ขอบคุณกรณีศึกษาท่านหนึ่งที่มีความคิดที่ค่อนข้างล้า นอนหลับแต่ฝันทำนายเหตุการณ์จริงในชีวิตได้ รู้สึกเพลียในระหว่างวันทำงาน และอยากรู้ว่าจิตสำนึกจะสื่อสารกับลูกได้หรือ

กรณีศึกษานี้น่าสนใจ แต่ ดร.ป๊อป ได้ตรวจประเมินระบบจิตประสาทการเคลื่อนไหว ระบบจิตสำนึกความรู้สึกในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต ระบบจิตสังคมระหว่างการเล่นและสื่อสารกับลูกวัยหกขวบในสิ่งแวดล้อมธรรมชาติกับสิ่งแวดล้อมที่หลากหลายความรู้สึก

ผลของการประเมิน พบว่า การรับข้อมูลจากระบบการมองเห็น การได้ยิน การดมกลิ่น การสัมผัส และการเคลื่อนไหวดีจากความสุขในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต แต่จิตสำนึกตอบสนองต่อการรับข้อมูลข้างต้นไม่เกิน 50% เช่น รับข้อมูลจากมองเห็นดี 72.5% แต่จิตสำนึกทำงานเพียง 35% รับข้อมูลจากการได้ยินดี 65% แต่จิตสำนึกทำงานเพียง 45% รับข้อมูลจากการสัมผัสดี 70% แต่จิตสำนึกทำงานเพียง 37.5% เมื่อวัดชีพจรมีการผ่อนคลายจากก่อนทำกิจกรรมเพียงเล็กน้อย (98 ครั้งต่อนาที ลดลงเป็น 97 ครั้งต่อนาที - ต่างจากลูกที่เล่นสมวัยและชีพจรสนุกสนานผ่อนคลายจาก 100 ครั้งต่อนาที ลดลงเป็น 98 ครั้งต่อนาที) นอกจากนี้มีการเปลี่ยนแปลงความไวเพียงเล็กน้อยทั้งจากการกระตุ้นทางการมองเห็นและการได้ยิน ทั้งแบบไม่กระตุ้นและกระตุ้นความตื่นตัว ดังข้อมูลข้างล่าง

ก่อนผ่อนคลายในสิ่งแวดล้อมที่หลากหลายพร้อมทำกิจกรรมการเล่นกับลูก (10 นาที)

ความไวจากการมองเห็น 340.4 มิลลิวินาที (แบบไม่กระตุ้นความตื่นตัว) และ 208.4 (แบบกระตุ้นความตื่นตัว)

ความไวจากการได้ยิน 397.4 มิลลิวินาที (แบบไม่กระตุ้นความตื่นตัว) และ 377.25 (แบบกระตุ้นความตื่นตัว)

หลังผ่อนคลายในสิ่งแวดล้อมที่หลากหลายพร้อมทำกิจกรรมการเล่นกับลูก (10 นาที)

ความไวจากการมองเห็น 341.8 มิลลิวินาที (แบบไม่กระตุ้นความตื่นตัว) และ 262.6 (แบบกระตุ้นความตื่นตัว)

ความไวจากการได้ยิน 285.6 มิลลิวินาที (แบบไม่กระตุ้นความตื่นตัว) และ 255.2 (แบบกระตุ้นความตื่นตัว)

ซึ่ง...เกณฑ์ไม่มีความล้าคือ มีความไวมากขึ้น...แปรผลว่า มีความล้าทางความคิดหมกมุ่นกับข้อมูลที่ฝันมากเกินไป (จากการทำงานของเซลล์กระจกเงาในระบบการรับรู้การมองเห็นที่ไม่ไวขึ้น หลังจากการผ่อนคลาย) จนทำให้เกิดความล้าทางจิตใจและร่างกายในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง (เนื่องการสามารถผ่อนคลายจากข้อมูลการได้ยินไวขึ้น) คือ รู้สึกเพลียในการทำงานประจำและไม่มีโอกาสสัมผัสกับลูกในกิจกรรมการเล่นที่มีชีวิตชีวา

และสังเกตทางกิจกรรมบำบัดจิตสังคม พบว่า กรณีศึกษานี้มีความไวต่อการรับรู้ข้อมูลทางระบบการมองเห็นมากจนเกินไป รู้สึกเวียนหัวเมื่ออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่หลากหลายโดยเฉพาะที่มีแสงเคลื่อนไหว และรู้สึกผ่อนคลายเล็กน้อยเมื่อเปลี่ยนมาที่แสงนิ่ง รู้สึกเล่นและสัมผัสลูกไม่ได้ เพราะลูกไม่อยู่นิ่งและเล่นกิจกรรมที่แม่ไม่ค่อยสนุกด้วย สังเกตว่าแม่กอดสัมผัสลูกไม่เกิน 5 นาที ก็ต้องปล่อยให้ลูกเล่นคนเดียว แม่พอใจที่จะพักผ่อนเพราะรู้สึกเพลียที่กลางคืนชอบฝันในสิ่งที่ทำนายอนาคตได้มากกว่า 3 คืนต่อสัปดาห์ ทำให้รู้สึกล้าในการทำงานประจำ

คำแนะนำทางกิจกรรมบำบัดจิตสังคม คือ

การจัดความล้าในขั้นต้น คือ การปล่อยวางด้วยการลืมตาและกลอกตาผ่านๆ ไม่มุ่งรับข้อมูลจากการมองเห็น แต่สื่อสารกับร่างกายให้มีจิตใจที่ผ่อนคลายจากการมองผ่านๆ กับข้อมูลที่เป็นธรรมชาติ ที่อยู่นิ่งแต่ให้กรณีศึกษาเคลื่อนไหวมอง มองลูกและตนเองกำลังทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์และอบอุ่นแม้ว่าจะมีเพียงแม่และลูก ขณะเดียวกันอาจลองผสมผสาน/แยกด้วยการพูดกับตนเองให้เกิดเสียงเบาๆ จนรู้สึกผ่อนคลาย ฟังเสียงดนตรีแบบไม่ต้องตั้งใจรับข้อมูล ฟังเสียงลูกกระซิบเบาๆ เป็นต้น

แนะนำให้จัดการความล้า ก่อนนอน และเวลาที่รู้สึกเพลีย และติดตามความก้าวหน้าใน 6 สัปดาห์ หากไม่ดีขึ้น คงต้องมาฝึก Mental Life Practice & Recovery/Fatigue & Leisure Self-Management โดยเน้นเป้าหมายฝันได้แต่ปล่อยวาง ไม่ต้องยึดมั่นกับการทำนายจากความฝัน และทบทวนตนเองด้วยการสื่อสารกับร่างกายผ่านจิตสำนึกที่ว่า ขอนอนหลับสบาย ผ่อนคลาย ฝันได้เพียง 3 คืน และสงวนพลังงานด้วยการนอนหลับสนิทเพื่อมีพลังชีวิตที่สดชื่นในทุกวันทำงานและวันหยุดกับการแสดงบทบาทที่ดีของแม่ (สัมผัสและเล่นกิจกรรมกับลูกนานขึ้นมากขึ้น และพูดคุบกับลูกว่า พ่อไม่ได้อยู่กับลูกเพราะมีความคิดในการใช้ชีวิตไม่ตรงกับแม่ อย่างค่อยเป็นค่อยไป)