"อยากเห็นคนทำงานมีความสุขในการทำงาน และเชื่อมั่นว่าหลักสูตรนี้จะช่วยพัฒนาจิตคนทำงานในองค์กรที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้" เราช่วยกันตั้งชื่อกิจกรรมหนึ่งในหลักสูตรนี้ว่า "Human KM for Happy Workplace"
เนื่องด้วยท่านอาจารย์ ดร. ยุวนุช ทินนะลักษณ์ และผู้เขียนถูกเชิญไปอบรม Human KM by Enneagram ร่วมกันบ่อยครั้ง  และมักมีคำถามเกี่ยวกับหลักสูตรนี้ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งจะว่าไปแล้ว การจัดอบรมที่ผ่านมา เป็นทั้งรูปแบบไม่เป็นทางการ "จิตอาสา" หรือไม่ก็เป็นการอบรมที่เสริมหลักสูตรหลักขององค์กรที่เขาจัดหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง แล้วเชิญพวกเราไปเสริมทัพ   หรือไม่ก็เป็นหลักสูตรจัดเต็ม แต่ต่างคนต่างเขียนหลักสูตรของตนเองไป  โดยที่ผู้เขียนก็ไม่เคยได้เขียนหลักสูตรในเชิงบูรณาการร่วมกันระหว่างแนวทางการอบรมของผู้เขียนกับท่านอาจารย์ ดร. ยุวนุช เสียที    คราวนี้ ถูกร้องขอจากหน่วยงานเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งจะมีผู้เข้าร่วมอบรมประมาณ 50 คน โดยขอให้ออกแบบกิจกรรมและเขียนหลักการและเหตุผลในเชิงบูรณาการร่วมกัน ผู้เขียนจึงได้ทำตามคำขอ 

 

ทั้งที่ทราบว่าแนวทางการอบรมของท่านอาจารย์ ดร. ยุวนุชกับผู้เขียนเข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย (ไม่แน่ใจว่าอุปมาอุปไมยนี้ใช้ได้ไหม)  แต่พอเริ่มลงมือเขียน ก็ค่อนข้างเขินเล็กน้อย หน้าตาจะเป็นแบบนี้ค่ะ
                             
                         หลักสูตร Human KM by Enneagram
            (การจัดการความรู้ด้วยหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์โดยศาสตร์นพลักษณ์)

 

หลักการเหตุผล 
                                     “เครื่องมืออะไร ก็นำมาใช้พัฒนาคนไม่ได้
                           หากไม่เข้าถึงจิตถึงใจ และเปลี่ยนแปลงจากภายในตนเอง”
 
ในโลกปัจจุบันที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดุจกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ทฤษฎีไร้ระเบียบ (Chaos Theory) ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงแม้เพียงเล็กน้อย แต่ก็มีผลสะท้อนกลับฉับพลัน หากเราไม่ให้ความใส่ใจกับทุกชีวิตในองค์กรที่เปรียบเสมือนองคาพยพของร่างกายที่ต้องอาศัยอวัยวะทุกส่วน ในที่สุดแล้ว อาจก่อให้เกิดผลเสียหาย เช่น การสูญเสียบุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณค่า ขาดการถ่ายทอดความรู้และจัดการความรู้ภายในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ  ระบบงานที่ไม่มีมาตรฐาน การบริหารจัดการอย่างไม่มีทิศทาง  เป็นต้น  หรืออาจก่อให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่พึงประสงค์ เช่น   การทำงานเหมือนเครื่องจักรโดยคำนึงถึงเป้าหมายความสำเร็จโดยปราศจากความสุขในการทำงาน  การแข่งขันที่รุนแรงโดยปราศจากการแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน  การมุ่งหวังผลประโยชน์ตอบแทนมากกว่าการอยู่ร่วมอย่างเป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นต้น
                 
องค์กรที่จะอยู่ดีมีสุขต้องใส่ใจกับความเปลี่ยนแปลง มีความละเอียดอ่อน เฝ้าดูอย่างระมัดระวัง ปรับตัวให้ทันกับปัญหาที่ยากและซับซ้อนขึ้น องค์กรจึงต้องมุ่งสู่การเป็น องค์กรเรียนรู้ เพื่อใช้ความรู้ของทุกคนในลักษณะ  Collective Learning สู่การมี Collective Wisdom  โดยการเรียนรู้ไม่เพียงมุ่งเน้น ความรู้ ทั้งวิชาการและเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เมื่อองค์กรต้องการพลังของทุกคนในองค์กร ความสามารถในการบริหารจัดการมิติที่ลึกซึ้งของมนุษย์ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างกัน และความมีสติรู้สึกตัว เท่าทันต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน (Here and Now) ก็มีความสำคัญยิ่งยวด สถาบันการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) เรียกการจัดการความรู้ในแนวทางที่เห็นความสำคัญของมนุษย์นี้ว่า Human KM และมองว่าเป็นการจัดการความรู้ที่เป็นองค์รวม ซึ่งจะนำผลสำเร็จที่ยั่งยืนมาสู่องค์กร โดยในการจัดการความรู้ภายในของมนุษย์ สารัตถะคือการรู้แรงจูงใจที่ผลักดันให้มนุษย์มีพฤติกรรมในลักษณะต่าง ๆ เพื่อทำความเข้าใจสมาชิกในทีมงานขององค์กร และสร้างความรู้สึกร่วมของการเป็นหนึ่งเดียวซึ่งจะต้องมาจากการรับรู้ ยอมรับ และเคารพซึ่งกันและกัน โดย Enneagram (นพลักษณ์) เป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตัวตนเพื่อทำความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างแท้จริงถึงรากแห่งที่มาว่าทำไมแต่ละคนจึงมีโลกทัศน์แตกต่างกัน และการมองโลกที่แตกต่างกันนี้ย่อมทำให้เกิดวิธีการทำงานหลากหลายสไตล์ นำไปสู่องค์ความรู้ที่แตกต่างกันโดยสามารถนำมาบูรณาการร่วมกันได้อย่างงดงาม  
 
การปรับตัวขององค์กรเข้ากับการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงตัวตนของเราให้ได้ ที่เรียกว่า “Self Transformation” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนรูปจากดักแด้ไปเป็นผีเสื้อ คำถาม ต่อไปคือ “เราจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร” คำตอบที่เป็นแก่นแท้จริงคือว่า “รู้ตัวเมื่อไร เปลี่ยนแปลงได้เมื่อนั้น”
คำว่า “รู้ตัว” ในบริบทของการศึกษา Enneagram (นพลักษณ์) มีสองนัยยะหลัก ได้แก่
1. รู้ลักษณ์ ว่าตนเองมีบุคลิกภายใน คืออะไรที่เป็นแรงจูงใจ พลังขับเคลื่อนให้มีวิธีคิด เกิดความรู้สึกและการแสดงออกเช่นนั้น
2. รู้ตัว โดยมีสติระลึกรู้สภาวธรรมตรงตามจริง ตามคำกล่าวของหลวงพ่อปราโมทย์ที่ว่า
         “มีสติรู้กาย รู้ใจที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริงด้วยจิตตั้งมั่นและใจที่เป็นกลาง”
การรู้ตัวและการเปลี่ยนแปลงตนเองในระดับการพัฒนาที่สูงขึ้นเป็นสิ่งที่เกิดภายใน ผลที่วัดได้คือความสุขสงบภายใน และส่งผลต่อความเข้าใจในบุคคลอื่นที่มีลักษณ์เดียวกันหรือต่างลักษณ์กัน ทำให้เกิดความเมตตาและสันติสุขในการอยู่ร่วมกัน “การรู้เรา รู้เขา เข้าถึง จึงพัฒนา” ในบริบทของ Enneagram จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ศึกษารู้ว่าตนเองเป็นลักษณ์อะไร อะไรที่เรายึดติดและใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตระหว่างศูนย์ใจ ศูนย์สมอง และศูนย์ท้อง เพื่อที่จะได้ทำความเข้าใจลักษณ์ในศูนย์ของตนเอง และมองเห็นศูนย์และลักษณ์ของคนอื่นที่แตกต่างจากเรา และเกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกันในการนำมาพัฒนาตัวเองและทีมงานในองค์กร ซึ่งเป็นการพัฒนาแบบยั่งยืน

 

วัตถุประสงค์ 
1. เพื่อทำความเข้าใจบุคลิกภาพภายในของทีมงานและยอมรับความแตกต่างซึ่งกันและกัน
2. เพื่อเรียนรู้วิธีการสื่อสารตามสไตล์ของแต่ละลักษณ์และปรับตัวเข้าหากันเพื่อการทำงานเป็นทีมอย่างสร้างสรรค์
3. เพื่อค้นพบและดึงศักยภาพของแต่ละคนในทีมงานออกมาสนับสนุนส่งเสริมการจัดการความรู้ในองค์กรให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
 
กลุ่มเป้าหมาย 
หลักสูตรนี้เหมาะสมกับผู้บริหารทุกระดับที่ต้องบริหารงานหรือทำงานเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีความหลากหลายรูปแบบแตกต่างกัน รวมทั้งเหมาะสมกับบุคลากรที่ต้องทำงานเกี่ยวกับการสร้างทีมหรือทำงานร่วมกันเป็นทีมในโครงการ และในรูปของคณะกรรมการหรือคณะทำงานต่าง ๆ ซึ่งการที่รู้จักตัวตนและคนอื่น รวมถึงการเรียนรู้กระบวนการสื่อสารแบบแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันจะทำให้เกิดการยอมรับความแตกต่างและนำไปสู่การบูรณาการความแตกต่างนั้นได้อย่างสร้างสรรค์
 
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 
1. การค้นพบศักยภาพของตนเองและดึงมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กร
2. การยอมรับความแตกต่างของผู้อื่นเพื่อเกื้อกูลในการทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขและประสบผลสำเร็จ
3. การเรียนรู้วิธีการสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อนำไปใช้ในการจัดการความรู้ทีมงานอย่างสร้างสรรค์
4. รู้ "สุข" และ "ทุกข์" ของตน และทราบแนวทางแก้ไขที่ต้นเหตุ
5.  เข้าใจความเป็นผู้นำในแต่ละลักษณ์ ซึ่งสามารถหล่อเลี้ยงความสมดุลแห่งชีวิต

แรงบันดาลใจที่อยากประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับหลักสูตรนี้ เพราะคำพูดไม่กี่ประโยคของท่านอาจารย์ ดร. ยุวนุชที่เคยคุยกับผู้เขียนทำนองว่า "อยากเห็นคนทำงานมีความสุขในการทำงาน และเชื่อมั่นว่าหลักสูตรนี้จะช่วยพัฒนาจิตคนทำงานในองค์กรที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้"  เราช่วยกันตั้งชื่อกิจกรรมหนึ่งในหลักสูตรนี้ว่า "Human KM for Happy Workplace"

แม้ว่าท่านอาจารย์ ดร. ยุวนุช จะมีความสุข ณ ริมน้ำของท่านโดยไม่ต้องมาจัดอบรมหลักสูตรต่าง ๆ ก็ตาม แต่ท่านก็พูดให้ผู้เขียนฟังว่าเมื่อไรก็ตามที่ได้มาจัดอบรมลักษณะนี้ จะมีความสุขมากที่เห็นผู้เข้าร่วมอบรมได้ "ตระหนักรู้" ซึ่งไม่เหมือนการอบรมแบบอื่น ๆ อีกทั้งยังเป็นการขัดเกลาตัวเองไปด้วย  ส่วนผู้เขียนเองก็ได้เว้นว่างจากการทำงานเป็นนักกฎหมาย/นักวิชาการเสียบ้าง แม้จะต้องแบ่งภาคมาจัดอบรมแบบนี้ที่ดูเหมือนจะคนละขั้วโลก แต่ก็ทำให้หัวใจเบิกบานมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น  นั่นเพราะเราสองคนมีอุดมการณ์ที่อยากจะแบ่งปันสิ่งดี ๆ ที่เคยไปทำมาในที่ต่าง ๆ แล้วเห็นผู้เข้าร่วมอบรมมีความสุข เข้าใจตนเองและผู้อื่นมากขึ้น เราทั้งสองก็เลยปรารถนาว่าจะแบ่งช่วงเวลาส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตมาทำสิ่งนี้อย่างมืออาชีพโดยไม่ทำเป็นอาชีพ (หลัก) ค่ะ
                                
                               ด้วยความปรารถนาดีอย่างยิ่ง

สำหรับท่านใดสนใจรายละเอียดกิจกรรมหรืออยากหารือเกี่ยวกับหัวข้อหลักสูตรดังกล่าว  ติดต่อได้ที่ email  [email protected]

 

ขอบพระคุณภาพถ่ายส่วนใหญ่ในบันทึกนี้ จากฝีมือการถ่ายภาพโดยท่านอาจารย์ ดร.      ยุวนุชค่ะ