วันแม่ กับความเป็นลูก คิดถึงแม่ เป็นห่วงแม่  อยากกราบแม่ กอดแม่ ร้องเพลงให้แม่ฟัง  ในขณะเดียวกัน วันแม่-กับความเป็นแม่  ก็หลากหลายความคิดที่มีต่อลูก ทำให้นอนไม่หลับ กระทั่งย่างสู่วันใหม่ ทำให้ต้องมาคลิ๊กดูภาพลูก ๆ อยากบอกลูกว่า "ปลื้มนะ"  ปลื้มในตัวลูกที่ลูกเป็น

"แม่ครับ  ลูกซื้อโทรศัพท์มือถือให้ใหม่เอามั้ย  เอาบีบี มั้ยแม่ หรือ โน้ตแพด" น้องภาคย์ วัย ม.๑ ลูกชายคนเล็กของฉันถามหลังจากนับเงินที่ทุบกระปุกออมสินได้ 5,600 บาท  ด้วยคงเห็นว่า โทรศัพท์มือถือของแม่เก่ามากแล้ว เพียงเท่านี้คนเป็นแม่อย่างฉันก็ปลี้มมากแล้ว แต่ก็ปฏิเสธลูกด้วยเหตุผลที่นุ่มนวล และให้ลูกไปซื้อโทรศัพท์สำหรับตัวเอง  เพราะเป็นเงินที่ลูกอุตสาห์ออมไว้

"แม่ครับ...พี่ภูมิโทรมาบอกว่า ให้แม่เตรียมชุดขาวให้พี่ภูมิ ๓ ชุด" น้องบอกฉันทันทีที่เห็นแม่ที่หน้าบ้าน เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๕๔  ฉันกุลีกุจอจัดซื้อให้ลูก เจอหน้ากันสอบถามได้ความว่า

"วันแม่ปีนี้ ลูกจะไปปฏิบัติธรรม ๓ วัน ที่วัดธรรมรังษี"

"เอ้า ไหนลูกบอกจะไปรับรถด้วยกัน ในวันที่ ๑๐ อุตส่าห์ไม่ลาโรงเรียนเลย เพราะต้องการลาในวันที่จะไปรับรถกับแม่ไง"  ฉันถามด้วยความแปลกใจแต่ก็เป็นปลี้ม ช่วยลูกจัดกระเป๋าสำหรับไปปฏิบัติธรรมด้วยเป้เล็ก ๆ บรรจุชุดขาว ๓ ชุด โดยไม่ต้องลงทุนอะไรมาก เพราะลูกชอบใส่เสื้อยืดสีขาวอยู่แล้ว  แม้แต่ชั้นในก็จะกำชับทุกครั้งว่า ขอสีขาวเท่านั้น

        ย้อนไปเมื่อเดือนมีนาคม ลูกภูมิเรียนจบชั้น ม.๓ ตั้งใจจะไปเรียนต่อสาขา เทคโนโลยีและสารสนเทศ ที่วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ ร่ำลากันเป็นดิบดี ลูกก็มั่นใจว่าจะห่างแม่ได้ ฉันบันทึกความรู้สึกขณะนั้นไว้ที่ เรื่อง "มิดีมิร้าย" แค่อยากบันทึกไว้ให้ลูกอ่าน ช่วงเวลาที่จากกันเพียงสี่ห้าวัน เราแม่ลูกโทรศัพท์คุยกันเกือบทุกชั่วโมง เดี๋ยวลูกโทรมา เดี๋ยวแม่โทรไป  ไม่เป็นอันทำอะไรกันทั้งแม่ลูก โดยเฉพาะเมื่อถือเวลาอาหารมื้อเย็น ก็จะถามกันว่าทานข้าวแล้วยัง จิปาถะที่จะห่วงหากัน  น้องก็เหงา ถึงกับบ่นว่า "พี่ภูมิไม่อยู่ เหงาจัง ไม่มีใครชวนทะเลาะ"

          "แม่ครับถ้าลูกตัดสินใจใหม่ ไม่เรียนเทคนิคแล้ว กลับไปต่อ ม.๔ แม่จะว่าอย่างไร"  เสียงจากปลายสายออกเศร้า ๆ เครือ ๆ

          "ไม่เป็นไรหรอกลูก  ตัดสินใจให้ดีก็แล้วกัน แม่ให้โอกาสลูกถึงวันที่ ๑๒ เมษายน เพราะโรงเรียนเดิมของลูก หมดเขตรับสมัครในวันที่ ๑๔" ฉันบอกให้ลูกคิดทบทวน

        แม้ว่าจะบอกลูกให้คิดทบทวน แต่ฉันก็ยังคิดเข้าข้างตนเองว่า ลูกน่าจะกลับมาอยู่กับฉัน เพราะช่วงที่ลูกไม่อยู่ ฉันรู้สึกถึงความยากลำบาก ไปไหนก็ต้องหอบลูกคนเล็กไปด้วย  เช่น ไปงานสวดศพ  เพราะลูกยังไม่กล้าที่จะอยู่บ้านคนเดียวในตอนกลางคืน งานช่างในบ้าน พวกซ่อมได้ทั้งหลายก็ขาดคนซ่อม หลอดไฟก็ขาดคนเปลี่ยนให้  โอ้ย....แย่แล้ว  อยากให้ลูกกลับแล้ว

       ที่ลำบากมากกว่าเรื่องในบ้าน ก็เห็นจะเป็น เรื่องการเรียนของน้องที่โรงเรียน เกิดปัญหาที่ฉันไม่อยากจัดการด้วยตัวเอง  เมื่อน้องภาคย์ ลูกชายคนเล็กมีปัญหากับคุณครูชาวฟิลิปปินส์ทีสอนภาษาอังกฤษ  ด้วยการติด ร  และน้องก็ไม่สามารถสื่อสารกับคุณครูท่านนั้นได้ ไปโรงเรียนสามวันติดกัน ก็ยังแก้ ร ไม่ได้ คุณครูไม่ยอมรับงานที่ส่ง

      "ลูกก็ทำตามที่คุณครูสั่ง  แต่พอลูกไปส่งงาน คุณครูก็สะบัดหน้าหนี ไม่รับงานของลูก"  บอกพร้อมกับแสดงท่าทางประกอบ

      "อะไรกันลูก คุณครูของลูกเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย" ฉันอดถามไม่ได้ เพราะอาการที่ลูกแสดงให้ดูนั้นน่าจะเป็นลักษณะของผู้หญิง

      "กา-เทย หน่ะแม่"  โอ....ถึงบางอ้อ....ต่อไปบางพลัดเลยหละทีนี้ ฉันอุทาน "สุดท้ายคงไปจบที่ถนนตก แหง ๆ เลยลูก" แค่เป็นครูต่างชาติก็แย่พอประมาณแล้ว ยังเป็น กะเทย อีก ใครจะช่วยน้องได้หล่ะเนี่ย

       หลังจากคุยกันทางโทรศัพท์กับลูกภูมิ  ลูกก็บอกในทันทีว่า "ลูกไปจัดการเองแม่" คุณครูท่านนี้ลูกเท่านั้นที่จะจัดการได้ แม่คุยกับเค้าไม่รู้เรื่องหรอก"

      ในที่สุด เย็นวันที่ ๑๑ เมษายน  ฉันจึงได้เห็นภาพ เด็กชายตอนปลายสะพายเป้ข้างหลัง  สะพายข้างด้วยกระเป๋าโน้ตบุ๊ค  และถือกีตาร์ตัวโปรด  เดินลงจากรถทัวร์หน้าปั้ม ปตท.ทับสะแก  เช้าวันรุ่งขึ้น ลูกก็ไปสมัครเรียนที่โรงเรียนเดิม  ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างดีจากคุณครู ด้วยความประพฤติดีที่ลูกปฏิบัติมา ทำให้คุณครูให้เกียรติแม่  เห็นความสำคัญของลูก ในที่สุดลูกก็ได้เรียนในสายวิชาที่ลูกต้องการ คือ สายวิทย์-คณิต และที่สำคัญที่สุด ลูกได้เป็นนักศึกษาวิชาทหารสมความตั้งใจ และในวันเดียวกันนั้น ลูกก็จัดการแก้ปัญหาให้น้องอย่างเรียบร้อย ด้วยการนำงานของน้องไปส่งคุณครูชาวฟิลิปปินส์คนนั้น  ลูกเดินไปทางไหนก็มีแต่คุณครูเข้ามาทักทายและอำนวยความสะดวกด้วยความชื่นชมที่ลูกดูแลน้อง เป็นธุระเรื่องน้องแทนแม่นั่นเอง  คุณครูบางท่านที่รู้จักแม่ ก็มักกล่าวชื่นชมลูกให้แม่ฟังเสมอ ๆ

" แม่ครับ แม่จะว่าอะไรมั้ย ถ้าลูกจะขอเป็นอาสาสมัครหน่วยกู้ภัย ของมูลนิธิ..."ลูกถามฉันในเย็นวันหนึ่ง

"เฮ้ย...ลูกกล้าทำเหรอ  ช่วยคนเจ็บ เก็บศพ  กล้าเหรอ" ฉันถามด้วยความแปลกใจ

"กล้าครับ  กลัวอะไร ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัว ได้บุญดีออก" ลูกชายตอบด้วยความมั่นใจ

"ระวังนะ  ขับรถเร็วเพื่อไปช่วยคนเจ็บ  ตัวเองจะเป็นคนเจ็บซะเอง"  ฉันเป็นกังวลตามประสาคนเป็นแม่ที่ห่วงลูก

ในที่สุดเด็กชายวัย 14 ย่าง 15  ก็ไปติดต่อมูลนิธิ เพื่อสมัครเป็นอาสารสมัครหน่วยกู้ภัย  แต่ทางมูลนิธิบอกว่าต้องให้บรรลุนิติภาวะก่อน  ไม่ยอมให้เสียเวลาลูกจึงหันมาหัดขับรถยนต์  เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำหลังเลิกเรียน ตอนนี้ลูกขับรถยนต์เก่งกว่าฉัน และมักเป็นพลขับประจำบ้าน ขับรถพาแม่และน้องไปไหนต่อไหนได้อย่างสบาย พร้อมทั้งดูแลรถให้เสร็จสรรพ 

วันนี้กลับจากการปฏิบัติธรรม....ลูกก็พาแม่กับน้องไปเลี้ยงไอศครีม

พร้อมอาหารเย็นในบรรยากาศที่ร่มรื่น ด้วยพาหนะคันใหม่ประจำบ้านคัน

นี้ค่ะ

 

นี่แหละ คือความสุขของเรา สามคนแม่ลูก

"ปลื้มจริง ๆ  ปลี้มที่ลูกเป็นเช่นที่ลูกเป็น"