- ลึกซึ้งและชวนคิดใคร่ครวญหาความแจ่มแจ้งกับชีวิตดีจังเลยครับ ทั้งตัวเรื่องราวที่ให้การเรียนรู้, วิธีถ่ายทอดอย่างมีศิลปะอย่างยิ่ง, การสะท้อนมุมมองและให้หลักชีวิต
- เมื่อก่อนนี้ ตอนที่ยังอยู่ในวัยที่งานและกิจกรรมสังคมส่วนใหญ่เป็นงานเฉลิมฉลองการรับปริญญา การยกพวกไปงานบวช งานแสดงความยินดีกับการได้งาน งานแต่งงาน เหล่านี้ เมื่อมองไปยังงานศพที่เห็นผู้ใหญ่ไป และคนรุ่นตนเองก็ได้ไปอยู่บ้างนั้น ก็คิดเอาว่ามันเป็นงานที่น่าหดหู่ เศร้าใจ
- แต่พอถึงช่วงชีวิตที่งานสังคมส่วนใหญ่มักเป็นงานศพ ทั้งในหมู่ผู้คนที่เกี่ยวข้องและชีวิตการงานเริ่มมีความอาวุโส ต้องไปดูแลให้กับเพื่อนร่วมงานกับคนที่เคารพนับถือกันแล้ว ก็กลับเห็นรายละเอียดอีกมากมายของชีวิตเหมือนอย่างที่คุณหมอนำมาบันทึกและเล่าแบ่งปันกันไว้นี้เลยครับ และแทบจะบอกได้ว่า มันไม่น่าหดหู่และชวนเศร้าเสียใจอย่างที่มองเข้ามาจากระยะไกลๆเหมือนเมื่อก่อนเลย
- เลยเห็นและได้ความเข้าใจอีกหลายอย่างครับว่า หลายอย่างนั้นจะเข้าถึงได้และเป็นไปตามกระบวนการของชีวิต เหมือนการได้เดินขึ้นดอยสูง พอได้หลุดขึ้นถึงที่ราบและได้ยืนขึ้นสัมผัสลมเย็น ได้เห็นก้อนเมฆ สูดลมหายใจได้เต็มปอด ก็ได้สัมผัสกับภาวะอย่างหนึ่งที่ต้องได้แก่ตนเองและในเงื่อนไขแวดล้อมจำเพาะของมันจริงๆ
- ผมกับหมู่คนทำงานที่เชื่อในแนวทางคล้ายๆกัน ก็เคยทำให้งานศพเป็นโอกาสการได้เรียนรู้และได้ทำสิ่งต่างๆด้วยกันดีๆ ให้มากกว่าการได้ทำเพียงพิธีกรรมและรักษารูปแบบประเพณีให้ผ่านไปอย่างผ่านๆ ทำได้เยอะครับ แต่ก็เป็นเพียงบางโอกาสเท่านั้น ที่สำคัญคือต้องผ่านการที่มีตัวเราเองมีความเกี่ยวข้องทางใดทางหนึ่งด้วยจึงจะทำได้ สามารถเป็นนายงาน เจ้ากี้เจ้าการ แต่หากไม่มีความผูกพันและเกี่ยวข้องกันเพียงพอ ก็ไม่กล้าเป็นผู้เสนอ
- ตรงบทสรุปของคุณหมอนี่....ถึงวันนั้น....แล้วแต่สิ่งที่ทำในวันนี้ ...นี่ เป็นแก่นของพุทธธรรมและแก่นของพุทธศาสนาอย่างหนึ่งเลยครับ คือ หลักการอยู่กับปัจจุบันขณะ และหลักแห่งการปฏิบัติที่การสร้างเหตุปัจจัย เห็นความเชื่อมโยงต่อเนื่องกันของสิ่งต่างๆอย่างเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน
- ขอขอบคุณครับ