เมื่อต้องรับผิดชอบกระบวนการฝึกทักษะการเขียน ทั้งการเขียนเพื่อการสื่อสาร และการเขียนเพื่อจัดการความรู้ ผมไม่เคยละเลยที่จะสำรวจพื้นฐานเกี่ยวกับการเขียนของผู้เข้าร่วมกระบวนการก่อนเสมอ เพราะผมตระหนักเสมอว่า “การเขียน” เป็นเรื่องที่ต้องใช้พลังภายในค่อนข้างสูง ใช้เวลาบ่มเพาะ และฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง
ยิ่งมีเวลาจำกัดเพียงไม่กี่ชั่วโมง ยิ่งต้องรอบคอบและชัดเจนว่าจะสร้างสรรค์กระบวนการใดดี เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกระบวนการ “มั่นใจ” ที่จะ "เขียน" และ "มั่นใจ" ที่จะ “สื่อสาร”
ด้วยเหตุนี้หากรู้ว่าผู้เข้าร่วมกระบวนการยังเป็น “มือใหม่” เกี่ยวกับการเขียน ผมยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ระมัดระวังไม่ให้ผู้เข้าร่วมกระบวนการอึดอัด เหนื่อยหนัก และมองว่าเรื่องการเขียนเป็นเรื่องยาก จนออกอาการเบื่อหน่าย -
ฉะนี้แล้ว ผมจึงพยายามปลุกเร้าหลากวิธี ค่อยเป็นค่อยไป บ้างกระทุ้ง, บ้างกระแทก , บ้างสะกิด, บ้างเปิดคลิปต่างๆ ให้ดู, ชวนพูดชวนจา, แจกหนังสือและของรางวัล หรือไม่ก็ยั่วหยอกให้เพลิดเพลินหลงเข้ามาสู่อำนาจของการเขียน ซึ่งเราๆ ท่านๆ ก็รู้จักมักคุ้นแบบเป็นกันเองง่ายๆ ว่า “นวด” หรือ “เล้าโลม” นั่นเอง
ครับ, บางทีจึงสูญเสียเวลาไปมากโขกับการ “นวดและเล้าโลม” แต่ทุกครั้งการลงทุนเช่นนั้นก็มักไม่เคยสูญเปล่า เพราะในทุกๆ เวทีมักจะมีใครบางคนเปลี่ยนแปลงเสมอ อย่างน้อยก็มีคนกล้าคิด กล้าเขียนและกล้าสื่อสารมากขึ้น
และที่สำคัญเมื่อกระบวนการ “นวดและเล้าโลม” เสร็จสิ้นลง ผมก็จะรุกคืบเข้าสู่ผู้เข้าร่วมกระบวนการด้วยการฝึกการเขียนเชิง "ปัจเจกบุคคล" โดยทันที จากนั้นก็พลิกเข้าสู่การฝึกเขียนใน "เชิงกลุ่ม หรือสังคม"
การฝึกปฏิบัติการการเขียนในเชิงปัจเจกนั้น ผมได้สะท้อนไว้ในบันทึกที่ผ่านมา มุ่งให้เกิดกระบวนการกล้าคิด >กล้าเขียน > และกล้าสื่อสารเรื่องราวจาก “โลกส่วนตัว” ออกมาสู่คนรอบข้าง เพื่อยึดโยงไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งวิธีการที่ว่านั้นถือเป็นการทะลายกำแพงความกลัวที่มีต่อการเขียน ผ่านกิจกรรมของการ “ทบทวนชีวิต” ไปพร้อมๆ กัน
ส่วนการฝึกปฏิบัติการการเขียนในเชิงกลุ่มหรือสังคมนั้น ผมยึดกระบวนการสำคัญคือ “จับประเด็น > ผูกเรื่องราว > เล่าสู่กันฟัง > ประสานพลังเป็นหนึ่งเดียว” ซึงเป็นกระบวนการปรับประยุกต์มาจากหลักคิดการเขียน “เรื่องเล่าเร้าพลัง” ของสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)
จับประเด็น
ล่าสุดในกิจกรรมการฝึกการเขียนเรื่องเล่าของชาวหอพักนั้น ผมกำหนดประเด็นหลัก (โจทย์) หรือชื่อเรื่องให้แต่ละกลุ่มได้ร่วมฝึกปฏิบัติการการเขียนร่วมกันว่า “หอใน” โดยกำหนดเงื่อนไขง่ายๆ คือให้แต่ละกลุ่มช่วยกันเขียนเรื่องราวแบบร้อยเรียงต่อๆ กันไปคนละไม่เกิน 1 นาที เมื่อคนแรกเขียนจบ ให้คนถัดไปขยับเข้ามาเขียนเรื่องราวแบบร้อยเรียงให้สัมพันธ์กับเนื้อหาที่คนแรกได้เขียนทิ้งไว้ และให้ทำเช่นนั้นไปจนครบทุกคน ซึ่งกระบวนการที่ว่านั้นจะไม่อนุญาตให้ถามทัก หรือปรึกษากันโดยเด็ดขาด
กระบวนการแรกนี้ ผมไม่ได้บอกแบบชัดแจ้งว่าให้ “จับประเด็น” หรือเฝ้ามองเรื่องราว หรือแม้แต่การสังเกตพฤติกรรมของเพื่อนที่กำลังเขียนเรื่องราวอยู่ เพราะผมต้องการประเมิน "พฤติกรรมการเรียนรู้" ของแต่ละคนว่ามีกระบวนยุทธในการ "เตรียมตัว" ที่จะเขียนและร้อยเรียง (เชื่อมต่อ) กับเรื่องที่เพื่อนเขียนอย่างไร เพราะหากคนถัดไปไม่สนใจใยดีต่อเรื่องที่เพื่อนกำลังเขียนอยู่นั้น เมื่อถึงคิวตัวเองต้องเขียนบ้าง ก็คงยากยิ่งที่จะเชื่อมต่อ หรือร้อยเรียงเรื่องนั้นๆ ได้...
ด้วยเหตุนี้ กระบวนการดังกล่าว จึงฝากแฝงให้ผู้เข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง สนใจต่อสิ่งรอบกาย เรียนรู้ที่จะพยากรณ์ หรือจินตนาการเรื่องราวให้ยึดโยงกัน รวมถึงการให้ความสำคัญต่อภารกิจเพื่อมิให้กระทบต่อคนอื่นไปในตัว
ผูกเรื่องราว
เมื่อคนแรกเขียนเรื่องราวเสร็จสิ้นลง คนถัดไปจะก้าวเข้าไปเขียนเรื่องราวเชื่อมต่อกัน ..ซึ่งคนถัดมาต้องใช้ “ทุน” ที่เกิดจาการเฝ้ามอง สังเกต เก็บประเด็นจากคนก่อนอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะหากละเลยและเพิกเฉยย่อมไม่สามารถเขียนเรื่องออกมาได้
กระบวนการที่ว่านี้ เป็นกระบวนการที่ดูเหมือนบังคับอยู่มาก หากแต่เป็นการฝึกให้เกิดการเชื่อมร้อยเรื่องราวผ่าน “ทุนเดิม” อันหมายถึงเรื่องราวที่คนก่อนได้มอบไว้ให้ ขณะเดียวกันก็เปิดกว้างไว้ชัดเจนว่าตอนจบของเรื่องนั้นๆ จะไม่ตายตัวเสมอไป เพราะไม่อาจรู้ได้เลยว่าแต่ละคนจะนำพาเรื่องราวไปในมุมใด ดังนั้นแต่ละคนจึงต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ใช้ “ทุนในตัวเอง” ผูกเป็นเรื่องราวและดำเนินเรื่องนั้นๆ ไปตามวิถีแห่งจินตนาการของตัวเองอย่างเต็มกำลัง ส่วนจะคิดเผื่อคนถัดมาหรือไม่ ตรงนั้นก็ขึ้นอยู่กับทักษะ ประสบการณ์ และเชาว์ปัญญาของแต่ละคน
เล่าสู่กันฟัง
เมื่อเขียนกันได้ครบทุกคน หากมีเวลาเหลือ ผมจะวกกลับมาให้คนแรกเขียนเพิ่มเติม และสลับให้คนอื่นขยับเข้าไปเขียนต่อภายใต้เวลาที่เหลืออยู่
แต่เมื่อทุกอย่างยุติลง ผมจะเปิดโอกาสให้แต่ละคนได้เล่าให้เพื่อนในกลุ่มฟังว่า “ทำไมถึงเขียนออกมาแบบนั้น ..ขณะที่เพื่อนๆ กำลังเขียนอยู่นั้น แต่ละคนมีวิธีเรียนรู้และเตรียมการที่จะเขียนต่ออย่างไร และคิดที่จะจบประเด็นตัวเองอย่างไร คิดเผื่อคนถัดไปอย่างไรบ้าง...”
กระบวนการที่ว่านี้เป็นการสร้างพื้นที่ให้แต่ละคนได้ “แลกเปลี่ยนเรียนรู้” ร่วมกัน เป็นกิจกรรมละลายพฤติกรรมและสร้างความสัมพันธ์ของผู้คนไปในตัว ซึ่งเท่าที่เคยใช้มาก็สนุกสนาน เฮฮา ขำขัน ไหลเลื่อนแทบทั้งสิ้น
ซึ่งในทำนองเดียวกัน ก็ฝากแฝงให้คนเราได้เรียนรู้ที่จะให้โอกาสต่อคนรอบข้างได้ “อธิบาย” เรื่องราวของเขาให้เราฟัง เป็นการเชื่อมโยงจิตใจของผู้คนสู่การเรียนรู้ความเป็นทีมไปในตัวแบบเนียนๆ ...เพราะในทุกเรื่องผมเชื่อว่าบริบทต่างๆ จะมีอิทธิพลต่อการสะท้อนผลออกมาเสมอ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรับฟังเรื่องราวของคนอื่นด้วยว่าวินาทีนั้น “เขาเห็นอะไร คิดอย่างไร และทำไมถึงสะท้อนออกมาในทำนองนั้น”
ประสานพลังเป็นหนึ่งเดียว
ภายหลังแต่ละคนได้อธิบาย หรือบอกเล่าที่มาที่ไปของเรื่องราวที่ตัวเองเขียนขึ้นเสร็จสิ้นแล้ว ผมก็จะเชิญชวนให้ทุกคนได้ทำกระบวนการอย่างเป็นหนึ่งเดียวร่วมกัน
กระบวนการที่ว่านั้นก็คือการเปิดพื้นที่ให้ทุกคนในกลุ่มได้ช่วยกันปรับแต่งเรื่องราวจากทุกบรรทัดเป็น “เรื่องเดียวกัน” มีอะไรขาดเหลือก็เสริมเติมเต็มกันอีกรอบ ใครจะประดับประดาให้กระดาษแห่งเรื่องราวดูมีสีสันอย่างไรก็ทำได้เต็มที่ และให้เฟ้นหาคนนำเสนอเรื่องราวของกลุ่มไว้หนึ่งคน เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้นำสารของกลุ่มสู่สาธารณะ
กระบวนการที่ว่านี้ ผมจะไม่บอกว่าควรต้องทำอย่างไร บริหารจัดการกันอย่างไร แต่จะเฝ้าสังเกตอยู่ใกล้ๆ ว่าในกลุ่มนั้นๆ มีระบบการบริหารจัดการอย่างไร ...
สิ่งเหล่านี้ผมถือว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ทักษะการคิด การเขียน การสื่อสารที่ง่ายงาม สนุก ได้สาระ ได้กระบวนยุทธทั้งในเชิงปัจเจกและกลุ่มที่ดี มีสถานการณ์เฉพาะกิจให้แต่ละคนได้แก้ปัญหา มีพื้นที่ให้แต่ละคนได้อธิบายและบอกเล่าที่มาที่ไปของเรื่องราวที่แต่ละคนได้เขียนขึ้น รวมถึงการสร้างโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมคิดร่วมสร้างเรื่องราวร่วมกันในตอนท้าย
ยิ่งพอแต่ละกลุ่มได้เสนอเรื่องราว ยิ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการที่ให้อะไรๆ อย่างหลากรส มีการถามทักข้ามกลุ่ม มีการเสนอแนะแบบมิตรภาพ สรวลเสเฮฮากันไป ได้ทั้งแรงบันดาลใจและทักษะเบื้องต้นไปเต็มๆ
และท้ายที่สุด ผมก็สะท้อนเกร็ดความรู้ในเรื่องที่แต่ละกลุ่มนำเสนอ แถมพ่วงด้วยแนวคิดเรื่องการลำดับเนื้อหา การผูกประโยค การใช้คำและการเน้นความ การเปิดเรื่องและปิดเรื่องแบบพอประมาณ เพื่อทิ้งเป็น “ลู่ทาง” กว้างๆ ให้แต่ละคนเก็บเอาไปประยุกต์ใช้
มีอะไรในเรื่องเล่า
จากเรื่องราวที่แต่ละกลุ่มร้อยเรียงขึ้นมานั้น ผมจะสะท้อนภาพอันเกี่ยวโยงกับคุณลักษณะของเรื่องเล่าสั้นๆ ไว้ประมาณว่า
- เรื่องเล่า ควรเขียนด้วยวิธีการเล่าเรื่อง เพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกคล้ายกับว่ากำลัง “นั่งฟัง” คนเขียนและนั่งสนทนาอยู่กับผู้เขียน
- ใช้ภาษาง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ไม่เป็นทางการ
- สื่อสารประเด็นหลัก ประเด็นรอง
- สะท้อนสภาพการณ์อันเป็นบริบท เช่น มูลเหตุของการการเกิดเรื่องราว กระบวนการคลี่คลาย และความสำเร็จของเรื่องราว
- ท้าทายการนำไปประยุกต์ใช้
- ฯลฯ
ผลลัพธ์จาก “ความคาดหวัง”
ทันทีที่ผมปิดเวทีของตัวเอง ทีมงานก็ขยับเข้ามาประเมินผลเรื่องราวอันเป็นผลลัพธ์ที่ได้หลังจากการเข้าร่วมกิจกรรม และนี่คือสิ่งที่ผู้เข้าร่วมกระบวนการได้สะท้อนออกมา
- ได้รู้หลักการจับประเด็นในการเขียน
- ได้เข้าใจว่าการเขียนเรื่องเล่า ไม่ใช่เรื่องที่ยากแค่กล้าเปิดใจบอกเรื่องราวด้วยความสุขที่ออกมาจากใจส่งต่อคนรอบข้าง ก็สามารถทำให้เราเขียนเรื่องราวได้โดยง่าย
- ได้ฝึกเขียน ทำให้ได้ทักษะละเรียนรู้วิธีการเขียนแบบต่างๆ ที่จะทำให้ผู้อ่านมีความรู้สึกร่วมไปกับเรา
- ได้เรียนรู้รูปแบบและทักษะในการเขียนเรื่องเล่า
- ได้รับรู้เรื่องราวของบุคคลรอบข้าง
- ฝึกการเขียนที่สะท้อนความเป็นตัวเองออกมาทั้งที่ไม่เคยเขียนเลย
- ทำให้ได้รู้วิธีการเขียนเล่าเรื่องราวของตัวเองผ่านตัวหนังสือสื่อถึงผู้อ่านได้ ทำให้กล้าเล่าเรื่องราวของตัวเอง กล้าเขียนออกมาเป็นเรื่องราว
- มีความคิดที่อยากจะเขียน กล้าที่จะทำ เริ่มต้นการเขียนสิ่งๆหนึ่งขึ้นมา
- เข้าใจวิธีการเขียนเรื่องเล่า ทำให้เรามีกำแพงความคิด (วิชาการ) เข้าใจว่าการเขียน ให้เขียนเสมือนกำลังเล่าเรื่องให้ใครคนหนึ่งฟังอยู่ อยากเขียนก็เขียนไปเลย (ต้องมีความรู้ในสิ่งที่ท่านเขียนด้วย)
- กล้าแสดงออกมากว่าเดิม ได้มีความรู้จักกับบุคคลมากขึ้น
- ได้ความรู้มากมายจากการฟังบรรยาย เช่น การเขียนอย่างไรที่คนอ่านเข้าใจมกขึ้น นึกภาพจินตนาการออก คนอ่านแล้วมีความสุขกับการอ่าน
- ได้แนวการเขียนง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก ที่ช่วยให้รู้ว่าควรจะเขียนอะไร อย่างไร และควรจะจบอย่างไร
- ชอบและอยากให้จัดโครงการแบบนี้อีก สนใจมากๆ
ครับแล้วท่านละครับ ทุกครั้งที่ลงมือเขียน ทุกครั้งที่เป็นผู้เล่าเรื่อง ท่านค้นพบอะไรบ้าง ...
...
โครงการประกวดเรื่องเล่าชาวหอพัก
โดย งานประชาสัมพันธ์และสารสนเทศ กองกิจการนิสิต มมส
๑ สิงหาคม ๒๕๕๔




คุณพนัสเขียนบรรยายกระบวนการได้เยี่ยมมากๆค่ะ เห็นภาพไล่เรียงไปตามขั้นตอนแล้วก็เข้าใจได้เลยว่า จะเกิดอะไรขึ้น อ่านแล้วรู้สึกอยากเอาไปเชิญชวนให้คนอื่นทำต่อกันเลยค่ะ จะจำไว้ถ้าเมื่อไหร่มีโอกาสได้จัดกิจกรรมจะเอาไปใช้บ้างค่ะ ขอบคุณเอาไว้ล่วงหน้าเลยค่ะ
ขอบคุณค่ะ
เขียนไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ จะพยายามฝึกเขียนนะคะ
มีสิ่งดีๆเสมอๆนะคะ
นำบันทึกอีก 4 ตอนมาแปะลิงก์ไว้ค่ะ
ติดตามอ่านกันได้ เริ่มต้นจากอ่านก่อน แล้วค่อยๆ นำไปลงมือปฏิบัติการได้เลยนะค่ะ
การเขียนไม่ยากเลย เพียงแต่ต้องลองทำ วันละนิดวันละหน่อยค่ะ ^^
เยี่ยมมากค่ะ จะนำไปใช้กับตัวเองบ้าง
ถึงจะเขียนมาเป็นปี แต่อ่านบันทึกนี้ได้ลำดับเรื่องได้ถูกต้อง
ค้นพบว่า บางอย่างที่ตัวเองไม่ได้พูด สามารถเขียนย้อนหลัง ให้คนอื่นรับรู้ได้
ค้นพบว่าตัวเองสามารถเล่าเรื่องง่ายๆ ได้ และยังต้องอาศัยการพัฒนาอีกไปเรื่อยๆ
ค้นพบว่า ตัวเองยังต้องพัฒนาในการคิดรวบยอด การสรุปเรื่องราว พัฒนาการเล่าเรื่อง เพิ่มขึ้น
ค้นพบว่า ถ้าหมั่นเข้ามา ก็จะพัฒนาง่ายขึ้น
ค้นพบว่า ฯลฯ
ขอบคุณคะที่นำมาแบ่งปัน
อ่านบันทึกของอาจารย์แล้ว "ได้เรื่อง" เสมอ
ขั้นตอนต่าง ๆ ชัดเจน มีประโยชน์ นำไปใช้ได้เลย ขออนุญาตนำไปใช้ในกระบวนการวิทยากร เป็นการส่งเสริมทักษะการคิด ต่อไปค่ะ
ขอบคุณค่ะ และหากเขียนแล้ว สามารถสร้างแรงบันดาลใจดีๆแก่ผู้อ่าน เพื่อขยายผลต่อไป ย่อมเพิ่มคุณค่าของงานเขียนนั้นด้วยนะคะ :)
สวัสดีค่ะอาจารย์ มาอ่านก็เกิดอาการอยากเขียนกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้งค่ะ อิอิ มีเรื่องที่จะเล่ามากมาย คิดได้แต่ลงมือยากค่ะ แต่จากการอ่านบันทึกที่เขียนอย่างเข้าใจนี้ทำให้อยากเล่าสู่กันฟังแล้วค่ะ
เป็นหลักการที่มีประโยชน์มากคะ
จากการมองความรู้สึกตัวเองในการเขียน สิ่งสำคัญที่ช่วยให้สนุกในการเขียน ไหลลื่น คือ
จินตนาการเหมือนกำลังนั่งคุย..เวลาคุย เราคิดถึงภาพรวม ไม่คิดถึงไวยากรณ์ ศัพท์ราชการ
เรื่องประเด็นนี่ละค่ะ...ชอบแวบเลี้ยวเข้าซอยเรื่อยเปื่อย
หลงไปหลงมา หาทางกลับมาได้มั่ง ไม่ได้มั่ง
พี่พนัส..คืนนักเขียนต้นแบบของผมคนหนึึ่ง....ขอบคุณมากครับ
สวัสดีครับ พี่โอ๋-อโณ
กิจกรรมนี้ แต่ละขั้นตอนผมจะคิดก่อนว่าตอบโจทย์อะไรทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมจะไม่ละเลยเรื่องการเรียนรู้ความเป็นทีมไปในตัวเสมอ เพราะถือว่านั่นคือจุดเปราะขององค์กร พร้อมๆ กับพยายามกระตุ้นให้เห็นความแตกต่างทางความคิดของผู้คน แต่ก็เช่นเดียวกัน ผมก็จะพยายามกระตุ้นให้ทุกคนมองความแตกต่างนั้นเป็นเรื่องท้าทาย เป็นเรื่องสีสันและความงามของการใช้ชีวิตร่วมกัน
ดังนั้นกิจกรรมในครั้งนี้นอกจากตอบโจทย์เรื่องการคิดการเขียนแล้ว ผมก็ยังหวังว่าจะตอบโจทย์ดังที่กล่าวข้างต้นด้วย
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ คุณ@..สายธาร..@
นานเหมือนกันนะครับที่เราไม่ได้พบปะพูดคุยกัน...
ผมเองเคยห่างเว้นไปในบล็อก แต่ก็รู้ว่าไปไหนไม่ได้ไกล
ทุกวันนี้เมื่อมีแรงบันดาลใจ มีพลังก็ไม่รีรอที่จะเขียน
การงานหนักขึ้นมากเลยครับ ใช้ความคิด ทำยุทธศาสตร์ ไม่ได้ลุยปฏิบัติเหมือนเดิม นั่นยิ่งทำให้เราแบกอะไรอยู่ในตัวยิ่งกว่าเดิม
แต่ก็ได้การเขียนนี่แหละครับ เยียวยาและบำบัดตัวเองไปทีละนิดๆ...
ให้กำลังใจนะครับ,...
สวัสดีครับ น้องมะปรางเปรี้ยว
ในมิติการเขียนนั้น แท้จริงแล้วส่วนใหญ่เกิดแรงผลักจากการอ่านอย่างมหาศาลครับ...อ่านเยอะๆ แล้วอยากเขียน อ่านเยอะๆ ก็เห็นชีวิตและความเป็นไปของสรรพสิ่ง
การลงมือเขียนจากเรื่องใกล้ตัว เช่นบันทึกประจำวันนั่นแหละครับคือการเริ่มต้นที่ดี ...ต่างประเทศมีนักเขียนหลายคนที่โด่งดังจากการเขียนบันทึกมาก่อน บันทึกประจำวันหลายเรื่องกลายเป็นหนังสือขายดีอย่างเหลือเชื่อ
การเขียนบันทึกจึงเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการความรู้นะครับ หากแต่เป็นการจัดการความรู้ในมิติของ "ชีวิต" เท่านั้นเอง...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ pa_daeng
ป้าแดงเดินทางบ่อยๆ เขียนเกร็ดชีวิตจากการเดินทางสิครับ ทำเหมือนสารคดีเล็กๆ มีภาพที่ป้าแดงถ่ายเองประกอบในเล่ม ผมว่าน่าสนใจดีออก..
ลองดูครับ ผมว่าไม่เกินแรงที่ป้าแดงจะทำครับ
สวัสดีครับ พี่วอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei--
สำหรับผมแล้ว ยิ่งเขียนยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังหัดเขียนอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้เห็นพัฒนาการทางการเขียนในเชิงกลวิธีอะไรมาก แต่สุขใจที่ได้บันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ไว้เป็นความทรงจำของตัวเองเท่านั้นเอง อีกทั้งสุขใจที่ได้เล่าเรื่องราวดีๆ ของคนอื่นที่ทำขึ้นเพื่อการเรียนรู้ของเขาเอง หรือแม้แต่สังคม เพราะเราทุกคนก็ไม่ควรปล่อยให้ความดีเดินทางอย่างเดียวดาย ถึงแม้ไม่ได้ช่วยอะไรมาก แค่บอกเล่าต่อๆ กันไป ก็ถือว่าได้ร่วมทำความดีแล้ว ...
ที่สำคัญเป็นการเสริมแรงใจให้ "คนต้นเรื่อง" ไปในตัวครับ...