ผู้เขียนและคนข้างกายนั่งดื่มกาแฟยามเช้าด้วยกันที่ศาลามองดูกลางแม่น้ำป่าสักที่น้ำกำลังไหลละลิ่ว แต่น้ำที่อยู่บริเวณท่าน้ำที่ติดบ้านดูสงบ ไร้พิษภัย แตกต่างจากกลางสายน้ำมาก เราได้สุนทรียสนทนาถึงประเด็นต่างๆเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของชาวบ้านอยุธยายามน้ำหลากเมื่อสมัยที่เขายังเป็นเด็กและได้ใช้ชีวิตจริงๆ โดยที่ผู้เขียนเป็นฝ่ายถามเสียมากกว่า
เขาเล่าว่าสมัยเขาเป็นเด็ก ฤดูน้ำหลากคือเวลาที่รอคอย เด็กๆจะสนุกกับการได้เล่นน้ำ การใช้ชีวิตจะมีความแตกต่าง การเดินทาง อาหารการกิน งานบุญ งานรื่นเริงจะมีชีวิตชีวาสดชื่นกับสายน้ำ ชาวบ้านไม่ได้ถูกน้ำถาโถม รุกทำลายทั้งทรัพย์สินและชีวิตเหมือนน้ำท่วมสมัยนี้ ประเด็นใหญ่ๆที่เราคุยกันก็คือ
- วิถีชีวิตของคนยุคนี้ส่งผลกระทบต่อดินฟ้าอากาศ ผลของClimate Change ไม่ใช่เป็นเพียงคำขู่ มนุษย์ทั่วโลกได้ประจักษ์ถึงความถี่ และ ความรุนแรงจากภัยธรรมชาตินานาชนิด ทุกคนต้องช่วยกันเปลี่ยนวิธีที่เราปฏิบัติต่อโลก
- เมื่อโลกที่ถูกกระทำอย่างหยาบกร้าน ได้เกิดความป่วย แปรปรวนเช่นนี้ นอกจากเราจะต้องช่วยกันเยียวยา เรายังต้องปรับตัวเองให้อยู่ได้อย่างมีความเข้าใจธรรมชาติ เราไม่สามารถกลับไปมีชีวิตอยู่แบบคนยุคก่อนสมัยใหม่ได้ แต่ต้องหารหัสลับให้เจอ นั่นคือ ภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษเราใช้ในการดำรงชีวิต มีสติ มีปัญญา มีเมตตา มีความนอบน้อมต่อธรรมชาติ เรียนรู้ที่จะปรับตัวให้อยู่ได้อย่างเหมาะกับจังหวะของฤดูกาลที่แปรเปลี่ยน เข้าใจทั้งภูมิศาสตร์และระบบนิเวศของตน
ประเด็นหลังนี้แหละที่เขาบอกว่าเขายังจำได้และนำมาใช้กับการดำรงชีวิต เขาให้ความสำคัญมากถึงขนาดตั้งชื่อสิ่งที่เขาทำ ประกาศตัวว่าตนและทีมงานมีสถาบันตั้งเอง คือ “อยุธยาศึกษาเพื่อการออกแบบและพัฒนาเอกลักษณ์เมือง” โดย ศึกษา ค้นคว้า ปฏิบัติจริงให้ปรากฏไม่รอให้ใครมาสั่ง หรือ ทำตามคำสั่งใคร เขาบอกว่าเขาได้พบแล้วและพยายามฟื้นฟูปัญญาอันเป็นรหัสลับที่ทำให้กรุงศรีอยุธยารุ่งเรืองถึงขนาดเป็นราชอาณาจักรชื่อเสียงระบือไกล
ภูมิปัญญาที่เขาได้พอทันเห็นนี่แหละค่ะ ได้หล่อหลอมให้เขานำมาใช้ทำให้บ้านของเราซึ่งก็ไม่ได้รอดพ้นจากการถูกน้ำท่วม แต่เราสามารถอยู่ได้อย่างปลอดภัย จึงรู้สึกมีความสุขได้กับการเห็นน้ำมากมาย ความสุขนี้ไม่ใช่เพราะมีเงินที่จะสร้างบ้าน ที่จะจัดการกับน้ำท่วม
เราปลูกบ้านสองชั้น เคยโง่ เสียดายพื้นที่ด้านล่างจึงตกแต่งใช้งานเต็มที่ ถูกน้ำท่วมใหญ่มาสองครั้ง เราก็เลยฉลาดขึ้น ตัดสินใจว่าเราจะเลิกใช้ชั้นล่างแบบที่เคยใช้ แต่จะทำเป็นพื้นที่โปร่งๆพอใช้งานได้ยามปลอดน้ำ
ที่ท่าน้ำเราก็มีต้นไม้ที่น้ำท่วมไม่ตาย พวกสนุ่น มะเดื่อ มะกอกน้ำ กอไผ่ใหญ่ เพื่อคอยทอนหรือซับความรุนแรงของกระแสน้ำ และ คลื่น
ยามน้ำมากเพื่อนฝูงสามารถมาเยือนได้ พายเรือในบริเวณท่าน้ำปลอดภัย
แน่นอนค่ะความเสียหายที่เกิดกับผู้คนที่เราพบเห็นตอนนี้ น้ำท่วมเป็นภัยพิบัติอย่างยิ่ง และเราก็ได้เห็นภัยพิบัติเช่นนี้เกิดขึ้นทุกครั้ง ผู้คนโศกเศร้า สูญเสีย นี่หมายความว่าอย่างไร
ปัญหาทางโครงสร้างสังคมที่คนจนจะตกเป็นเหยื่อเสมอเมื่อเกิดความยากลำบากหรือภัยพิบัติทุกครั้ง การตัดไม้ทำลายป่าของนายทุนเป็นเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ปัญหาน้ำท่วมมีความรุนแรง
ความช่วยเหลือที่เห็นๆก็เป็นแค่การบรรเทาทุกข์ และระยะสั้นๆ รัฐยังไม่ได้ใช้ปัญญาเพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาวเลย ชาวบ้านได้ถูกการพัฒนาแบบผลักให้เร่งรีบ แข่งขัน มุ่งหาเงิน จนลืมวิถีการอยู่อย่างเกื้อกูลระหว่าง คนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ
แทบจะกล่าวได้ว่าเราสูญเสีย ความรู้-ปัญญาที่จะเข้าใจพื้นที่ที่เราทำมาหากินและดำรงชีวิต เป็นเหยื่อภัยธรรมชาติครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างจำยอม หรือจะสู้ก็จะเอาเทคโนโลยีมาสู้แบบอหังการ แต่เราก็ได้เห็นแล้วว่า ธรรมชาตินั้นมีอานุภาพยิ่งกว่าเทคโนโลยีนัก
คนข้างกายผู้เขียนได้ชี้ว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องสร้างความเข้าใจ-ปัญญาไม่ใช่ใช้แต่เงิน หากไม่มีทั้งเงินทั้งปัญญาก็จะทุกข์ซ้ำซาก พึ่งตนเองได้ยาก เราจึงต้องเริ่มที่ตนเองให้ได้ ซึ่งไม่เกินวิสัยที่จะทำได้ คือ
- ปรับกระบวนทัศน์ในการดำรงชีวิตที่อยู่กับธรรมชาติด้วยความนอบน้อม รู้จักมีชีวิตที่พอเพียงก็จะเบียดเบียนธรรมชาติน้อยลง เช่น แม้ข้าวราคาดี ก็ไม่บ้า ยุให้ปลูกข้าวปีละสามครั้งเพราะอยากได้เงิน
- ในการสร้างที่อยู่อาศัย เลือกสถาปัตยกรรมให้เหมาะกับทำเลว่าเป็น บ้านริมน้ำ ชายเขา กลางทุ่ง และให้อยู่อย่างเข้าใจภูมิศาสตร์ใช้ต้นไม้ ปรับพื้นดิน จะได้รู้จักรักษา ป้องกันตนเองได้ในระดับหนึ่ง เช่น อยู่ที่ริมน้ำ น้ำท่วมเรื่อยๆ ก็ต้องปลูกบ้านใต้ถุนสูง มีเรือไว้ใช้ อยู่ที่กลางทุ่งก็ต้องรู้จักปลูกต้นไม่ใหญ่ล้อมบริเวณบ้านกันลมพายุ สร้างโคก ทำคูระบายน้ำเป็นต้น
- การปรับปรุงพันธุ์พืชให้เหมาะสม หรือเลือกปลูกพืชที่เหมาะสมกับถิ่น
บันทึกลาลูแบร์ อัครราชทูตจากราชสำนักฝรั่งเศสเดินทางมาถึงราชอาณาจักรสยาม(กรุงศรีอยุธยา) ในช่วงแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ฯ ได้บันทึกสิ่งที่พบเห็นเป็นภาษาฝรั่งเศส มีผู้แปลความตอนหนึ่งว่า... “บรรดาที่ดินซึ่งน้ำท่วมนองอยู่นั้นเป็นเนื้อนาดีสำหรับปลูกข้าว และว่ากันว่ารวงข้าวนั้นย่อมหนีพ้นน้ำเสมอ ถ้าน้ำขึ้นสูงหนึ่งฟุตในระยะยี่สิบสี่ชั่วโมง รวงข้าวก็จะงอกขึ้นยาวหนึ่งฟุตในระยะยี่สิบสี่ชั่วโมงเหมือนกัน”
ดร.ขจิต ฝอยทอง ก็เคยคุยให้ฟังว่า กำลังมีการศึกษาวิจัยพืชที่น่าจะเหมาะกับ บางบาล อำเภอหนึ่งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่มักโดนน้ำท่วมก่อนใคร และท่วมมากทุกปี นักวิจัยเสนอว่าควรปลูกพืชทนน้ำ เช่น มะกอกน้ำ และคงต้องหาวิธีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เหมาะสมด้วย
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควรจะนำมาใช้เพื่อสนธิพลังกับภูมิปัญญาบรรพบุรุษ และอย่างน้อยก็จะเป็นโอกาสให้คนสมัยนี้ที่เคยชินแต่กับความรู้สมัยใหม่ จะได้ไม่หลงทาง อยู่อย่างมีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เกื้อกูลตน เกื้อกูลชุมชน-สังคม และเกื้อกูลธรรมชาติ
หากผู้คนไม่เปลี่ยนวิธีคิด ปรับวิธีการดำรงชีวิตอย่างรู้คุณธรรมชาติ ทุกคนก็ต้องร่วมรับทั้งผิดและชอบ ถือเป็น กรรมสาธารณะ ที่มาถึงตัวเราได้ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใด
ขอบคุณภาพสวยๆ และแนวคิดน่าสนใจคะ
แนวคิดการปลูกพืช ทนน้ำท่วม เป็นทางออกที่น่าจะทำได้โดยเร็ว
แต่ปลูกแล้ว จะเป็นพืชเศรษฐกิจ ดีกว่าปลูกข้าวหรือไม่คงต้องติดตามคะ
..น่าสนใจบันทึกลาลูแบร์ ว่าข้าวจะหนีพ้นน้ำเสมอ ใน 24 ชม..มีใครพิสูจน์ข้อเท็จจริงหรือไม่คะ
อ่ะ ... เจ้าแสบสามตัว น่ารักมากครับ พี่นุช ;)...
พี่นุชสุดสวาทบาดใจเจ้า
ชอบแนวคิดการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนอย่างที่คนข้างกายพี่กล่าวค่ะ
พท.ไหนที่ท่วมก็เห็นท่วมกันทุกๆปี ต้องหาวิธีแก้ถาวร
ส่งกำลังใจ ให้พี่น้องไทยเรา ได้ตระหนักถึงภูมิปัญญา มากกว่า ... ค่ะ :)
ขอบคุณค่ะ..นับเป็น กรรมสาธารณะ จริงๆๆ..ทุกวันนี้ ใครๆต่างพูดถึงเรื่องน้ำท่วม..คิดเลยกันไปถึงปีหน้า..ปีโน้น..ว่าเราอาจต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตเป็นชาวน้ำเสียแล้วอย่างถาวร ??..ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือนแพ..พาหนะประเภทเรือ..ตลาดน้ำ..ปลูกพืชไม้น้ำ..ฯลฯ..เตรียมคิดอ่านกันไว้เช่นนี้ นับว่ารอบคอบแล้วนะคะ..
เจริญพรคุณนายดอกเตอร์
เมื่อวันที่๑๖กันยายน ๒๕๕๔ ได้ไปเยี่ยมคนแก่สองตา-ยายบ้านถูกน้ำท่วมที่บ้านดอนม่วงอำเภอวังทอง พิษณุโลก หมู่บ้านนี้อยู่หลังวัดที่อาตมาจำพรรษา บ้านคุณยายน้ำท่วมถึงบันไดขั้นที่สาม
ก่อนไปบ้านคุณยายได้แวะไปนาโยมจำรัส เอี่ยมสำอาง ซึ่งเป็นไวยาวัจกรวัดศรีโสภณช่วงเดินทางกลับวัดโยมท่านได้คุยให้ฟังว่าเมื่อสามสิบปีสี่ปีที่แล้ว เคยทำนาในหนองในบึงที่มีความลึกของระดับน้ำเป็นวา(๒เมตร)กว่า แต่ข้าวไม่ตาย ที่ข้าวไม่ตายเพราะใช้ข้าวพันธุ์นาเมืองชื่อข้าวขึ้นน้ำนั่นเอง
ข้าวขึ้นน้ำมีความสามารถในการหนีน้ำได้ดีมากด้วยการยืดปล้องข้าวให้พ้นน้ำเมื่อน้ำท่วม ข้าวชนิดนี้จะใช้ได้เหมาะสมในพื้นที่นาลุ่มที่น้ำท่วมขังมากๆเท่านั้นจึงจะดี ถ้านำไปปลูกในนาดอนมีน้ำน้อย กลับไม่งอกงามเท่าที่ควร คือถ้าน้ำน้อยไปจะได้ผลผลิตต่ำหรือออกรวงได้ไม่เต็มที่
โยมบอกว่าข้าวขึ้นน้ำนั้นเวลาน้ำนองมากๆ แค่วันสองวันจะเห็นต้นข้าวหนีน้ำต้นยาวเหมือนผักบุ้งเลย ข้าวขึ้นน้ำนี้ถือเป็นข้าวหนัก มีอายุเก็บเกี่ยวหลังข้าวเบา ข้าวกลาง เกี่ยวข้าวกลางเสร็จแล้ว ข้าวขึ้นน้ำก็สุกเกี่ยวได้พอดี
ประสบการณ์ของตนเอง ตอนที่อาตมาทำนาที่บ้านห้วยน้อยอำเภอหนองบัวนครสวรรค์นั้น(๒๕๒๓-สามสิบกว่าปีที่แล้ว) เนื่องจากพื้นที่นาของอาตมาต่างระดับกัน ถึงสามระดับ ที่โคก-ที่ดอนมากก็ทำข้าวเบา ลาดต่ำลงมาก็ข้าวกลาง ในร่องน้ำลึกหรือในหนองน้ำ ก็ต้องใส่(ใช้)ข้าวขึ้นน้ำจึงจะได้กิน(ข้าวอื่นจมน้ำตายหมด)
คนบ้านอาตมา เรียกคนอยุธยาที่ทำนาว่า"ชาวนาทุ่ง" นาทุ่งตามความเข้าใจของชาวนาอย่างอาตมาก็คือพื้นดินที่นาที่เป็นทุ่งลาบเลียบเสมอกัน มองสุดลูกหูลูกตาโดยไม่เห็นต้นไม้หรือหัวปลวกเลยประมาณนั้น
พื้นดินเสอมกันอย่างอยุธยานั้น(อันนาใหญ่มากจริงๆ)อันนาคือ การแบ่งนาเป็นแปลงสี่เหลี่ยมที่กั้นแต่ละแปลงด้วยหัวคันนา โดยในแต่ละแปลงที่แบ่งแล้วนั้น คนบ้านฉันเรียกว่า "อัน" ที่อำเภอวังทองเรียกว่า "บิ้ง"
ชาวนาทุ่งนี้ทำข้าวหนัก กว่าจะได้เกี่ยวก็ประมาณเดือนยี่เดือนสาม(คือก่อนปี๒๕๒๒,๒๕๒๓ อาตมาบวช) เมื่อข้าวหนักยังไม่ได้เกี่ยว ชาวนาทุ่งก็ว่าง จึงไปรับจ้างเกี่ยวข้าว ในพื้นที่นาดอนที่ทำข้าวเบาที่ข้าวสุกก่อน หลังจากนาดอนเกี่ยวเสร็จแล้ว ก็เป็นเวลาที่ข้าวหนักในนาทุ่งสุกพอดี
ชาวบ้านนาดอนก็ตามไปรับจ้างเกี่ยวข้าวนาทุ่ง สลับกันอย่างนี้ จึงทำให้ชาวบ้านสองกลุ่ม ทั้งชาวนาดอนและชาวนาทุ่งรู้จักกันมีความสัมพันธ์กันในทางที่ดีไว้วางใจกันและกัน ความสัมพันธ์นี้ทำให้เกิดความเชื่อใจกันผ่านคนที่จัดหาแรงงาน(แขกเกี่ยวข้าว)
ผู้จัดหาแขกเกี่ยวข้าวคนใด ที่ได้แรงงานดี(เกี่ยวข้าวดี ไม่ตัดคอรวงข้าว เกี่ยวข้าวเสมอ) ก็มักจะเป็นที่ต้องการของเจ้าของนาโดยไว้ใจให้หาแรงงาน อย่างนี้ถือว่าเจ้าของนาสบายใจหน่อย
สมัยลาลูแบร์ไม่ทราบว่าชาวอยุธยาใช้ข้าวพันธ์อะไร แต่บันทึกนี้ทำให้อาตมานึกถึงข้าวขึ้นน้ำทันทีเลย
ในปัจจุบันโยมไวยาวัจกรท่านบอกว่าหาไม่ได้แล้วข้าวขึ้นน้ำ ที่ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลกก็ไม่มีข้าวพันธ์นี้

ภาพ : เมื่อ๑๖กันยายน ๒๕๕๔ เจ้าของนา(จำรัส เอี่ยมสำอาง)ที่ปีนี้ทำข้าวหอมมะลิ๓๐ กว่าไร่ วันก่อนข้าวยังไม่ถูกน้ำท่วมหมด แต่วันนี้ทราบว่าข้าวจมน้ำเน่าหมดแล้ว เจ้าของนาที่ประสบอุทกภัย ต้องไปถ่ายรูปในแปลงนาตัวเองที่ถูกน้ำท่วมและนำภาพนี้ไปส่งที่เกษตรอำเภอ เพื่อขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล รัฐท่านช่วยชาวนาไร่ละ๒,๐๐๐ บาท(รัฐบาลประเมินต้นทุนการผลิตต่อไร่ ไร่ละ๔,๐๐๐ บาท)
ขอเอาใจช่วยให้อาจารย์และชาวอยุธยาข้ามผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ไปได้ด้วยดีนะครับ
เป็นห่วง....รักษาสุขภาพด้วยครับ
ขอบคุณค่ะคุณหมอCMUpal ที่มาร่วมให้กำลังใจ ให้ความเห็นและคำถามต่อปัญญาไปได้อีก เพราะมีคำถาม จึงต้องมีการเสาะหาคำตอบ ได้ถามคนข้างกายเรื่องพันธุ์ข้าวที่ยืดตัวหนีพ้นน้ำ กำลังว่าจะนำมาตอบ พอดีได้รับเมตตาจากท่าน พระมหาแล อาสโย ขำสุข มาช่วยแบ่งปันประสบการณ์จริง อ่านจุใจ อิ่มกับจินตนาการที่ได้นึกตามค่ะ
คนข้างกายก็ไม่ได้บอกชื่อพันธุ์ข้าว แต่ก็ชี้ให้เห็นว่า พันธุ์ข้าวสมัยนี้ที่ปลูกกันทั่วไปกับสมัยก่อนแตกต่างกันมาก พวกข้าวพันธุ์พื้นเมืองจะมีการปรับตัวได้ดี ทนทานและเกษตรกรไทยนั้นเก่งเรื่องการปรับปรุงพันธุ์พืชเป็นที่เลื่องลือ
ชาวอยุธยาสมัยก่อนจะทำนาปี คือทำนาปีละครั้ง ปลายเมษายนก็จะเริ่มหว่านข้าว น้ำมักจะหลากราวๆปลายปี ถึงเวลานั้นข้าวจะเจริญเติบโตแข็งแรง พอที่จะยืดตัวทนน้ำได้ หากน้ำหลากมาเร็วข้าวยังไม่ทันแข็งแรงก็น้ำท่วมตายเหมือนกัน เรียกว่า นาล่ม ค่ะ เวลาที่เขาจะเกี่ยวข้าก็คือราวธันวาคม
คนสมัยนี้แทบจะไม่รู้จักการทำนาปีนะคะ ต้นข้าวนาปีที่ยืดตัวนี้เขาจะเรียกว่า ซังข้าว มีความยาวและความเหนียวขนาดที่เอามารวมกันแล้วฟั่นเพื่อใช้แทนเชือก เรียกว่า คะเน็ดใช้ในการมัดฟ่อนข้าว
เอาไปเลี้ยงสักตัวไหมล่ะคะอาจารย์Wasawat Deemarnจะได้เป็นน้องหมาดอย ไม่ใช่น้องหมาน้ำ^____^ ตอนน้ำยังไม่สูงมากหากเจ้าแสบสามตัวได้ยินเสียงคนหน้าบ้านจะวิ่งตะลุยน้ำครึกโครมไปทีเดียวค่ะ ขำๆ น่ารักดีเหมือนกัน
น้องปูจ๋าPoo พี่ก็คิดว่าเราต้องใช้สติและปัญญาที่เรียกว่า wisdom ให้มากๆ เพราะประเทศเราไม่ได้ร่ำรวยมาก ยิ่งเงินน้อย ต้องใช้ปัญญามากๆจึงจะอยู่ได้อย่างมีความสุขแบบยั่งยืนนะคะ
ขอบพระคุณค่ะพี่ใหญ่นาง นงนาท สนธิสุวรรณ เราคงต้องปรับวิธีคิด วิธีการดำรงชีวิตแน่นอนนะคะ ตอนนี้ก็ต้องช่วยบรรเทาทุกข์กันไปก่อน พี่ใหญ่คงได้เดินทางมาก รักษาสุขภาพด้วยค่ะ
นมัสการพระคุณเจ้าพระมหาแล อาสโย ขำสุขค่ะ กราบขอบพระคุณในประสบการณ์เรื่องราวที่ท่านเมตตาอธิบาย ได้ความรู้ ได้จินตนาการตามเป็นความงดงามของการใช้ชีวิตที่ผูกพันกับการทำนาซึ่งโยมไม่เคยได้เห็นค่ะ
คุณแม่ของสามีโยมท่านก็เคยเป็นคนจัดการหาแรงงานและดูแล "แขกเกี่ยวข้าว" ได้อ่านจากเรื่องของท่านแล้วไปคุยกับเขา จึงได้ความรู้นี้อีกประการว่าการลงแขกนั้นต้องมีคนจัดการ เมื่อก่อนนึกว่าพร้อมใจกันไปช่วย
ท่านเล่าได้ละเอียดและเนื้อหามีคุณค่าอย่างยิ่งค่ะ
ขอบคุณค่ะคุณอักขณิช สวดมนต์ให้ผู้ทุกข์ยากทุกคนค่ะซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยากคนจนอยู่แล้ว ยิ่งลำบากหนักหนาขึ้นอีกกับน้ำท่วมขัง กว่าจะฟื้นตัวได้คงใช้เวลายาวนาน
สวัสดีค่ะ อ.คุณนายดอกเตอร์
มีคุณค่า เห็นด้วยมาก ๆ ค่ะ
พยายามนำมาใช้ทั้งในชีวิตตนเอง และการทำงาน
ขอให้อาจารย์ใจสบายไปตลอดนะคะ
บ้านหนองคายก็ท่วมนิดหน่อย เวลาระบายไม่ทัน
ทำใจให้ชิน ก็พออยู่สบายไปได้ค่ะ
ขอบคุณ ท่านพระมหาแล และ อาจารย์ เป็นอย่างสูงที่กรุณาไขข้อข้องใจ..อ่านจุใจเช่นกันคะ
การพัฒนาพันธ์ข้าวพื้นเมือง โดยคงความทรหดตอนน้ำท่วม และเพิ่มความทนน้ำน้อยด้วย เป็นพันธ์สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก คงดีไม่น้อย
..คิดเรื่อยเปื่อยนะคะ
...อยุธยา..เมืองเก่าของเรา..มาแต่ก่อน..ตอนโน้น..ถูกพม่ารุกราน...ตอนนี้..ไม่ใช่แต่น้ำที่รุกรานเรา..นะเจ้าคะ...ยายธีเห็นโรงงานเต็มทุ่งนาไปหมด..โผล่อยู่ทั่วไป..ปัญหาที่จะตามมา..คิอน้ำเสีย...บรรดาสารพิษประเภทต่างๆที่ชาวบ้านธรรมดาๆกว่าจะรู้ก็จะสายเกินแก้..โรงงานเหล่านั้นตั้งขึ้นมาโดยความหละหลวมของผู้รักษากฏหมายจึงจะเป็นปัญหาที่แก้ยากอีกปมหนึ่งของบ้านเรา..คือการคอรัป..ประทาน..ที่แสนสุภาพบ้านเรา...เป็นห่วง..นะเจ้าคะ...รักษาสุขภาพเช่นกันนะเจ้าคะ..ยายธีถึงเมืองไทยจะโทรหาเจ้าค่ะ...สวัสดีค่ะ....ยายธี
พยายามคิดตามเพื่อปรับตัวเตรียมรับน้ำท่วมนะคะคุณนุช เช่น ซื้อเรือไว้ใช้ (พูดจริงค่ะ) เพราะเพิ่งสร้างบ้าน ทำบ้านใต้ถุนสูงไม่ทันซะแล้ว ถ้าย้อนไปได้จะสร้างบ้านใต้ถุนสูงจริงๆ เพราะน้ำท่วมทั้งประเทศไม่น่าจะไกลเกินคิด
หนังสือ "เมือโลกเอาคืน" ว่าด้วยเรื่องมนุษย์เบียดเบียนโลกจนบอบช้ำ บอกไว้ว่า ถึงเราจะพร้อมใจกันหยุดเบียดเบียนโลกทันทีในวันนี้ ก็ไม่ทันการ อย่างไรเสียเราก็ต้องรับชะตากรรมที่ทำเอาไว้กับโลก (เหมือนมองโลกในแง่ร้ายมาก??)
ข่าวคู่ขนาน คือ ข่าวน้ำท่วมครึ่งประเทศ กับ ข่าวบุกรุกป่าสงวน ล่าสุด ป่าฮาลา บาลา ผืนป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ที่สุด ตอนนี้ไม่รอดแล้วค่ะ (เป็นอุบายของการทำข่าวที่หวังว่าจะได้ผล!!!)
น่าจะต้องยอมทำใจว่าเป็น "กรรมสาธารณะ" โดยแท้
ถึงอย่างไร เราก็ต้องปรับตัวจนได้ แม้จะสายไปสักนิด
คุณนุชคงสุขสบายดีนะคะ (อนุมานจากบันทึกนี้ค่ะ)
สวัสดีค่ะ
มาติดตามข่าวและให้กำลังใจจากภัยน้ำท่วม ได้อ่านแนวคิดที่ดีมากๆ 'ภูมิปัญญากับการแก้ปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วม' แต่ตัวเองคิดไปถึงการสร้างบ้านที่ลอยน้ำได้ เช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์และญี่ปุ่น ซึ่งไม่นับประเทศที่มีชุมชนเรือและเรือนแพนะคะ บ้านลอยน้ำเมื่อน้ำลดก็สามารถตั้งอยู่บนพื้นดินได้ ถ้าน้ำท่วมก็สามารถลอยในน้ำได้ หลังไม่ใหญ่มากนักแต่คงต้องเตรียมระบบสุขาภิบาลรองรับด้วย เมืองไทยเคยอ่านผ่านๆตามีบริษัทที่พัฒนาวัสดุลอยน้ำที่ใช้เป็นฐานของบ้านได้แล้วแต่ความแข็งแรงคงทนก็ต้องตรวจสอบดู และน่าจะมีการศึกษาวิจัย ในเชิงลึก เพื่อพัฒนารูปแบบบ้านให้เหมาะกับสภาพภูมิประเทศที่กำลังจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆนะคะ...
สวัสดีค่ะคุณหมอทพญ.ธิรัมภา ดีใจที่เขียนเรื่องนี้ ได้รับทั้งความรู้ที่มาต่อเติม และแนวร่วมที่จะเดินไปบนเส้นทางแห่งปัญญาในการใช้ชีวิตด้วยกันค่ะ
เมื่อเราเข้าใจว่าอะไร เป็นอะไร สิ่งที่เกิดขึ้นเราก็เห็นว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง ทำให้ไม่ทุกข์ระทม
ขอบคุณในคำอวยพรค่ะ
ขอบคุณอาจารย์วิรัตน์ คำศรีจันทร์ในคำชมข้อเขียนนี้ค่ะ
ตอนฟังแนวคิดจากคนข้างกายก็รู้สึกว่าไม่เคยได้ยินได้ฟังแนวคิดที่ชัดเจนอย่างนี้มาก่อนในการจัดการกับปัญหาน้ำท่วม เขาพูดเสมอว่า สมัยก่อน น้ำหลาก เป็นฤดูกาล เป็นสิ่งที่คุณค่าต่อการดำรงชีวิตของคนทำนาเพราะน้ำหลากพาสารอาหารมากมายมาให้ต้นข้าว คนที่ไม่ได้ทำนาก็ยังรู้จักปรับตัวให้มีความสุขได้ แต่คนสมัยนี้ น้ำที่มามากกลายเป็น อุทกภัย เสมอ คนสมัยนี้ชอบพูดปาวๆตามๆกันว่าต้อง เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ทว่าไม่เห็นทำอะไรได้จริง วิกฤตก็ยังคงเป็นวิกฤตซ้ำซาก มิหนำซ้ำสื่อเองก็มักรายงานข่าวแบบน้ำตาท่วมจอ ไม่ค่อยนำเสนอตัวอย่างดีๆที่คนพื้นที่เขาอยู่ได้เพราะเขาเข้าใจภูมิศาสตร์ของตนเอง คนส่วนใหญ่เลยทดท้อ หดหู่ ไม่เกิดแรงบันดาลใจที่จะลุกขึ้นมาแก้ปัญหาในพื้นที่ตัวเอง
นุชคิดว่าจะต้องขอเรียนเชิญอาจารย์มาอยุธยาสักครั้ง อยากให้คนที่คิดอะไร ทำอะไรคล้ายกันโดยมีศิลปะเป็นจุดร่วมได้พบได้พูดคุยกันอย่างออกรสและเป็นการเติมพลังแก่กันด้วย บ้านอาจารย์ที่เชียงใหม่เราก็คงจะมีโอกาสได้ไปเยือนไปเยี่ยมอาจารย์เช่นกันค่ะ เพราะเขาก็จะมีงานที่ต้องขึ้นไป แบบไปๆมาๆ
อยากชมบ้าน สวนน้ำ-สระบัวและกิจกรรมงานศิลปะที่อาจารย์จะทำมากเลยค่ะ