เจ เลมเก้ (Jay Lemke) นักฟิสิกส์ อาจารย์ และนักวิจัยอาวุโสมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา สะท้อนบทเรียนจากชีวิตการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยและนักการศึกษาผู้มีประสบการณ์อยู่ในวงการกว่า ๓๐ ปี ถึงความเป็นจริงของสถานการณ์โลกและสภาวการณ์ของสังคมอเมริกัน กับข้อจำกัดของรูปแบบการจัดการศึกษาในระบบโรงเรียนในปัจจุบันของอเมริกาและโดยทั่วไปว่ามีแนวโน้มที่จะเป็นอุปสรรคทั้งต่อการพัฒนาตนเองของระบบการศึกษา กับการเป็นแหล่งสร้างปัญหาและความเสี่ยงให้เกิดขึ้นเสียเองแก่สังคม จากนั้นก็เสนอแนะให้มุ่งไปที่การพัฒนาการศึกษาทางเลือก การศึกษาตลอดชีวิต และการพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ พร้อมทั้งนำเสนอคำถามวิจัยหลักสำหรับการวิจัยทางการศึกษาในอนาคต

เขาชวนตั้งคำถามและพิจารณาว่า ระบบโรงเรียนนั้น(Schooling System) จัดว่าเป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษาอย่างหนึ่ง ดังนั้น ในฐานะเป็นเทคโนโลยีการศึกษา เราจึงสามารถพัฒนาเทคโนโลยีทางเลือกใหม่ๆ ให้เหมาะสมอยู่เสมอได้  การจัดการศึกษาแบบระบบโรงเรียน เป็นเทคโนโลยีการศึกษาที่ค้นพบและใช้มาอย่างต่อเนื่องนับแต่อารยธรรมของชาวสุเมอเรียนเมื่อ ๔,๐๐๐ ปีก่อน

เลมเก้กล่าวว่า เมื่อนำเอาแนวคิดเกี่ยวกับความเป็นเทคโนโลยีการศึกษามาพิจารณาระบบการศึกษาในโรงเรียนนั้น ขอบเขตการพิจารณาเทคโนโลยีการศึกษาจะต้องไม่ใช่อยู่เพียงแค่สิ่งของที่นำมาใช้ แต่จะต้องรวมไปถึงวิธีที่จะนำเอาสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆเหล่านั้นมาใช้เพื่อให้สามารถบรรลุจุดหมายดังที่เราต้องการด้วย

สิ่งของเครื่องใช้ดังกล่าวนั้น ก็จะได้แก่สิ่งของเครื่องใช้ทั้งหลายที่นำมาใช้เพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ นับแต่สิ่งของชิ้นเล็กๆ เช่น ดินสอ ไปจนถึงสิ่งของชิ้นใหญ่ๆโตๆ เช่น รถไฟเหาะตีลังกา หรือกระทั่งโรงเรียนสักแห่งหนึ่ง

อีกทั้งความเป็นเทคโนโลยีการศึกษาอย่างใหม่นั้น ก็จะไม่ใช่เพียงแค่สิ่งของเครื่องใช้ดังเช่นโทรทัศน์ หรือคอมพิวเตอร์ แต่หมายรวมไปถึงวิธีคิดและวิธีการใหม่ๆสำหรับใช้ดินสอ รถไฟเหาะตีลังกา โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ ตลอดจนโรงเรียน ทั้งหลายเหล่านั้น ที่ได้นำมาใช้เพื่อจุดมุ่งหมายใหม่ๆทางการศึกษา

เลมเก้ได้ให้ทรรศนะวิพากษ์ว่า วิธีทำง่ายๆ เช่น เพียงซื้อและจัดหาสิ่งของเครื่องใช้ใหม่ๆ, โละครูที่มีอยู่เพื่อบรรจุคนเข้ามาใหม่ และรื้ออาคารโรงเรียนที่มีอยู่แต่เดิมทิ้ง เหล่านี้ นอกจากจะไม่เพียงพอที่จะเรียกว่าเป็นการสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษาแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำอย่างนั้นด้วย เนื่องจากการสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างใหม่เพื่อการศึกษา ที่จะเพียงพอสำหรับการก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงดังที่พึงประสงค์ของสังคมนั้น ต้องมุ่งคิดค้นวิธีการอย่างใหม่และดีกว่าเดิมเพื่อสามารถใช้สิ่งที่สังคมมีอยู่เหล่านั้น ให้สามารถบรรลุจุดหมายและบังเกิดผลดีที่สุด

ดังนั้น จึงทำให้เขาเห็นถึงความจำเป็นถึงการยกเครื่องทั้งระบบของการศึกษาของอเมริกา ปฏิรูปการเรียนรู้ที่ลดการใช้การสอนและการถ่ายทอดความรู้เป็นรายวิชาแยกส่วน ไปสู่การสอนวิธีการเรียนรู้และการสร้างประสบการณ์จริงด้วยตนเองของผู้เรียนที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสังคมอเมริกาและสังคมโลกให้มากที่สุด เขาเสนอแนะให้เน้นส่งเสริมการพัฒนาการศึกษาทางเลือกกับการศึกษาตลอดชีวิต

อีกทั้งเชื่อว่า เมื่อถึงระดับหนึ่งในระยะเวลาอันใกล้นี้ หากยกเลิกกฏหมายการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งทำให้ครอบครัวและผู้เรียนจำต้องเรียนในระบบแบบเดิมที่รัฐบาลจัดให้ และยกเลิกกฏหมายควบคุมการจัดการศึกษาเองของครอบครัว เอกชน และภาคประชาสังคมแล้วละก็ ผู้คนจะเลิกเรียนแบบเดิมและหันไปหาการศึกษาเรียนรู้ที่อยู่ในวิถีชีวิต รวมทั้งการศึกษาทางเลือกที่เฟื่องฟูขึ้น มากยิ่งๆขึ้น กระทั่งเข้ามาทดแทนการศึกษาแบบห้องเรียนเป็นฐานและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงของระบบการศึกษาและการเรียนรู้

สรุปความมาเล่าจาก ยกเครื่องการศึกษาในอเมริกา : Re-Engineering Education in America
เจ เลมเก้ (Jay Lemke) มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา
อ่านเนื้อหาบทความและงานเขียนที่เกี่ยวข้องของ Lemke ได้ที่นี่