ความโชคดี อยู่ที่การตัดสินใจไม่รับ และไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่โต ที่ผลการเสนอชื่อแสดงความพ่ายแพ้ หรือไม่ถือเป็นความพ่ายแพ้ เพราะผมไม่คิดต่อสู้กับใครทั้งสิ้น หรืออาจเรียกว่า ได้ตั้งเข็มชีวิตเป็น “ผู้แพ้” มาตลอด


          สมัยเป็นนิสิตจุฬา ผมติดนวนิยายที่แต่งโดยดอกไม้สด จำได้ว่าเรื่องหนึ่งคือ “ชัยชนะของหลวงนฤบาล”   เนื้อเรื่องเป็นอย่างไรจำไม่ได้เสียแล้ว   จำได้แต่ว่าเป็นชัยชนะและความพ่ายแพ้ในมิติชนะใจสาวหรือชนะใจหนุ่ม   ซึ่งไม่ใช่ประเด็นในที่นี่  

 

          ในที่นี้เรากำลังคุยกันเรื่องการทำงานรับใช้สังคม (public service) ที่มีการแข่งขันคัดเลือกตัวบุคคลทำหน้าที่บริหารในมหาวิทยาลัย ที่ผมเคยทำงาน   และผมเป็นผู้แพ้   เป็นความพ่ายแพ้ที่เจ็บปวด  เพราะคิดว่าได้ทุ่มเททำงานในหน้าที่คณบดีคณะแพทยศาสตร์อย่างเต็มที่ และได้ผลดี   มีการวางรากฐานระยะยาวให้แก่คณะไว้อย่างดีมาก เป็นที่เลื่องลือในประเทศ

 

          แต่เมื่อผมจะครบวาระ ๔ ปี มีการดำเนินการสรรหาคณบดี   มีการให้หน่วยงานต่างๆ เสนอชื่อมา ๓ ชื่อ  เมื่อนับความถี่ ชื่อผมเป็นอันดับที่ ๓  แสดงว่าคนในคณะฯ ต้องการเปลี่ยนตัวคณบดี   เพราะมีกระแสเบื่อผม ที่มุ่งสร้างความเจริญแก่คณะด้านต่างๆมากเกินไป   โดยคำนึงถึงความรู้สึกของคนน้อยไป   ทำนองว่าเน้นมุ่งงาน ด้อยด้านมุ่งคน

 

          ผมยังจำความเครียดและความเจ็บปวดในปี ๒๕๓๒ นั้นได้ดีมาจนบัดนี้ ผ่านมา ๒๒ ปีก็ยังแจ่มชัดในใจ

 

          ผมโชคดีมากที่ตัดสินใจถูกต่อสถานการณ์นั้น   โดยที่ในที่สุดคนที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นอันดับ ๑ และ ๒ ไม่รับ  เหล่าคณะ “ผู้ก่อการ” จึงมาหาผม มาขอโทษ และบอกว่าอย่าคิดอะไรมาก ไม่มีใครเกลียดผมหรอก ขอให้รับเป็นคณบดีต่อเป็นวาระที่ ๒ เถิด

 

          กัลยาณมิตรคนหนึ่งคือ ศ. นพ. วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ มาบอกผมไว้ก่อนแล้วว่า ท่านที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นอันดับ ๑ และ ๒ ไม่รับ   และเขาจะมาขอให้ผมรับ  อ. หมอวีระศักดิ์แนะนำว่าไม่ควรรับ  เพราะจะทำงานยากมาก   ผมไตร่ตรองแล้วก็เห็นจริง   จึงตอบคณะกรรมการสรรหาว่าผมไม่รับ   และบอกทุกคนว่าผมทำใจได้แล้ว  ขอให้ร่วมกับคณบดีท่านใหม่ในการทำงานพัฒนาคณะต่อไป   โดยผมก็จะช่วยด้วยในฐานะอาจารย์ธรรมดา

 

          ความโชคดี อยู่ที่การตัดสินใจไม่รับ และไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่โต ที่ผลการเสนอชื่อแสดงความพ่ายแพ้  หรือไม่ถือเป็นความพ่ายแพ้   เพราะผมไม่คิดต่อสู้กับใครทั้งสิ้น  หรืออาจเรียกว่า ได้ตั้งเข็มชีวิตเป็น “ผู้แพ้” มาตลอด

 

          เรื่องนี้ผมทำใจไม่ยาก เพราะยึดถือมาตลอดชีวิตว่าการทำงาน ไม่ว่าในหน้าที่ใดถือเป็นการรับใช้บ้านเมือง รับใช้สังคม เป็นหลัก   ความเจริญก้าวหน้าของตนเองเป็นเรื่องรอง   และในทุกตำแหน่งผมไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง   การรับตำแหน่งบริหารถือเป็นการสวมหัวโขน หรือสวมมงกุฎหนาม ที่เจ็บปวดทิ่มแทงจากสารพันปัญหา   การปลอดตำแหน่งบริหารถือเป็นโอกาสมีชีวิตที่เบาสบาย และมีเวลาสนุกสนานกับงานวิชาการที่ผมรัก

 

          ย้อนกลับไปในปี ๒๕๓๒ ผมเชื่อว่าหากผมรับเป็นคณบดีอีกวาระหนึ่ง   ชีวิตของผมคงจะเดินไปคนละทางกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน   คือสู้ชีวิตแบบในปัจจุบันไม่ได้  

 

          ความพ่ายแพ้เป็นระยะๆ ในชีวิต อาจเป็นเส้นทางสู่ชัยชนะยิ่งใหญ่ในระยะยาวก็ได้

 

          Win the war ยิ่งใหญ่กว่า win the battle

 

 

วิจารณ์ พานิช
๓๑ ส.ค. ๕๔