งานศพ : จากไปอย่างสงบ

ธิ
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
คนเราสุดท้ายก็ครอบครัวและเครือญาติ....ฝากผีฝากไข้ จากไปอย่างสงบ

15  ปีก่อน  สัดส่วนไปร่วมงานแต่งงาน  มากกว่าไปร่วมงานศพ

5 ปีมานี้  สัดส่วนไปร่วมงานศพเพิ่มขึ้น  งานแต่งงานน้อยลง 

ยังไม่ถึงวัยไปร่วมงานในฐานะเพื่อนพ่อแม่เจ้าบ่าว-เจ้าสาว

5  วันยังมากไป  วันนี้วันเดียวงานศพชนกัน  2  งาน  2  จังหวัด  ห่างเกินที่จะขับรถไปได้ทั้งสองงาน  จำต้องเลือก

ระหว่างงานศพที่เกี่ยวข้องสายหน้าที่การงาน  ละวางให้คนอื่นจัดการ  กับงานศพที่เกี่ยวสายเครือญาติ  ญาติผู้ใหญ่ใกล้ชิด  สนิทตั้งแต่รุ่นพ่อแม่  จนถึงชิดสนิทกับพี่สาว  คุณแม่ของพี่เขย   เป็นพี่เขยตั้งแต่อยู่ชั้นประถม   จึงเรียกตามหลานว่า...คุณย่า  ในวัยอันเหมาะควร  จากไปอย่างสงบ  87  ปี  ย่างปีที่ 88

ถึงคราวย้อนดูความสัมพันธ์  คนเราสุดท้ายก็ครอบครัวและเครือญาติ....ฝากผีฝากไข้

คนมาช่วยงานทั้งหมู่บ้าน  ลูกหลานเป็นเจ้าภาพร่วมเดินขวักไขว่  ดูแลแขกนั่งโต๊ะกลมแบบโต๊ะจีนทั่วถึง   คนโน้นเกี่ยวโยงญาติคนนี้รู้จักกับคนนั้น   ลูกชายลูกสาวแต่งงานเป็นดองกัน  คนนั้นเป็นครูของพี่กับน้อง  โรงเรียนเก่าเดียวกัน  กราบคุณครูค่ะ  หลานบ้านเราเป็นเพื่อนกับหลานบ้านนี้  คุณอาคนนั้นเป็นเพื่อนกับคุณน้าของเรา  เพื่อนครูของพี่สาวพี่เขย  เราก็คุ้นเคยทักทายสวัสดี  เพื่อนบ้านของญาติคนนี้ทำงานที่อำเภอสังคมที่เคยไปเป็นวิทยากร  โลกกลมจริง ๆ

แม้แต่พระที่นิมนต์มาสวดบังสกุลและสวดอภิธรรม  เป็นจุดเชื่อมเครือข่ายสำคัญของความอบอุ่นฉันท์เครือญาติ  ไวยาวัจกรที่มากับพระคุณเจ้ารู้จักกันเป็นเพื่อนไวยาวัจกรด้วยกันกับพี่เขยอีกคน  โลกกลมอีกแล้ว

ในชุมชนชนบทเมื่อ  30  ปีก่อน  งานศพแตกต่างจากวันนี้  ที่ระยะทางจากในเมืองเท่าเดิม  แต่วันนี้ใช้เวลาเพียง  15  นาที  วันนี้ที่พี่เขยต้องกล่าวทักทายทั้งสำเนียงอิสานและภาษาไทยชัดเจน  ภาษาทางการสำหรับสื่อสารกับแขกที่เกี่ยวทางสายงาน  งานศพจึงเป็นเครือข่ายทางสังคม  ที่เชื่อมโยงทั้งเครือข่ายสายการงานและสายเครือญาติ  สายการงานที่ผูกพันแน่นแฟ้นเสมือนครอบครัวเครือญาติ  (พี่เขย Early retired แล้ว  แต่ยังไปสอนต่อในอัตราจ้าง  เพราะครูคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมปลายขาดแคลน)  ยิ่งเพิ่มความอบอุ่นของงานศพ  ที่เศร้าเพราะคิดถึงคุณย่า  แต่หากรับรู้ได้คุณย่าน่าจะดีใจ  ที่เป็นศูนย์รวมให้ลูกหลานเครือญาติและผู้ร่วมงานเพื่อนฝูง  ได้มาพบเจอกัน  บางคนมาไกลจากชลบุรี  เพิ่มความสนิทชิดเชื้อติดตามข่าวคราวเป็นไป

จึงเป็นงานศพที่ลูกหลาน  เครือญาติ  แขกผู้ร่วมงาน  ไม่เศร้าจนเกินไป  รู้สึกได้ถึงเป้าหมายของงานศพอีกหลายคน  ที่คุณย่าเป็นแบบอย่างที่ดี  เป็นคนสำคัญให้การเลี้ยงดู  ปลูกฝังลูกหลาน  จนถึงการปฏิบัติหน้าที่การงาน  การใช้ชีวิตครอบครัวมีความสุขพอควรตามอัตภาพ  แข็งแรงตามวัย  จากไปอย่างสงบ

ส่วนเราจะวางเป้าหมายการใช้ชีวิตให้เหมาะควรเพียงใด  ที่วันสุดท้ายจะได้จากไปอย่างสงบ  หลังวันสุดท้ายของชีวิต  งานศพจะอบอุ่น  ทั้งจากสายสัมพันธ์ฉันท์ครอบครัวเครือญาติ  และจากสายหน้าที่การงาน 

ถึงวันนั้น...แล้วแต่สิ่งที่ทำวันนี้

(ขอบพระคุณครอบครัว "ธาตุทำเล" ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขียนบันทึกนี้นะคะ)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ชีวิตหรรษา....Happy Ba Happy Life



ความเห็น (30)

เขียนเมื่อ 

ขึ้นต้นมาอย่างน่าคิดคะ..ตอนนี้ เป็นช่วง ยังไม่มีใครเชิญทั้งงานแต่ง งานศพ :-)

ขอบคุณคะ ที่สะท้อนให้เห็น คุณค่าการเป็นตัวเชื่อมโยงทางสังคมของงานศพ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณหมออ้อ

สายสัมพันธ์แน่นแฟ้น กำลังใจแน่นหนา ในคราที่สูญเสียมีญาติมิตรเคียงข้างอย่างอบอุ่น

เห็นสัจธรรมของชีวิตและความรักผูกพันของพี่น้อง ญาติมิตรค่ะ

ขอบคุณค่ะ

งานศพ นอกจากเป็นงานที่บ่งบอกถึงความพลัดพรากแล้ว

ยังเป็นงานที่บ่งบอกถึงการได้พบเจอ

ในความสูญเสีย ก็ยังมีความยินดีที่ได้เจอ

แต่ถ้าเจอในสถานการณ์นี้บ่อยๆ ก็ไม่ค่อยดีนักนะคะ

 

ขอบคุณสำหรับข้อคิด

ทำให้คนรัก ดีกว่าทำให้คนเกลียด ทั้งตอนอยู่และตอนไป

  • ลึกซึ้งและชวนคิดใคร่ครวญหาความแจ่มแจ้งกับชีวิตดีจังเลยครับ ทั้งตัวเรื่องราวที่ให้การเรียนรู้, วิธีถ่ายทอดอย่างมีศิลปะอย่างยิ่ง, การสะท้อนมุมมองและให้หลักชีวิต
  • เมื่อก่อนนี้ ตอนที่ยังอยู่ในวัยที่งานและกิจกรรมสังคมส่วนใหญ่เป็นงานเฉลิมฉลองการรับปริญญา การยกพวกไปงานบวช งานแสดงความยินดีกับการได้งาน งานแต่งงาน เหล่านี้ เมื่อมองไปยังงานศพที่เห็นผู้ใหญ่ไป และคนรุ่นตนเองก็ได้ไปอยู่บ้างนั้น ก็คิดเอาว่ามันเป็นงานที่น่าหดหู่ เศร้าใจ
  • แต่พอถึงช่วงชีวิตที่งานสังคมส่วนใหญ่มักเป็นงานศพ ทั้งในหมู่ผู้คนที่เกี่ยวข้องและชีวิตการงานเริ่มมีความอาวุโส ต้องไปดูแลให้กับเพื่อนร่วมงานกับคนที่เคารพนับถือกันแล้ว ก็กลับเห็นรายละเอียดอีกมากมายของชีวิตเหมือนอย่างที่คุณหมอนำมาบันทึกและเล่าแบ่งปันกันไว้นี้เลยครับ และแทบจะบอกได้ว่า มันไม่น่าหดหู่และชวนเศร้าเสียใจอย่างที่มองเข้ามาจากระยะไกลๆเหมือนเมื่อก่อนเลย
  • เลยเห็นและได้ความเข้าใจอีกหลายอย่างครับว่า หลายอย่างนั้นจะเข้าถึงได้และเป็นไปตามกระบวนการของชีวิต เหมือนการได้เดินขึ้นดอยสูง พอได้หลุดขึ้นถึงที่ราบและได้ยืนขึ้นสัมผัสลมเย็น ได้เห็นก้อนเมฆ สูดลมหายใจได้เต็มปอด ก็ได้สัมผัสกับภาวะอย่างหนึ่งที่ต้องได้แก่ตนเองและในเงื่อนไขแวดล้อมจำเพาะของมันจริงๆ
  • ผมกับหมู่คนทำงานที่เชื่อในแนวทางคล้ายๆกัน ก็เคยทำให้งานศพเป็นโอกาสการได้เรียนรู้และได้ทำสิ่งต่างๆด้วยกันดีๆ ให้มากกว่าการได้ทำเพียงพิธีกรรมและรักษารูปแบบประเพณีให้ผ่านไปอย่างผ่านๆ ทำได้เยอะครับ แต่ก็เป็นเพียงบางโอกาสเท่านั้น ที่สำคัญคือต้องผ่านการที่มีตัวเราเองมีความเกี่ยวข้องทางใดทางหนึ่งด้วยจึงจะทำได้ สามารถเป็นนายงาน เจ้ากี้เจ้าการ แต่หากไม่มีความผูกพันและเกี่ยวข้องกันเพียงพอ ก็ไม่กล้าเป็นผู้เสนอ
  • ตรงบทสรุปของคุณหมอนี่....ถึงวันนั้น....แล้วแต่สิ่งที่ทำในวันนี้ ...นี่  เป็นแก่นของพุทธธรรมและแก่นของพุทธศาสนาอย่างหนึ่งเลยครับ คือ หลักการอยู่กับปัจจุบันขณะ และหลักแห่งการปฏิบัติที่การสร้างเหตุปัจจัย เห็นความเชื่อมโยงต่อเนื่องกันของสิ่งต่างๆอย่างเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน
  • ขอขอบคุณครับ
เขียนเมื่อ 

เห็นด้วยกับคุณหมอมากครับ

งานศพ...เป็นงานที่ไม่ได้ คิด ไม่ได้เตรียม มาแบบกระทันหัน ไม่ต้องบอกงาน เพื่อนบ้านก็มาช่วยงาน

หลายงานลูกหลานต้องการให้ไปร่วมเป็นเกียรติ เป็นเจ้าภาพ ปฎิเสธมาตลอด เพราะไม่ถนัดในงานที่มีเกียรติ

แต่ถ้าเป็นงานอาสา ไม่บอกก็มาเพราะชอบ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณค่ะ คุณหมอ ป.

งานแต่งก็สดชื่นแบบหนึ่ง

งานศพก็มีสิ่งดี ๆ ให้เห็นเสมอ

ในที่ทางวางตัวของเราเอง

อยู่ไกลบ้านห่างที่...เว้นช่วงพักไงคะ

เป็นเครือข่ายทางไกลแบบอื่นไปก่อน

เขียนเมื่อ 

สวัสดียามค่ำค่ะพี่อุ้ม

จริงแท้แน่นอน

ความรัก ความผูกพันแน่นแฟ้น คือ ภูมิคุ้มกันชีวิต

เห็นสัจธรรมหลายข้อจากงานศพ ต่างกรรม ต่างวาระ

สบายดีแล้วนะคะพี่พยาบาลใจดี

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ คุณกระติก~natachoei ที่ ~natadee

เหมือนในร้ายมีดี ในดีมีร้าย ใช่ไหมคะ

จะไม่ค่อยดีอย่างไร สถานการณ์นี้ก็ต้องพบบ่อยขึ้น ๆ

อยู่ที่จะทำใจได้มากน้อย ในเวลาสั้น หรือนาน

เวลาช่วยได้มากเลยล่ะค่ะ

เขียนเมื่อ 

ขอบพระคุณอาจารย์ วิรัตน์ คำศรีจันทร์ เป็นอย่างสูงนะคะ

  • ไม่เพียงบันทึกของอาจารย์เท่านั้น  แม้การร่วมแสดงความคิดเห็นต่อบันทึกของกัลยาณมิตร  อาจารย์ช่างเอาใจใส่  วิเคราะห์  ต่อยอดให้ความคิดแตกฉานออกไปอีกเสมอ
  • เห็นด้วยอย่างยิ่ง  ประสบการณ์บางอย่าง  มีคนมาอธิบายให้ฟัง  บางครั้งก็เข้าใจเพียงเลา ๆ  ต่อเมื่อพบเอง  เข้าใจด้วยตัวเองนั่นแหละค่ะ...ถึงบางอ้อ
  • จะเก็บ

งานศพเป็นโอกาสการได้เรียนรู้และได้ทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยกันดี ๆ

       ไว้เป็นแนวคิด  เผื่ออนาคต  อาจนำมาใช้เพื่อกระบวนการเรียนรู้อะไรบางอย่าง

  • ยินดีมากนะคะที่อาจารย์แวะมา

 

เขียนเมื่อ 

ยินดีนะคะ คุณหมออนามัยคนหนึ่ง ณ ภูเขียว คุณทิมดาบ

เขียนเมื่อ 

ท่านลุงบังก้อ

ช่วย ๆ ถนัดให้ลูกหลานด้วยซิคะ เขาจะดีใจมากนา

งานที่มีเกียรติ งานอาสา งานที่มีคุณค่าต่อใครสักคน ชุมชนสักแห่ง

มีเกียรติเสมอ

ดูแลสุขภาพด้วยนะค้า

ครูบนดอย
IP: xxx.49.48.208
เขียนเมื่อ 

ถึงแม้ว่าว่าจะเจอทั้งการจาก..... และการพบ...... ไม่อยากให้งานนั้นมาถึง.... แม่ที่อายุ 88 ปี ไม่รู้ว่าพอถึงเวลานั้นจริง ๆ จะทำใจอย่างไร ทั้งๆที่รู้ว่าทุกคนหนีไม่พ้น.........

ขอบคุณที่ไปให้กำลังใจ

เคยมีความรู้สึกกับบรรยายกาศงานศพบางงานเหมือนคุณหมอ

พอเข้าไปแล้วแม้จะรู้สึกเศร้าแต่ก็อบอุ่นด้วย

เขียนเมื่อ 

งานศพ.....มีทั้ง "เสีย" และ "ได้" นะครับ

เสีย......เสียน้ำตา เสียใจ เสียดาย(คนที่ตายไป) และเสียเงินทอง(ค่าจัดงาน)

ได้.......ได้มิตรภาพ ได้ทำบุญ/ความดี ได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ตาย และได้เรียนรู้สัจจธรรมแห่งชีวิตว่า "สักวันเราก็คงจะเป็นเช่นนี้อย่างแน่แท้"

 

สุดท้าย....ขออนุญาตนำเอาพุทธวจนะมาลงไว้ในนี้นะครับ เพื่อเป็นมรณานุสติแก่ทุกๆ ท่านครับ

 

"อวัสสัง มะยา มะริตัพพัง

อันเราทั้งหลายจะต้องตายอย่างแน้แท้

อัชเชวะ  กิจจะมาตัปปัง

เราทั้งหลายจึงควรรีบกระทำกิจของตนให้เสร็จในวันนี้

โก  ชัญญา  มะระณัง  สุเว

ไม่มีใครรู้ได้ว่าความตายจะมาถึงในวันพรุ่งนี้(หรือไม่)"

แวะมาเยี่ยมชมครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณหมอมาเยี่ยมและอ่านสาระที่น่าคิดต่อไป เป็นการไปร่วมงานศพที่พบเจอกับคนที่ไม่เจอกันนานอีกด้วยนะคะ มาพบกันก็ผ่านไปหลายปี ขอบคุณที่บอกเล่าค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณหมอ

  • เป็นข้อคิดที่ดีมากค่ะ
เขียนเมื่อ 

ถึงอย่างไร เวลาก็พอจะเยียวยาได้บ้างแหละค่ะ คุณครูบนดอย

ท่านไม่ได้ไปไหน

ท่านอยู่ในตัว ในใจของลูก ๆ นั่นเอง

ยังมาไม่ถึง...ก็ไม่ต้องคิดถึง

วินาทีนี้ นาทีนี้...สำคัญที่สุด ใช่ไหมคะ ?

เขียนเมื่อ 

สวัสดีนะคะ คุณมนัญญา ~ natachoei ( หน้าตาเฉย)

สงสัยว่า...วัยจะใกล้เคียงกันล่ะคะ

เขียนเมื่อ 

สาธุ อนุโมทนา นะคะ คุณอักขณิช

ยินดีมากค่ะ ที่มาเติม "สติ" ให้กัลยาณมิตรทุก ๆ ท่านที่ผ่านเข้ามา

เขียนเมื่อ 

ยินดีค่ะ คุณ นาย ประทีป วัฒนสิทธิ์

และ ครูสุภาภรณ์ ที่ให้ดอกไม้เป็นกำลังใจ

ขอบคุณนะคะ ^_^

เขียนเมื่อ 

คุณครู Rinda คะ

ดีใจที่มีสาระให้คิดต่อไป

โชคดี...ที่ตัวเองไม่เศร้ามาก

รู้สึกทำใจได้ตั้งแต่วันนี้

หวังว่าจะ "นิ่ง" และไตร่ตรองชีวิตตามที่เป็นจริง

ได้ต่อไปอีก

ขอบคุณนะคะ :),

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณมากค่ะ คุณยายคนสวย คุณมนัสดา

เขียนเมื่อ 

แวะมาให้กำลังใจ

ยังไงงานศพก็สำคัญเท่ากันหมด

เพราะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้แสดงความเคารพถึงความดี

แต่ญาตสนิทจากไปไม่หวนคืนอันนี้ต้องมาก่อนเพราะความผูกพันยาวนาน

กับคนที่ยังอยู่ข้างหลัง

เขียนเมื่อ 
  • อ่านแล้วซาบซึ้งมากค่ะ เมื่อไม่นานมานี้ก็ไปงานฌาปนกิจคุณลุง ซึ่งไม่ได้พบกันนานนับสิบปี ไปคารวะท่านอีกทีก็ในงานรวมญาติที่คุณหมอกล่าวมานี่แหละค่ะ และก็ทำให้ทราบว่าคุณลุงมีลูกหลานกี่คน เติบโตแค่ไหน หน้าที่การงานเป็นอย่างไรบ้าง
  • แต่ที่กล่าวมานี้คือวิถีสังคมเมืองที่ดูเหมือนห่างไกลกันเสียเหลือเกิน พบญาติก็อาจจะรู้สึกถึงความห่างเหินด้วยภาระหน้าที่ที่แตกต่างกันอย่างมาก ต่างกับวิถีชนบทที่คุณหมอกล่าวมา ให้ความรู้สึกว่าอบอุ่น จริงใจ และผูกพันแม้อยู่ห่างไกล 
  • ในความพลัดพราก ก็ทำให้คนที่ห่าง โคจรมาพบกันได้ สร้างความรู้สึกดี ๆ ถึงการรวมศูนย์จิตใจไว้เป็นหนึ่งเดียว การจากของท่านสร้างกุศลให้ลูกหลานมาพบพานกันอีกครั้ง ช่างดีจริง ๆ
  • ขอบคุณบันทึกดี ๆ ที่ให้แง่คิด คติธรรมค่ะ
เขียนเมื่อ 

เป็นแง่มุมที่น่าคิดถึง...เคารพความดีและผูกพันกับคนข้างหลัง

ขอบคุณมากค่ะ คุณ Bonnie

เขียนเมื่อ 

ยินดีที่อาจารย์ Sila Phu-Chaya แวะมาเติมเต็มนะคะ

เขียนเมื่อ 

งานศพในยุคนี้แม้ว่าส่วนใหญ่พิธีการจะเปลี่ยนไปมาก แต่ก็ยังคงเป็นงานรวมญาติได้ดีนะคะ

ไปงานศพครั้งใดได้เจริญมรณานุสติค่ะ

คุณหมอเป็นคนเล่าเรื่องได้น่าอ่าน มีมุมมองที่ชวนคิดเสมอ ขอบคุณที่ไปเยี่ยมเยียนเสมอทำให้ได้ตามมาขอบคุณ มาอ่าน หลังๆนี่ท่องอินเทอร์เน็ตได้ช้ามากเพราะปัญหาเทคนิคแถบหมู่บ้านบ้านนอกนี้น่ะคะ กว่าจะมา จะไปเยี่ยมใครแต่ละที่ ใช้เวลานานเชียวค่ะ แต่ก็ทำใจ ยังดีที่ยังท่องไปได้ แม้จะช้า ดีกว่าตัดขาดเข้าไม่ถึงเสียเลย

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณทุกดอกไม้ที่ให้กำลังใจนะคะ

รวมทั้ง อ.คุณนายดอกเตอร์ ที่ฝ่าความช้าอินเตอร์เนตมาพบกันได้  ชอบแง่งามความคิดของอาจารย์เช่นกันนะคะ