การฝึกปฏิบัติการการเขียนในเชิงกลุ่มหรือสังคมนั้น ผมยึดกระบวนการสำคัญคือ “จับประเด็น ผูกเรื่องราว เล่าสู่กันฟัง ประสานพลังเป็นหนึ่งเดียว” ซึงเป็นกระบวนการปรับประยุกต์มาจากหลักคิดการเขียน “เรื่องเล่าเร้าพลัง” ของสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)

เมื่อต้องรับผิดชอบกระบวนการฝึกทักษะการเขียน ทั้งการเขียนเพื่อการสื่อสาร และการเขียนเพื่อจัดการความรู้  ผมไม่เคยละเลยที่จะสำรวจพื้นฐานเกี่ยวกับการเขียนของผู้เข้าร่วมกระบวนการก่อนเสมอ  เพราะผมตระหนักเสมอว่า “การเขียน” เป็นเรื่องที่ต้องใช้พลังภายในค่อนข้างสูง  ใช้เวลาบ่มเพาะ และฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง 

ยิ่งมีเวลาจำกัดเพียงไม่กี่ชั่วโมง  ยิ่งต้องรอบคอบและชัดเจนว่าจะสร้างสรรค์กระบวนการใดดี เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกระบวนการ “มั่นใจ” ที่จะ "เขียน" และ "มั่นใจ" ที่จะ “สื่อสาร” 

ด้วยเหตุนี้หากรู้ว่าผู้เข้าร่วมกระบวนการยังเป็น “มือใหม่”  เกี่ยวกับการเขียน  ผมยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ  ระมัดระวังไม่ให้ผู้เข้าร่วมกระบวนการอึดอัด  เหนื่อยหนัก และมองว่าเรื่องการเขียนเป็นเรื่องยาก จนออกอาการเบื่อหน่าย  - 

ฉะนี้แล้ว  ผมจึงพยายามปลุกเร้าหลากวิธี  ค่อยเป็นค่อยไป  บ้างกระทุ้ง, บ้างกระแทก , บ้างสะกิด, บ้างเปิดคลิปต่างๆ ให้ดู, ชวนพูดชวนจา, แจกหนังสือและของรางวัล  หรือไม่ก็ยั่วหยอกให้เพลิดเพลินหลงเข้ามาสู่อำนาจของการเขียน  ซึ่งเราๆ ท่านๆ ก็รู้จักมักคุ้นแบบเป็นกันเองง่ายๆ ว่า “นวด” หรือ “เล้าโลม” นั่นเอง

 

Large_dsc_0163

 

ครับ, บางทีจึงสูญเสียเวลาไปมากโขกับการ “นวดและเล้าโลม”  แต่ทุกครั้งการลงทุนเช่นนั้นก็มักไม่เคยสูญเปล่า  เพราะในทุกๆ เวทีมักจะมีใครบางคนเปลี่ยนแปลงเสมอ อย่างน้อยก็มีคนกล้าคิด กล้าเขียนและกล้าสื่อสารมากขึ้น 

และที่สำคัญเมื่อกระบวนการ “นวดและเล้าโลม” เสร็จสิ้นลง  ผมก็จะรุกคืบเข้าสู่ผู้เข้าร่วมกระบวนการด้วยการฝึกการเขียนเชิง "ปัจเจกบุคคล" โดยทันที จากนั้นก็พลิกเข้าสู่การฝึกเขียนใน "เชิงกลุ่ม หรือสังคม" 

การฝึกปฏิบัติการการเขียนในเชิงปัจเจกนั้น  ผมได้สะท้อนไว้ในบันทึกที่ผ่านมา  มุ่งให้เกิดกระบวนการกล้าคิด >กล้าเขียน > และกล้าสื่อสารเรื่องราวจาก “โลกส่วนตัว” ออกมาสู่คนรอบข้าง  เพื่อยึดโยงไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ซึ่งวิธีการที่ว่านั้นถือเป็นการทะลายกำแพงความกลัวที่มีต่อการเขียน ผ่านกิจกรรมของการ “ทบทวนชีวิต”  ไปพร้อมๆ กัน 

ส่วนการฝึกปฏิบัติการการเขียนในเชิงกลุ่มหรือสังคมนั้น  ผมยึดกระบวนการสำคัญคือ “จับประเด็น > ผูกเรื่องราว >  เล่าสู่กันฟัง > ประสานพลังเป็นหนึ่งเดียว”   ซึงเป็นกระบวนการปรับประยุกต์มาจากหลักคิดการเขียน “เรื่องเล่าเร้าพลัง” ของสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)

 

Large_dsc_0150

 

จับประเด็น  

 

ล่าสุดในกิจกรรมการฝึกการเขียนเรื่องเล่าของชาวหอพักนั้น  ผมกำหนดประเด็นหลัก (โจทย์) หรือชื่อเรื่องให้แต่ละกลุ่มได้ร่วมฝึกปฏิบัติการการเขียนร่วมกันว่า “หอใน”  โดยกำหนดเงื่อนไขง่ายๆ  คือให้แต่ละกลุ่มช่วยกันเขียนเรื่องราวแบบร้อยเรียงต่อๆ กันไปคนละไม่เกิน 1 นาที  เมื่อคนแรกเขียนจบ  ให้คนถัดไปขยับเข้ามาเขียนเรื่องราวแบบร้อยเรียงให้สัมพันธ์กับเนื้อหาที่คนแรกได้เขียนทิ้งไว้  และให้ทำเช่นนั้นไปจนครบทุกคน  ซึ่งกระบวนการที่ว่านั้นจะไม่อนุญาตให้ถามทัก หรือปรึกษากันโดยเด็ดขาด 

กระบวนการแรกนี้  ผมไม่ได้บอกแบบชัดแจ้งว่าให้ “จับประเด็น” หรือเฝ้ามองเรื่องราว  หรือแม้แต่การสังเกตพฤติกรรมของเพื่อนที่กำลังเขียนเรื่องราวอยู่  เพราะผมต้องการประเมิน "พฤติกรรมการเรียนรู้" ของแต่ละคนว่ามีกระบวนยุทธในการ "เตรียมตัว" ที่จะเขียนและร้อยเรียง (เชื่อมต่อ) กับเรื่องที่เพื่อนเขียนอย่างไร  เพราะหากคนถัดไปไม่สนใจใยดีต่อเรื่องที่เพื่อนกำลังเขียนอยู่นั้น  เมื่อถึงคิวตัวเองต้องเขียนบ้าง  ก็คงยากยิ่งที่จะเชื่อมต่อ หรือร้อยเรียงเรื่องนั้นๆ ได้...

ด้วยเหตุนี้  กระบวนการดังกล่าว  จึงฝากแฝงให้ผู้เข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง  สนใจต่อสิ่งรอบกาย  เรียนรู้ที่จะพยากรณ์ หรือจินตนาการเรื่องราวให้ยึดโยงกัน  รวมถึงการให้ความสำคัญต่อภารกิจเพื่อมิให้กระทบต่อคนอื่นไปในตัว

 

 Large_dsc_0166

 

ผูกเรื่องราว

 

เมื่อคนแรกเขียนเรื่องราวเสร็จสิ้นลง  คนถัดไปจะก้าวเข้าไปเขียนเรื่องราวเชื่อมต่อกัน ..ซึ่งคนถัดมาต้องใช้ “ทุน” ที่เกิดจาการเฝ้ามอง สังเกต เก็บประเด็นจากคนก่อนอย่างไม่ต้องสงสัย  เพราะหากละเลยและเพิกเฉยย่อมไม่สามารถเขียนเรื่องออกมาได้ 

กระบวนการที่ว่านี้  เป็นกระบวนการที่ดูเหมือนบังคับอยู่มาก  หากแต่เป็นการฝึกให้เกิดการเชื่อมร้อยเรื่องราวผ่าน “ทุนเดิม” อันหมายถึงเรื่องราวที่คนก่อนได้มอบไว้ให้  ขณะเดียวกันก็เปิดกว้างไว้ชัดเจนว่าตอนจบของเรื่องนั้นๆ จะไม่ตายตัวเสมอไป  เพราะไม่อาจรู้ได้เลยว่าแต่ละคนจะนำพาเรื่องราวไปในมุมใด  ดังนั้นแต่ละคนจึงต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด  ใช้ “ทุนในตัวเอง” ผูกเป็นเรื่องราวและดำเนินเรื่องนั้นๆ ไปตามวิถีแห่งจินตนาการของตัวเองอย่างเต็มกำลัง  ส่วนจะคิดเผื่อคนถัดมาหรือไม่  ตรงนั้นก็ขึ้นอยู่กับทักษะ ประสบการณ์ และเชาว์ปัญญาของแต่ละคน

 

 Large_dsc_0154

 

 

เล่าสู่กันฟัง

 

เมื่อเขียนกันได้ครบทุกคน  หากมีเวลาเหลือ  ผมจะวกกลับมาให้คนแรกเขียนเพิ่มเติม และสลับให้คนอื่นขยับเข้าไปเขียนต่อภายใต้เวลาที่เหลืออยู่ 

แต่เมื่อทุกอย่างยุติลง  ผมจะเปิดโอกาสให้แต่ละคนได้เล่าให้เพื่อนในกลุ่มฟังว่า “ทำไมถึงเขียนออกมาแบบนั้น ..ขณะที่เพื่อนๆ กำลังเขียนอยู่นั้น แต่ละคนมีวิธีเรียนรู้และเตรียมการที่จะเขียนต่ออย่างไร  และคิดที่จะจบประเด็นตัวเองอย่างไร  คิดเผื่อคนถัดไปอย่างไรบ้าง...” 

กระบวนการที่ว่านี้เป็นการสร้างพื้นที่ให้แต่ละคนได้ “แลกเปลี่ยนเรียนรู้” ร่วมกัน  เป็นกิจกรรมละลายพฤติกรรมและสร้างความสัมพันธ์ของผู้คนไปในตัว  ซึ่งเท่าที่เคยใช้มาก็สนุกสนาน เฮฮา ขำขัน ไหลเลื่อนแทบทั้งสิ้น 

ซึ่งในทำนองเดียวกัน ก็ฝากแฝงให้คนเราได้เรียนรู้ที่จะให้โอกาสต่อคนรอบข้างได้ “อธิบาย”  เรื่องราวของเขาให้เราฟัง  เป็นการเชื่อมโยงจิตใจของผู้คนสู่การเรียนรู้ความเป็นทีมไปในตัวแบบเนียนๆ ...เพราะในทุกเรื่องผมเชื่อว่าบริบทต่างๆ จะมีอิทธิพลต่อการสะท้อนผลออกมาเสมอ  ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรับฟังเรื่องราวของคนอื่นด้วยว่าวินาทีนั้น “เขาเห็นอะไร คิดอย่างไร และทำไมถึงสะท้อนออกมาในทำนองนั้น”

 

Large_dsc_0194

 

ประสานพลังเป็นหนึ่งเดียว

 

ภายหลังแต่ละคนได้อธิบาย หรือบอกเล่าที่มาที่ไปของเรื่องราวที่ตัวเองเขียนขึ้นเสร็จสิ้นแล้ว  ผมก็จะเชิญชวนให้ทุกคนได้ทำกระบวนการอย่างเป็นหนึ่งเดียวร่วมกัน 

กระบวนการที่ว่านั้นก็คือการเปิดพื้นที่ให้ทุกคนในกลุ่มได้ช่วยกันปรับแต่งเรื่องราวจากทุกบรรทัดเป็น “เรื่องเดียวกัน”  มีอะไรขาดเหลือก็เสริมเติมเต็มกันอีกรอบ  ใครจะประดับประดาให้กระดาษแห่งเรื่องราวดูมีสีสันอย่างไรก็ทำได้เต็มที่  และให้เฟ้นหาคนนำเสนอเรื่องราวของกลุ่มไว้หนึ่งคน  เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้นำสารของกลุ่มสู่สาธารณะ 

กระบวนการที่ว่านี้  ผมจะไม่บอกว่าควรต้องทำอย่างไร บริหารจัดการกันอย่างไร  แต่จะเฝ้าสังเกตอยู่ใกล้ๆ ว่าในกลุ่มนั้นๆ  มีระบบการบริหารจัดการอย่างไร  ... 

สิ่งเหล่านี้ผมถือว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ทักษะการคิด การเขียน การสื่อสารที่ง่ายงาม สนุก ได้สาระ ได้กระบวนยุทธทั้งในเชิงปัจเจกและกลุ่มที่ดี  มีสถานการณ์เฉพาะกิจให้แต่ละคนได้แก้ปัญหา  มีพื้นที่ให้แต่ละคนได้อธิบายและบอกเล่าที่มาที่ไปของเรื่องราวที่แต่ละคนได้เขียนขึ้น  รวมถึงการสร้างโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมคิดร่วมสร้างเรื่องราวร่วมกันในตอนท้าย 

ยิ่งพอแต่ละกลุ่มได้เสนอเรื่องราว  ยิ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการที่ให้อะไรๆ อย่างหลากรส  มีการถามทักข้ามกลุ่ม  มีการเสนอแนะแบบมิตรภาพ สรวลเสเฮฮากันไป  ได้ทั้งแรงบันดาลใจและทักษะเบื้องต้นไปเต็มๆ 

และท้ายที่สุด  ผมก็สะท้อนเกร็ดความรู้ในเรื่องที่แต่ละกลุ่มนำเสนอ  แถมพ่วงด้วยแนวคิดเรื่องการลำดับเนื้อหา  การผูกประโยค  การใช้คำและการเน้นความ การเปิดเรื่องและปิดเรื่องแบบพอประมาณ  เพื่อทิ้งเป็น “ลู่ทาง” กว้างๆ ให้แต่ละคนเก็บเอาไปประยุกต์ใช้

 

Large_dsc_0201

 

มีอะไรในเรื่องเล่า

 

จากเรื่องราวที่แต่ละกลุ่มร้อยเรียงขึ้นมานั้น  ผมจะสะท้อนภาพอันเกี่ยวโยงกับคุณลักษณะของเรื่องเล่าสั้นๆ ไว้ประมาณว่า 

  • เรื่องเล่า ควรเขียนด้วยวิธีการเล่าเรื่อง  เพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกคล้ายกับว่ากำลัง “นั่งฟัง” คนเขียนและนั่งสนทนาอยู่กับผู้เขียน
  • ใช้ภาษาง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ไม่เป็นทางการ 
  • สื่อสารประเด็นหลัก ประเด็นรอง
  • สะท้อนสภาพการณ์อันเป็นบริบท เช่น  มูลเหตุของการการเกิดเรื่องราว  กระบวนการคลี่คลาย  และความสำเร็จของเรื่องราว
  • ท้าทายการนำไปประยุกต์ใช้
  • ฯลฯ

 

Large_dsc_0181

 

ผลลัพธ์จาก “ความคาดหวัง” 

 

          ทันทีที่ผมปิดเวทีของตัวเอง  ทีมงานก็ขยับเข้ามาประเมินผลเรื่องราวอันเป็นผลลัพธ์ที่ได้หลังจากการเข้าร่วมกิจกรรม และนี่คือสิ่งที่ผู้เข้าร่วมกระบวนการได้สะท้อนออกมา 

  • ได้รู้หลักการจับประเด็นในการเขียน
  • ได้เข้าใจว่าการเขียนเรื่องเล่า  ไม่ใช่เรื่องที่ยากแค่กล้าเปิดใจบอกเรื่องราวด้วยความสุขที่ออกมาจากใจส่งต่อคนรอบข้าง  ก็สามารถทำให้เราเขียนเรื่องราวได้โดยง่าย
  • ได้ฝึกเขียน   ทำให้ได้ทักษะละเรียนรู้วิธีการเขียนแบบต่างๆ ที่จะทำให้ผู้อ่านมีความรู้สึกร่วมไปกับเรา
  • ได้เรียนรู้รูปแบบและทักษะในการเขียนเรื่องเล่า
  • ได้รับรู้เรื่องราวของบุคคลรอบข้าง
  • ฝึกการเขียนที่สะท้อนความเป็นตัวเองออกมาทั้งที่ไม่เคยเขียนเลย
  • ทำให้ได้รู้วิธีการเขียนเล่าเรื่องราวของตัวเองผ่านตัวหนังสือสื่อถึงผู้อ่านได้  ทำให้กล้าเล่าเรื่องราวของตัวเอง  กล้าเขียนออกมาเป็นเรื่องราว
  • มีความคิดที่อยากจะเขียน  กล้าที่จะทำ  เริ่มต้นการเขียนสิ่งๆหนึ่งขึ้นมา
  • เข้าใจวิธีการเขียนเรื่องเล่า  ทำให้เรามีกำแพงความคิด (วิชาการ)  เข้าใจว่าการเขียน  ให้เขียนเสมือนกำลังเล่าเรื่องให้ใครคนหนึ่งฟังอยู่  อยากเขียนก็เขียนไปเลย  (ต้องมีความรู้ในสิ่งที่ท่านเขียนด้วย)
  • กล้าแสดงออกมากว่าเดิม  ได้มีความรู้จักกับบุคคลมากขึ้น
  • ได้ความรู้มากมายจากการฟังบรรยาย  เช่น  การเขียนอย่างไรที่คนอ่านเข้าใจมกขึ้น  นึกภาพจินตนาการออก  คนอ่านแล้วมีความสุขกับการอ่าน
  • ได้แนวการเขียนง่ายๆ  ไม่ยุ่งยาก  ที่ช่วยให้รู้ว่าควรจะเขียนอะไร  อย่างไร  และควรจะจบอย่างไร
  • ชอบและอยากให้จัดโครงการแบบนี้อีก  สนใจมากๆ

 

ครับแล้วท่านละครับ ทุกครั้งที่ลงมือเขียน ทุกครั้งที่เป็นผู้เล่าเรื่อง ท่านค้นพบอะไรบ้าง  ...

 

...

โครงการประกวดเรื่องเล่าชาวหอพัก
โดย งานประชาสัมพันธ์และสารสนเทศ กองกิจการนิสิต มมส
๑ สิงหาคม ๒๕๕๔