เชื่อว่าชาวพุทธคุ้นเคยกับคำว่า รู้ตื่น กันเป็นอย่างดี โดยที่คำคำนี้ มักถูกใช้คู่กับคำว่า หลง

แต่ก็เชื่อว่า ชาวพุทธไม่น้อย ยังมีความเข้าใจในคำว่าตื่นนี้ในมุมแคบ โดยส่วนใหญ่ มักเข้าใจว่า การมีสติ อันคือการจำได้ ไม่ลืมหลง และการมีสัมปชัญญะ อันคือการรู้ชัด (คือรู้ชัดอิริยาบถของกาย และรู้ชัดเวทนาที่ประกอบกับจิต) ว่าคือการตื่น

โดยมักเข้าใจว่า (๑) เมื่อรู้ชัดอิริยาบถของร่างกาย ว่ากำลังเคลื่อนไหวอย่างไร จิตใส่ใจกับการเคลื่อนไหวจึงไม่หวั่นไหวกับอารมณ์ใดๆที่มากระทบ หรือ (๒) เมื่อเกิดเวทนาใดขึ้น ก็รู้ชัดว่าจิตประกอบด้วยเวทนา และเพราะรู้ว่าเวทนาทำให้จิตหมองไป จึงดับเวทนานั้น จนจิตกลับมาสงบอย่างเดิม เหล่านั้น คือ การตื่น

หากการฝึกเพื่อรู้ชัดอิริยาบถนั้น เป็นการฝึกจิตให้ใส่ใจกับอิริยาบถ จิตจึงไม่ฟุ้งซ่าน จึงปิดกั้นจิตจากกิเลสใหม่ แต่ ไม่ได้ขูดลอกกิเลสเก่าแต่อย่างใด

ส่วนรู้ชัดเวทนา หากไม่มีการปฏิบัติที่นอกเหนือไปจากการดับเวทนานั้น คงยังไม่สามารถเรียกว่า"ผู้ตื่น" ได้เสียทีเดียว ดังพุทธพจน์ที่ตรัสกับมณิภัททยักษ์ ใน มณิภัททสูตร ว่า

"ความเจริญย่อมมีแก่คนมีสติทุกเมื่อ
คนมีสติย่อมได้รับความสุข
ความดีย่อมมีแก่คนมีสติเป็นนิตย์
แต่คนมีสติยังไม่หลุดพ้นจากเวร

ส่วนผู้ใดมีใจยินดีในความไม่เบียดเบียนตลอดทั้งวันและคืน
และเป็นส่วนแห่งเมตตาในสรรพสัตว์
ผู้นั้นย่อมไม่มีเวรกับใครๆ"

สํ.ส. (แปล) ๑๕/๒๓๘/๓๔๑)

......................................

เวร = ความแค้นเคือง, ความปองร้ายกัน, ความแก้เผ็ด, ความคิดร้ายตอบแก่ผู้ทำร้าย

(พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต) พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลศัพท์)

ทั้งนี้เนื่องจากการรู้การเกิดของเวทนาอันมีผัสสะเป็นปัจจัย และการรู้การดับของเวทนา เป็นเพียงการปิดกั้นกิเลสใหม่ไม่ให้เกิดขึ้น แต่ยังไม่มีการขูดลอกสิ่งเก่าออกเช่นเดียวกับการรู้ชัดอิริยาบท ดังนั้น เมื่อรู้เห็นการเกิดดับแล้ว จึงต้องมีการพิจารณาต่อไป เช่น พิจารณาถึงเหตุที่เกิด ถึงผลที่เกิดตามมาทั้งในด้านดีและร้าย จนสามารถวางใจเป็นกลางต่อสิ่งต่างๆได้

ดังพอจะเทียบเคียงได้จากคำตรัสของพระพุทธองค์ที่มีต่อภิกษุใน ปฐมฉผัสสายตนสูตร ดังนี้

[๗๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบางรูปไม่รู้ชัดถึงความเกิด ความดับ คุณ โทษ และเครื่องสลัดออกจาก ผัสสายตนะ ๖ ประการตามความเป็นจริง เธอชื่อว่าประพฤติพรหมจรรย์ยังไม่จบ เป็นผู้ไกลจากธรรมวินัยนี้

สํ.สฬา.(แปล) ๑๘/๗๑/๖๑

ซึ่งเมื่อพิจารณาจากคำตรัสอธิบายถึง ผู้ยังมีกิเลส เราก็จะเห็นความชัดเจนยิ่งขึ้น

๓ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อละอุปธิ เพื่อสลัดอุปธิ ความดำริที่แล่นไปอันประกอบด้วยอุปธิ ยังครอบงำบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อละอุปธิ เพื่อสลัดอุปธิทิ้งนั้นอยู่ เพราะความหลงลืมสติในบางครั้งบางคราว สติเกิดช้าไป ที่จริงเขาละได้ บรรเทาได้ ทำให้สิ้นสุดได้ และทำให้หมดไปได้ในฉับพลัน คนหยดน้ำ ๒ หยด หรือ ๓ หยดลงในกระทะเหล็กที่ร้อนอยู่ตลอดวัน หยดน้ำที่หยดลงอย่างช้าๆ ก็จะเหือดแห้งไปฉับพลัน แม้ฉันใด บุคคลในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อละอุปธิ เพื่อสลัดทิ้งอุปธิ ความดำริที่แล่นไปอันครอบงำด้วยอุปธิ ยังครอบงำบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อละอุปธิ เพื่อสลัดทิ้งอุปธินั้นอยู่ เพราะความหลงลืมสติในบางครั้งคราว สติเกิดช้าไป ที่จริงเขาละได้ บรรเทาได้ ทำให้สิ้นสุดได้ และทำให้หมดไปได้โดยฉับพลัน เราเรียกบุคคลนั้นว่า ผู้ยังมีกิเลส ไม่ใช่ผู้คลายกิเลส

ม.ม.(แปล) ๑๓/๑๕๔/๑๗๒

สำหรับความหลงนั้น มีพุทธพจน์เกี่ยวกับความหมายที่พระพุทธองค์ตรัสเรียกว่าเป็น ผู้หลง ดังนี้

[ ๓๘๘ ] อัคคิเวสนะ อาสวะทั้งหลายอันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ ให้เกิดความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา และ มรณะต่อไป บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งยังละไม่ได้ เราเรียกบุคคลนั้นว่า ผู้หลง บุคคลนั้นเป็นผู้หลงเพราะยังละอาสวะทั้งหลายไม่ได้

ม.มู. (แปล) ๑๒/๓๘๘/๔๑๙

หากนำมาเทียบเคียงกันกับอีกพุทธพจน์หนึ่งที่ตรัสกับมาร ใน สุปติสูตร ว่าผู้ที่ไม่มีตัณหาซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ แม้หลับ ก็เรียกว่าตื่น จึงพอจะอนุมานได้ว่า การที่เรียกว่า "ตื่น" คือการตัดวงจรปฏิจจสมุปบาท เนื่องจากวงจรปฏิจจสมุปบาทนั้น สามารถดับได้๒ แห่ง คือ ที่ต้นสายอันได้แก่ อวิชชา และที่กลางสายคือ ตัณหา

" ผู้ไม่มีตัณหาดุจข่ายซึ่งซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ
ที่จะนำไปสู่ภพไหนๆ ถึงหลับอยู่ ก็ชื่อว่าตื่น
เพราะอุปธิทั้งปวงสิ้นไป"

สํ.ส. (แปล) ๑๕/๑๔๓/๑๘๓

สรุปว่าหลักการสำคัญของการดับทุกข์ คือการตัดวงจรให้ขาด วงจรนี้ตามปกติตัดได้ที่หัวเงื่อนหรือขั้วสองแห่ง ได้แก่ที่ขั้วใหญ่คืออวิชชา และที่ขั้วรองคือตัณหา แต่ไม่ว่าจะตัดที่ใด ก็ต้องให้ขาดถึงอวิชชาด้วย การตัดวงจรจึงมีสองอย่างคือ ตัดโดยตรงที่อวิชชา และตัดโดยอ้อมที่ตัณหา เมื่อวงจรขาด กระบวนการสังสารวัฎฎ์สิ้นสุดลง ก็จะบรรลุภาวะแห่งความดับทุกข์ เป็นผู้มีชัยชนะต่อปัญหาชีวิต เป็นอยู่อย่างไร้โสกะ ปริเทวะ เป็นต้น

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) : พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ หน้า ๒๒๙

ส่วนวิธีการปฏิบัติซึ่งทำให้ทรงตรัสเรียกผู้ปฏิบัติว่า "ผู้ตื่นด้วยดี" นั้น ได้ตรัสกับพระราชา และนายทารุสากฎิกะพร้อมครอบครัวไว้ใน ทารุสากฏิกวัตถุ ว่าคือผู้ที่

๑ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นนิตย์ ทั้งกลางวันและกลางคืน
๒ระลึกถึงพระธรรมเป็นนิตย์ ทั้งกลางวันและกลางคืน
๓ระลึกถึงพระสงฆ์เป็นนิตย์ ทั้งกลางวันและกลางคืน

๔ระลึกถึงกายเป็นนิตย์ ทั้งกลางวันและกลางคืน
๕มีใจยินดีในการไม่เบียดเบียน ทั้งกลางวันและกลางคืน
๖มีใจยินดีในการเจริญภาวนา ทั้งกลางวันและกลางคืน

ย่อความจาก ขุ.ธ. (แปล) ๒๕ / ๒๙๖ ๓๐๑ / ๑๒๕-๑๒๖

ทำไม ...... ผู้ที่การปฏิบัติดังกล่าว จึงเรียกได้ว่าเป็นผู้ตื่น ?

ตามความเข้าใจของผู้เขียนพอจะสรุปได้ว่า เนื่องจาก

-การระลึกถึงพระพุทธองค์อยู่เป็นนิตย์ ทำให้เชื่อมั่นในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ว่าพระองค์เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา แต่ก็สามารถทำพ้นวัฎฎะไปได้ ด้วยความพยายามของมนุษย์ จึงพ้นไปจากการอ้อนวอนขอจากปัจจัยอื่นๆ แต่เพียรพยายามด้วยกำลังของตนตามอย่างพระพุทธองค์

-การระลึกถึงพระธรรมเป็นนิตย์ ทำให้เลื่อมใส น้อมธรรมเข้ามาในตน เมื่อปฏิบัติตามธรรม แล้ว ยิ่งเห็นผล จึงตั้งตนไว้ในธรรม อันยิ่งทำให้กุศลธรรมเจริญยิ่งขึ้น

-การระลึกถึงพระสงฆ์เป็นนิตย์ ทำให้มั่นใจในอริยบุคคลทั้ง๘ เป็นกำลังใจให้ปฏิบัติตาม และบำรุงพระสงฆ์ ซึ่งนอกจกจะเพื่อฝึกการละ เพื่อประดับจิต (ให้สู่มาธิได้ง่ายขึ้น) แล้ว ยังเพื่อบำรุงพระสงฆ์ผู้สืบพระศาสนา

-การระลึกถึงกายเป็นนิตย์ คือกายคือ (๑) กองร่างกาย ในกายคตาสติ ทำให้คลายความยึดถือมั่นในรูปขันธ์ เห็นความเป็นไตรลักษณ์ และกาย (๒) คือกองลมหายใจในอานาปานสติ นอกจากจะเป็นการทำจิตให้สงบ สติยังช่วยเปิดโอกาสแก่องค์ธรรม ธัมมวิจยะ อันเป็นองค์ธรรมในโพชฌงค์๗ ซึ่งเป็นธรรมหมวดหนึ่งใน โพธิปักขิยธรรม๓๗ ได้เกิด และเป็นการฝึกอินทริยสังวร

-การมีใจยินดีในการไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น จึงมีศีลอันเป็นศีลที่พระอริยะชอบใจ มีการปฏิบัติตาม อปัณณกปฏิปทา (อินทรียสังวร การสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค ชาคริยานุโยค การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน) เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการทำอกุศลธรรมให้ลดลง และป้องกันการเกิดอกุศลธรรมใหม่แล้ว ยังเป็นการเพิ่มพูนและรักษาไว้ซึ่งกุศลธรรมอีกด้วย เพราะทำให้โน้มไปสู่องค์ธรรมที่เป็นฝ่ายกุศลอื่นได้ เช่น การมีเมตตา(ในพรหมวิหาร ๔) การมีใจยินดีช่วยเหลือกิจของผู้อื่น (สังคหวัตถุ ๔) ซึ่งนอกจากจะเพื่อตนแล้ว ยังเพื่อสังคมที่เกื้อกูลกัน เป็นกัลยาณมิตรต่อกัน

เมื่อบุคคลเสพการได้สัญญาเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น

คือ บุคคลในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มากด้วยอภิชฌา มีสัญญาสหรคตด้วยอนภิชฌาอยู่ เป็นผู้ไม่พยาบาท มีสัญญาสหรคตด้วยความไม่พยาบาทอยู่ เป็นผู้ไม่มีความเบียดเบียน มีสัญญาสหรคตด้วยความไม่เบียดเบียนอยู่

เมื่อบุคคลได้การเสพสัญญาเช่นนี้ อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น พระพุทธเจ้าข้า

(พระสารีบุตรทูลตอบพระพุทธองค์)

ม.อุ.(แปล) ๑๔/๑๑๕/๑๔๔

-การมีใจยินดีในการเจริญภาวนา อันได้แก่ สมถะและวิปัสสนา ทำให้ (๑) มีการพัฒนาทั้งในแง่ความตั้งมั่นของจิต และ (๒) ความก้าวหน้าของปัญญา มีความเพียรที่ไม่ท้อถอย เช่น ฝึกสติปัฏฐาน ๔ อย่างสม่ำเสมอทั้งในอิริยาบถนั่งและทุกอิริยาบถในชีวิตประจำวัน และ(๓) ตั้งตนไว้ในธรรม เพียรปฏิบัติอย่างไม่ท้อถอย ดำเนินชิวตด้วยมรรคมีองค์ ๘ เป็นต้น

การปฏิบัติดังกล่าวเหล่านั้นหนุนส่งซึ่งกันและกัน มรรคที่ปฏิบัติจึงหมุนวน จนสัมมาทิฏฐิค่อยๆเต็มรอบขึ้นเรื่อยๆ จึงค่อยๆคลายความยึดถือมั่นในในสิ่งต่างๆ เช่น อายตนะ เป็นต้น จึงไม่หลงใหลไปกับสิ่งเร้า

จึง ตื่น เพราะไม่ต้องวนเวียนอยู่ในวัฏฏะอีกต่อไป