วันหยุด เสาร์ที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๔  ภรรยาผมจะต้องนำรถไปเติมน้ำมันและเติมแก๊ส เลยวางแผนจัดโปแกรมพิเศษให้ตนเอง กันว่าไหนๆก็จะต้องออกนอกบ้านกันอยู่แล้ว ทำอย่างไรจะออกไปและหาโอกาสทำอย่างอื่นหลายๆอย่างไปด้วย เราหารือกันคร่าวๆ ก็ได้โปรแกรมสัญจรหาความซาบซึ้งกับสิ่งต่างๆไปบนสองรายทางว่า จะไปพิพิธภัณฑ์พระพิฆเนศกัน โดยขับรถตระเวนดูตามรายทางของชุมชนหมู่บ้านในสันป่าตอง ผมอยากดูบ้านเรือนและวิถีชีวิตของชุมชน ดูศิลปะและงานสะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นในการตั้งบ้านเรือนกับสิ่งที่อยู่ในวิถีชีวิต ลัดเลาะออกไปชิมข้าวที่เป็นร้านชาวบ้านตามข้างทาง

ต่อจากนั้น ก็จะแวะชิมกาแฟ ซึ่งเรามีตัวเลือกอยู่ ๒ รายการ ร้านหนึ่งเป็นร้านของชาวบ้านและเป็นกาแฟชงโบราณ อีกแห่งหนึ่งเป็นกาแฟสดอาบริก้าของบริษัทปลูกและทำกาแฟอินทนนท์ ร้านกาแฟชงชาวบ้านอยู่ใกล้กว่าและถึงก่อน แต่ปิด เลยไปร้านกาแฟอินทนนท์ ซึ่งก็ทั้งไม่ผิดหวังและประทับใจอย่างยิ่งกับความเป็นมาของการก่อตั้ง บุกเบิก ทำกาแฟอาบริก้าในประเทศไทยของบริษัทอินทนนท์ การจัดบ้านกาแฟให้อยู่ในบ้านและเป็นบรรยากาศของสวนอันร่มรื่น มีมุมให้นั่งได้ตามสบายกระจายอยู่ตามร่มไม้หลากพันธุ์

จากนั้น ก็ไปพิพิภัณฑ์พระพิฆเนศ ระหว่างทาง ก็กระโดดออกไปถ่ายรูปทิวทัศน์และบรรยากาศของท้องนาเมืองเหนือซึ่งกำลัง เหลืองอร่ามเต็มไปด้วยข้าวสุกรอเก็บเกี่ยวอยู่เต็มท้องทุ่ง แสงแดดอาบไล้ไปตามนาข้าวเป็นสีเหลืองทอง ฟ้าสีครามมีปุยเมฆลลอยเกลื่อน

เมื่อไปถึงพิพิธภัณฑ์ ก็เหมือนได้เดินเข้าสู่สถานที่อันสงบร่มรื่น เย็นกายเย็นใจ พื้นที่พิพิธภัณฑ์กินอาณาบริเวณสัก ๑๐ ไร่ จัดองค์ประกอบผสมผสาน ทั้งเป็นบ้านและแหล่งอยู่อาศัยของเจ้าของ แหล่งสะสมและจัดแสดงศิลปวัตถุเกี่ยวกับพระพิฆเนศจากหลายวัฒนธรรมของโลก โดยเฉพาะในกลุ่มสังคมวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออุษาคเนย์

พิพิธภัณฑ์ไม่อนุญาตให้ผู้เข้าชมถ่ายภาพ ผมเลยหันไปมองสภาพแวดล้อมโดยรอบเพื่อซึมซับบรรยากาศไว้กับตนเอง เหลือบไปเห็นมวลเมฆบนท้องฟ้า ก็ช่างเป็นใจพอดี เพราะเมฆบนท้องฟ้าหลายก้อน ช่างเหมือนกับช้างกับเรื่องราวบนสวรรค์ เลยเกิดความคิดถ่ายภาพบรรยากาศโดย รอบมาชวนให้จินตนาการไปด้วยกัน

พิพิธภัณฑ์พระพิฆเนศแห่งนี้ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ก่อตั้งขึ้นโดยเอกชนและบนพื้นที่ส่วนตัว จัดว่าเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับพระพิฆเนศที่ใหญ่และรอบด้านที่สุดในประเทศไทย เนื้อหาและรูปแบบการจัดแสดงนั้น ผู้ชมจะสามารถเข้าถึงแง่มุมที่ตนเองสนใจได้หลายมิติ จะชมบางด้าน หรือเข้าถึงหลายด้านอย่างบูรณาการไปในเวลาเดียวกันก็ได้

  • การปฏิบัติต่อสิ่งศรัทธาและความเชื่อ : ผู้น้อมตนเข้าถึงสิ่งศรัทธาก็จะได้อยู่ในบรรยากาศแวดล้อมที่มีความศักดิ์สิทธิ์ มีพลัง ขรึมขลัง ได้พลังชีวิต และตั้งมั่นอยู่ในสิ่งศรัทธา ก้าวออกไปดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อมั่นต่อสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ
  • ศึกษาและชื่นชมศิลปะแห่งศรัทธา : ผู้สนใจศิลปวัตถุก็จะได้เห็นศิลปะแห่งศรัทธาอันงดงามและสื่อสะท้อนพลังปัญญาของ มนุษย์ที่ฉายโชนอยู่ในภาษาศิลปะ เห็นระบบวิธีคิดต่อการจัดความสัมพันเชิงอำนาจที่มีพลังเหนือสรรพสิ่ง ให้ความขัดแย้ง ความประสานกลมกลืน ความว่าง เกิดความสมดุล ลงตัว งดงาม สร้างโลกและสร้างความเป็นจริงทั้งหลายให้ก่อเกิด ดำรงอยู่ เปลี่ยนแปลงและเสื่อมสลายไป
  • ศึกษาระบบวิธีคิดอีกชุดหนึ่งของโลก : ผู้สนใจกระบวนการทางปัญญา รากฐานของศาสตร์และระบบปรัชญาที่สำคัญที่สุดชุดหนึ่งของโลก ก็จะสามารถเห็นถึงการแสดงสัจจะภาวะและเห็นกระบวนการสร้างความรู้ที่เป็นองค์รวม ผสานความเป็นมนุษย์กับสรรพสิ่ง ที่บันทึกและสื่อสะท้อนอยู่ในการประกอบสร้างความเป็นทั้งมวลของพระพิฆเนศ
  • ศึกษาและชื่นชมบทบาทของปัจเจกต่อสุขภาวะส่วนรวม : ผู้สนใจบทบาทของการสร้างความเป็นส่วนรวมและบทบาทการปฏิบัติการเชิงสังคมด้วยงาน ศิลปะและการจัดวางทางการศึกษาบนพื้นที่ความเป็นส่วนตัว ก็จะได้เห็นพลังการขับเคลื่อนสังคมและเห็นบทบาทของการเป็นผู้เลือกสรรการ เปลี่ยนแปลงของปัจเจก เห็นพลังการดำเนินชีวิตเชิงอุดมคติ
  • ศึกษาภูมินิเวศและสถาปัตยศาสนศิลป์ : ผู้สนใจ ภูมินิเวศและภูมิสถาปัตยกรรม ก็จะเห็นการออกแบบบ้านและพื้นที่ชีวิต ที่แบ่งปันสิ่งศรัทธาส่วนตน ให้สาธารณชนได้ร่วมเข้าถึงอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รวมทั้งเห็นความกลมกลืนในการอยู่กับธรรมชาติของถิ่นฐาน เห็นการเชื่อมโยงระบบปัญญาและมวลความรู้มาสู่การจัดวางองค์ประกอบทั้งหมด ที่ผสมกลมกลืนเป็นหนึ่งอันเดียวกันของมนุษย์ โลกภายใน กับโลกภายนอก

ผมเองนั้น สนใจในทุกมิติ โดยเฉพาะใน ๒-๓ เรื่อง คือ ระบบวิธีคิดที่อยู่ในการอธิบายปางต่างๆของพระพิฆเนศ กับวิธีทำบ้านและการอยู่อาศัยของตนเองให้เป็นแหล่งให้การเรียนรู้และทำสิ่งต่างๆเพื่อส่วนรวม รวมทั้งวิธีทำงานความรู้เอเชียศึกษา South East Asia Studies : SEAS และไทยคดีศึกษา Thai Studies ผ่านโลกทรรศน์และมิติสังคมวัฒนธรรมในเรื่องราวพระพิฆเนศที่ศึกษาเชื่อมโยงได้กับหลักฐานทางศิลปะและวิถีชีวิตของสังคม

นอกจากนี้ ผมได้มีโอกาสเห็นปางปัญจมุขของพระพิฆเนศ ซึ่งมีพักตร์หนึ่งเป็นเทพหมูป่าซึ่งมีบทบาทต่อปัญญาด้านทำมาค้าขาย สร้างความมั่งคั่งร่ำรวย ทำให้ผมแสนจะดีใจที่เริ่มเห็นบางแง่มุมที่เคยคิดว่าจะต้องมีเรื่องราวของเทพปกรณัมเกี่ยวกับหมูป่า หลังจากที่เมื่อไม่นานมานี้ ได้ไปดูปราสาทหินเขาพนมรุ้งและเห็นหน้าบรรณแห่งหนึ่งแกะสลักภาพฤาษีหายาจากสมุนไพร และที่ฐานมีหมูสองตัวลักษณะเหมือนกำลังเสพสังวาส ซึ่งการอธิบายหลายแห่งสันนิษฐานว่าเป็นภาพอีโรติกที่ช่างผู้แกะสลักหินมักถือโอกาสสอดแทรกเป็นอารมณ์ขัน ซึ่งก็เป็นแนวการอธิบายแนวหนึ่งที่ทราบกันดี

Large_originated_herbal_plant

                อ้างอิง : http://www.gotoknow.org/media/files/724248

อย่างไรก็ตาม ผมขอตั้งข้อสังเกตบางประการว่าอาจจะมีความหมายลึกซึ้งมากกว่าคำอธิบายที่มักได้ทราบกันโดยทั่วไปดีแล้ว กล่าวคือ......

ประการแรก วิธีคิดความเป็นภาพอีโรติกนั้น เป็นโลกทัศน์สมัยใหม่ของสังคมตะวันตกที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ ๒๐๐-๔๐๐ ปีในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยานี้เท่านั้น แต่ภูมิปัญญาการสร้างปราสาทหินนี้มีอายุหลายพันปี แม้แต่เครื่องหมายศิวลึงค์และฐานโยนีซึ่งใช้เป็นสัญลักษณ์ประจำเพศสภาวะชายและหญิงเหมือนความเป็นหยินกับหยางในระบบการคิดของจีน อีกทั้งมีสัณฐานและการจัดองค์ประกอบอีโรติกมากนั้น ก็ไม่ได้สื่อถึงความนัยเชิงอีโรติก แต่เป็นเครื่องหมายของพระศิวะ ซึ่งเสมือนเป็นกรอบหลักของกระบวนทัศน์สำหรับอธิบายความเป็นจริงของสิ่งทั้งปวงในสากลจักรวาล ดังนั้น จึงไม่น่าจะลดทอนให้เหลือความนัยเพียงความเป็นศิลปะอีโรติกและการสอดแทรกอารมณ์ขันได้  

ประการที่สอง  ในสังคมตะวันออกนั้น การเป็นช่างและผู้ทำงานศิลปะในศาสนสถาน มีฐานะสูงส่งมากกว่าความเป็นแรงงานในความหมายความเป็นช่างของสังคมสมัยใหม่ ผู้ที่จะสามารถอยู่ในฐานะทำศิลปะบูชาต่อสิ่งสูงสุดดังเช่นปราสาทสำหรับการสถิตย์ของเทพนั้น จากหลักฐานจำนวนมาก จะพบว่าเป็นกระบวนการที่มุ่งรวมเป็นหนึ่งกับเทพเจ้า ต้องบำเพ็ญเพียร สร้างตะบะ เครื่องมือและทุกอย่างที่ใช้ก็ต้องสร้างความหมายให้เป็นสิ่งบริสุทธิ์ ควรค่าต่อการสร้างสรรค์สิ่งที่สูงส่งที่สุด ดังนั้น จึงไม่น่าจะเป็นเพียงการแอบบันทึกใส่ลงไปเพื่อสื่อความมีอารมณ์ขันและแสดงภาพอีโรติกตามความเชื่อแบบสมัยใหม่

ด้วยเหตุนี้ ในข้อมูลภาพดังลิ๊งก์ http://www.gotoknow.org/media/files/724248 ผมจึงได้ทำหมายเหตุไว้ว่าน่าจะเป็นการแสดงถึงเทพบนสวรรค์ในปางที่เป็นหมูป่าตามโลกทัศน์เทวนิยมของวัฒนธรรมพราหมฮินดูและยุคเก่าของสังคมตะวันตก แต่หาข้อมูลอย่างไรก็ไม่พบ พบเพียงเรื่องตือโป๊ยก่ายในเทพปกรณัมจีน เพิ่งจะได้เห็นการแสดงเทพหมูป่าในปางปัญจมุขของพระพิฆเนศ ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั่นเอง ซึ่งก็ทำให้ผมตื่นเต้นดีใจและพอจะเห็นเค้าเงื่อนบางอย่างที่อยากกลับไปอ่านหน้าบรรณของปราสาทหินเขาพนมรุ้งที่ได้มีข้อสังเกตไว้ต่อไปอีก 

เนื้อหาและเรื่องราวการนำเสนอของพิพิภัณฑ์

ด้านเนื้อหานั้น เป็นการมุ่งนำเสนอระบบวิธีคิดในการอธิบายความเป็นจริงของสิ่งทั้งมวล ที่อยู่ในอารยธรรมอินเดียซึ่งเป็นอารยธรรมทางปัญญาที่สำคัญที่สุดแหล่งหนึ่งของโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน ส่วนด้านสิ่งจัดแสดงก็เป็นการรวบรวมศิลปวัตถุเกี่ยวกับพระพิฆเนศมาจัดแสดงอย่างเป็นระบบทั้งกลางแจ้ง ในอาคาร และการจำลองบรรยากาศเทวสถาน

 

เมฆก้อนนี้ เหมือนรูปนกหัสดีลิงก์
ซึ่งเป็นพาหนะส่งดวงวิญญาณสำหรับผู้มีบุญไปสรวงสวรรค์
และในพิพิธภัณฑ์ก็มีประติมากรรมนกหัสดีลิงก์นี้ก่อนทางเดินออกด้วย

 

เมฆรูปช้างน้อย
ในระยะ ๓๐๐-๔๐๐ ปีมานี้ได้มีการคิดค้นปางใหม่ของพระพิฆเนศขึ้นอีกหลายปาง
ปางหนึ่งคือปางที่ยังเป็นเด็ก มีชื่อปางว่า บาลคเนศวร(Bal Ganesh)

กระบวนการให้การศึกษาเรียนรู้ จัดรูปแบบผสมผสานไปทุกด้าน ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดพิธีกรรมตามแหล่งต่างๆที่เป็นการปฏิบัติจริง เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ร่วมพิธีเพื่อเข้าถึงด้วยการเป็นส่วนหนึ่งอย่างซาบซึ้ง รู้และสัมผัสภาวะภายในได้ด้วยตนเอง มีหนังสือ สื่อ สิ่งตีพิมพ์ และมุมจัดแสดงข้อมูลซึ่งประมวลเรื่องราวได้อย่างรอบด้านและกระชับที่สุด โดยเฉพาะเรื่องราวพระพิฆเนศในบริบทของสังคมไทย

รวมทั้งการอธิบายรหัสนัยในปางและอวตารในภาคต่างๆของพระพิฆเนศ ตลอดทั้งการเชื่อมโยงกับระบบวิธีคิดในกลุ่มเดียวกัน เช่น ในระบบคิดเทพปกรณัมของเขมร อินโดนีเชีย เป็นต้น.