุณถามนั้น มันเป็นแบบนั้นแบบนี้ ถ้ามองกลับกัน หรือถ้าเป็นเรื่องคล้ายกัน คุณจะทำไหม? ถามกลับไปให้เด็กได้คิด

ลองดูอีกตัวอย่างดีไหมเกี่ยวกับความพร้อมทางร่างกายดีกว่า ขอยกตัวอย่างที่คนไม่ค่อยอยากจะคุยกัน แต่เป็นเรื่องที่ผู้ปกครองทุกคนจะต้องพิจารณาไม่ช้าก็เร็ว คือเรื่องที่ฝรั่งเรียกว่า "The birds and the bees" ซึ่งหมายถึงการสอนลูกเรื่องเพศศึกษา บ้านเราชอบพูดกันติดปากว่า "มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร" ซึ่งผมเองไม่แน่ใจว่าวัยไหนคือวัยอันควร? เนื่องจากผมไม่ได้เชี่ยวชาญด้านสุขศึกษา หลักสูตรประถม มัธยม ผมก็ไม่ทราบว่าตอนนี้หลักสูตรบ้านเราเป็นอย่างไร และก็ไม่มีประสบการณ์การสอนลูกเกี่ยวกับเรื่องนี้ เลยไม่รู้จริงๆ ว่าวัยไหนมัน "ควร" เลยขอยกมาเป็นตัวอย่างให้คิดตาม และคิดต่อกันเอง ส่วนผมขอพักไว้ ไม่อยากจะพยากรณ์ว่าผู้ใหญ่บ้านเราคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ (ฮา)

(๕) ทรงสอนวิธีอุปมาลักษณะ ทรงสอนแบบเปรียบเทียบ ข้อนี้ทั้งอาจารย์วศิน และพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) กล่าวตรงกันว่าเป็นพุทธวิธีที่มีหลักฐานมากที่สุดในพระไตรปิฎก ตัวอย่างที่กล่าวถึงในหนังสือ คือ พระพุทธองค์ทรงสอนพระภิกษุว่าให้ ผ้ากาสี มีลักษณะสามประการคือ สีงาม สัมผัสนิ่ม และราคาแพง ไม่ว่าจะใหม่ กลาง หรือเก่า คนก็นิยมใช้ เปรียบเหมือนภิกษุไม่ว่าจะเป็นภิกษุใหม่ กลาง หรือเป็นเถระ ก็มีสามลักษณะ คือ เป็นผู้มีศีล (สีงาม) ให้ประโยชน์สุขแก่ผู้คบหา (สัมผัสนิ่ม) และทำให้ปัจจัยที่ทายกถวายมีอานิสงส์มาก (มีราคาแพง)

ในมุมปัญญานิยม (cognitivism) และการสร้างสรรค์นิยม (constructivism) นั้น ถือว่าการถ่ายโอนความรู้ (transfer of knowledge) มีความสำคัญมากต่อผู้เรียน คือผู้เรียนเข้ามา รู้อะไรบ้างแล้ว และเราจะต่อยอดอย่างไร ต้องยอมรับนะครับว่านักเรียนในห้องเข้ามา ย่อมพกพาเอาภูมิหลังความรู้ ความเข้าใจที่ต่างกันเข้ามา การคาดหวังว่าจะสอนแบบเดียวแล้วทุกคนจะเข้าใจนั้น เป็นความฝันลมๆ แล้งๆ เลยก็ว่าได้ เด็กผู้ชายอาจชอบรถ ชอบกีฬา เด็กผู้หญิงอาจชอบหนังชอบละคร ชอบเพลง เกาหลี ญี่ปุ่น อะไรก็แล้วแต่ (เป็นแค่ตัวอย่างนะครับ ไม่ได้เหมารวม) ถ้าเราสามารถนำสิ่งที่เขารู้อยู่แล้วมาเป็นตัวอย่างในการสอนได้ ก็จะทำให้เขาสนใจบทเรียนมากขึ้นและเข้าใจได้ง่ายขึ้น

วิธีการสอนแบบอุปมาลักษณะนี้สนุกและท้าทายผู้สอนมากทีเดียว คือจะทำอย่างไรถึงจะสอนเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่ายๆ ได้ ฝรั่งใช้อุปมาเกี่ยวกับอเมริกันฟุตบอลในชีวิตประจำวันเยอะมาก คนไทยใช้ไม่ได้เพราะไม่รู้กฎเกณฑ์ ไม่รู้วิธีการเล่นกีฬานี้ แต่ถ้าเทียบกับฟุตบอล (soccer) หรือต่อยมวยก็พอไหว

ผมได้คุยกันเพื่อนอาจารย์ (คุณนิ้ง @thanop) เกี่ยวกับเรื่องการเลือกภาษาคอมพิวเตอร์ในการสอนนักศึกษาที่ไม่เคยมีประสบการณ์การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เลย ว่าจะใช้ Python หรือ C ดี สองตัวนี้มีจุดเด่นจุดด้อยต่างกันครับ Python นั้นเข้าใจง่าย สอนได้เร็ว ต่อยอดได้ ส่วน C นั้นเป็นภาษาเก่าแก่ ที่มีกฎหยุมหยิม มือใหม่หัดเขียนต้องคอยระวังรายละเอียดอะไรหลายอย่าง แต่ก็มีข้อดีที่มีการกำหนดตัวแปรชัดเจน และการเข้าใจในเรื่องตัวแปรก็เป็นเนื้อหาสำคัญในการเรียนเขียนโปรแกรมเบื้องต้น คุณนิ้งยกตัวอย่างไว้ดีมาก ว่าการสอน Python เหมือนการสอนคนขับรถเกียร์ออโต้ ส่วนสอนเขียนภาษา C นั้นเหมือนสอนขับรถเกียร์ธรรมดา ซึ่งผมคิดว่าเข้าท่าดีทีเดียว (เรื่องที่ว่าจะสอนอะไรดีนั้น คงต้องเถียงกันยาวครับ เอามาพูดตรงนี้คงไม่จบกันพอดี)

 

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้นะครับ ผมคิดว่าเรื่องจุดมุ่งหมายในการสอนของพระพุทธองค์ในตอนที่หนึ่ง ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับด้านการออกแบบหลักสูตร คือเป็นเรื่องที่เกิดก่อนการเรียนการสอน ส่วนในเรื่องวิธีที่ทรงสอนในตอนที่สองนั้นเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ และบุคลิกส่วนตัวของผู้สอน ที่เกิดขึ้น ณ ขณะที่สอน ถ้ามองในแง่การเรียนการสอนตามทฤษฏีแล้ว ก็มีอีกเรื่องหนึ่งที่อาจารย์วศินไม่ได้ค้นคว้ามาเปรียบเทียบคือเรื่องการประเมินการสอน (หนังสืออีกเล่มในชื่อเดียวกันของ ท่าน ป.อ. ปยุตโต ก็ไม่ได้กล่าวถึงการประเมินเช่นกัน) ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการท้ายสุดของวงจรการออกแบบการเรียนการสอน ผมขออนุญาตต่อยอดบทความนี้ไปเรื่องการประเมินนิดหนึ่งตามความเห็นของผมแล้วกันนะครับ

 

ตอนที่สาม วิธีที่พระพุทธองค์ทรงใช้ประเมินผู้เรียน 

กิจกรรมหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดให้ทั้งภิกษุ และ ฆราวาส กระทำกัน คือการปวารณา (หรือพิธีมหาปวารณา ซึ่งภิกษุสงฆ์กระทำในวันออกพรรษา) ซึ่งหมายถึง "ความเป็นผู้ที่ใครๆ ว่ากล่าวตักเตือนได้" (อ้างอิงจากโรงเรียนทอสี) หรือเป็นผู้ที่อ่อนโยน ว่าง่าย ไม่กระด้างด้วยมานะ ทิฐิจุดมุ่งหมายของการปวารณานั้น ครอบคลุมตั้งแต่ระดับครัวเรือน บ้านเมือง จนถึงระดับสังคมเลยก็ว่าได้ ถ้าคนรู้จัก "ปิดปาก" เมื่อมีผู้ว่ากล่าวตักเตือน และนำมาพิจารณา เป็นการลดกิเลศของตน

ข้อนี้ ถ้าจะมองแบบพื้นๆ ก็สามารถอ้างถึงการเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่ดี น้อมรับฟังตักเตือน ความเห็นของผู้สอน แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น ก็สามารถบอกได้ว่านี้คือสุดยอดของการประเมินในหลักทฤษฏีที่เรียกว่าการเรียนการสอนแบบผู้ใหญ่ (andragogy หรือ adult learning) โดยหลักการแล้ว Andragogy หมายถึงกลยุทธในการเรียนของผู้ใหญ่ ซึ่งไม่ได้เกิดจากการมีใครมาบังคับขู่เข็ญให้เรียน แต่เกิดจากแรงขับดันจากของตัวเอง มีความใฝ่รู้เป็นที่ตั้ง มีการกำหนดเป้าหมาย รับผิดชอบการเรียนรู้ และการประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตัวเอง สิ่งที่ครูต้องทำสำหรับการเรียนแบบผู้ใหญ่นี้ ก็คือการแนะแนวผู้เรียน คอยให้คำปรึกษา ถามว่าครูต้องรู้ทุกเรื่องไหม คำตอบคือไม่จำเป็นเลยครับ งานที่ผมทำตอนเรียนปริญญาเอกนั้น ผมรู้มากกว่าอาจารย์ที่ปรึกษา และนั่นก็เป็นเรื่องปกติมาก เพราะหน้าที่ของท่านไม่ใช่จะต้องเป็นพหูสูตร งานหลักของท่านคือชี้แนะแนวทาง คือเป็นเรื่องของระบบคิดมากกว่าเรื่องของเนื้อหา พระผู้ใหญ่หลายท่าน เวลาเทศนาตอบปัญหาธรรม ไม่ได้รู้เรื่องเนื้อหาทุกอย่าง แต่ท่านเหล่านั้นมีระบบวิธีคิดที่จะช่วยสามารถตอบปัญหาได้

อีกเรื่องที่หลายคนอาจเข้าใจผิดคือ การเรียนการสอนแบบผู้ใหญ่ คือ ประเภทหรือเทคนิควิธีของการสอนที่เน้นความรับผิดชอบของผู้เรียนเองเป็นหลัก ไม่ได้กำหนดอายุผู้เรียนแต่อย่างใด นั่นหมายความว่า เราสามารถประยุกต์การเรียนการสอนแบบผู้ใหญ่นี้ได้กับทุกระดับชั้น ถ้าเด็กประถมรู้ว่าอยากเรียนอะไร กำหนดวัตถุประสงค์ได้ก็ถือว่าเด็กมีความรับผิดชอบ และเป็นการเรียนการสอนแบบผู้ใหญ่เช่นกัน

อีกนัยหนึ่งที่สำคัญของการปวารณานั้น คือเรื่องของรูปแบบการตักเตือน การประเมิน การให้ข้อเสนอแนะนั้นกระทำได้ตลอดเวลา (เรียกว่าเป็น Formative assessment คือกระทำระหว่างการศึกษา) ซึ่งต่างกับแนวทางการเรียนการสอนทั่วไปที่มีการสอบกลางภาคและปลายภาคเท่านั้น (เรียกว่า Summative assessment) ข้อดีของการตักเตือน ให้ข้อเสนอแนะได้ตลอดเวลาก็คือ ผู้เรียนจะสามารถพัฒนาจุดเด่น ลดจุดด้อยได้ตลอดเวลา แต่ความยากของวิธีนี้คือพลังที่ต้องทุ่มเทลงไปของทั้งผู้เรียนและผู้สอนนั่นล่ะครับ ผู้เรียนต้องไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง ส่งงานตรงเวลา และพิจารณาข้อเสนอแนะอย่างจริงจัง ผู้สอนเองต้องคอยติดตามดูพัฒนาการของผู้เรียน (ซึ่งอาจจะมีเป็นสิบ หรือเป็นร้อยคน) อย่างต่อเนื่อง ยิ่งต้องรับผิดชอบผู้เรียนมาก การให้ข้อเสนอแนะแบบ Formative assessment ก็ยิ่งต้องใช้ความพยายามมาก ถ้าต้องสอนสักสองสามร้อยคน การประเมินแบบ Formative assessment นี้ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยครับ

ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญนี้ วิชาหนึ่งที่เด่นมากในเรื่องการประเมินผลผู้เรียนอย่างต่อเนื่องคือวิชาภาษาอังกฤษ ผมมีเพื่อนอาจารย์ที่สอนวิชานี้หลายท่าน เห็นแต่ละท่านว่างเมื่อไรก็ก้มหน้าตรวจงานนักศึกษา แก้ไขทั้งเรื่องไวยกรณ์ เรื่องคำศัพท์ต่างๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่อาจารย์ทุกคนที่ทำได้ขนาดนี้ และก็ไม่ใช่ว่านักศึกษาทุกคนจะกลับมาอ่านงานที่ถูกตรวจแก้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ในวิชาผมเองก็พยายามให้มีงานระหว่างที่เรียน ทั้งแบบงานกลุ่มและงานเดี่ยว บางทีให้ช่วยกันในห้อง บางทีให้กลับไปช่วยกันนอกเวลาเรียน แต่งานที่ทดสอบเนื้อหาสำคัญของวิชานั้น ผมจะแบ่งออกเป็น assignments ย่อยแบ่งคะแนนให้แค่ ๑-๒% เท่านั้น และย้ำกับผู้เรียนว่า กรุณาทำเอง เพราะผมอยากรู้จริงๆ ว่าคุณทำได้ไหม เหตุผลที่ผมให้งานแบบนี้ก็เพราะผมเชื่อว่านักเรียนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในระดับเด็กจนถึงปริญญาตรีเรียนเพื่อคะแนนเพื่อเกรด มีเพียงส่วนน้อยที่อยากทำงานเพราะอยากเรียนรู้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะจ้องจะเอาแต่คะแนนนะครับ ถ้ามีเหตุผลกับเขา เขาก็มีเหตุผลกับเราแน่นอน อย่างงานเดี่ยวที่ผมให้นักเรียนทำนั้น ความหมายระหว่างบรรทัด หรือสัญญาณที่ผมส่งไปจริงๆ ก็คือ (๑) คุณต้องทำงานนี้ เพราะมันมีคะแนน (๒) อยากให้คุณทำคนเดียว เพราะคะแนนมันไม่ได้มากมายอะไร สรุปก็คือ ผมเปิดโอกาสแบบนี้เพราะอยากให้ข้อเสนอแนะได้ถูกและทันเวลา ถ้าไปลอกชาวบ้านหรือให้เพื่อนช่วยผมก็ไม่รู้ว่าเขาอ่อนตรงไหน ถ้ารู้แล้วจะได้มาทบทวน แก้ไขกันก่อนจะสายเกินไป

 

นับจากวันที่ผมได้รับไม้ผลัดที่อาจารย์วศินได้กรุณาส่งให้ผม (ผ่านคุณแม่ ผ่านคุณปลวกที่ร่วมกันจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งบ้าน) จนถึงตรงนี้ ก็เป็นอันว่าผมได้ทำหน้าที่ส่งต่อไม้ผลัดนี้สู่ท่านผู้อ่านแล้ว (นับเป็นบันทึกที่ยาวที่สุดที่เคยเขียนมา) หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านนะครับ

 

เช่นเคย ยินดีสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และอย่ารีรอ แบ่งปันประสบการณ์สู่กันฟังนะครับ

 

อ้างอิง:

วศิน อินทสระ (๓/๒๕๓๘) พุทธวิธีในการสอน สภาการศึกษามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพุทธศาสนา

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) (๒๕๕๑) พุทธวิธีในการสอน มูลนิธิพุทธธรรม

โรงเรียนทอสี มาทำความรู้จักับการปวารณา (PDF)

สารบัญมิลินทปัญหา ๑ - http://www.dharma-gateway.com/dhamma/dhamma-25-00-01.htm

T. W. Rhys Davids (1963) The questions of King Milinda http://www.sacred-texts.com/bud/milinda.htm

Milinda Panha http://en.wikipedia.org/wiki/Milinda_Panha