".....ไม่ค่อยรู้ค่าของขี้ควายเท่าไร โตแล้วจึงรู้ว่าขี้ควายมีค่ามาก ที่อินเดียใช้ทำเชื้อเพลงด้วย " โสภณ เปียสนิท .... ขอบคุณอาจารย์ ที่ช่วยกรุณาให้ความเห็นทำให้ผมมีเรื่องราวบันทึกได้ต่อไปอีก ครับ..ขี้ควาย..ตอนเป็นเด็กจะไม่ค่อยชอบเลยขี้ควายสดๆมันเหม็น แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ที่ ป้าผมเอามือกอบขี้ควายใส่บุ้งกี๋แล้วไปเก็บรวมกองไว้ข้างโคกเพื่อเอาไว้ “ยาลาน”.... จากการสังเกตนะครับควายมันจะขี้ตอนเช้าที่มันออกมาจากคอกแล้ว หรือไม่ก็ก่อนจะเข้าคอก ในคอกที่อยู่ของมันจึงค่อนข้างสะอาด พื้นคอกแห้งทำให้มันสบายเวลานอน ถึงแม้ว่าบางตัวมันขี้ในคอกแต่มันก็ไม่ยอมขี้ตรงที่มันจะนอน มันจะหันก้นไปทางริมคอก แต่ถ้าเรื่อง “ฉี่”นี่เราจะไม่ค่อยยอมตัวใหนฉี่ในคอก เราจะตีมันทันทีเลยเพราะฉี่นี่ทำให้พื้นคอกเฉอะแฉะ มันโดนตีสักครั้งสองครั้งก็จะไม่ฉี่ในคอกอีกเลย.... พอหมดหน้าน้ำ น้ำลดลงใต้ถุนบ้านแห้งแล้วก็เริ่มเตรียมคอก ลุงจะไปรับควายกลับมาจากแก่งคอยที่ไปฝากเลี้ยงไว้กับ “เสี่ยว” ของลุง ตอนนี้ข้าวในทุ่งก็เริ่มสุกพร้อมที่จะเก็บเกี่ยว ควายกลับมาแล้วเด็ก ๆ ตื่นเต้นกันมากจะได้ขี่ควายกันอีกครั้ง เมื่อสมาชิกคน(ควาย)สำคัญกลับมาแล้วก็เริ่มงานทันที คือการทำลานสำหรับนวดข้าว เราใช้ควายเดินวนเป็นวงกลมจนทั่วพื้นที่เพื่อให้ดินแน่นและเรียบ พร้อมใช้น้ำพรมบนพื้นดินพอหมาด ๆ แล้วควายก็เดินวนย่ำอยู่บนลาน การใช้งานควายนี่ส่วนใหญ่ก็ตอนเช้ามืดกับตอนเย็นก่อนเข้าคอก ใช้ควายเดินย่ำวนลานอยู่สองสามวันจนหน้าดินแน่นและเรียบ ลานนวดข้าวนี้จะต้องทำให้เสร็จก่อนที่จะขนข้าวที่เกี่ยวแล้วเข้ามาบ้าน ช่วงนี้ต้องเก็บ “ขี้ควาย” ไว้ให้มากๆ พอย่ำลานได้ที่ก็เอาขี้ควายที่เก็บไว้มาใช้ “ยาลาน” คือการเอาขี้ควายไปกองไว้บนลานจากนั้นก็เอาน้ำไปราดใช้เท้าย่ำขี้ควายกับน้ำให้เข้ากันดีแล้วใช้ไม้กวาด กวาดขี้ควายผสมน้ำนั้นให้แผ่ไปทั่วลานที่ทำไว้ ขนาดของลานก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่มีอยู่และจำนวนพื้นที่นาที่ทำได้ฟ่อนข้าวมากก็ลานใหญ่หน่อย บ้านผมทำลานขนาดกว้างยาวประมาณ ๑๕ เมตร ยาลานทิ้งไว้สักสองสามวันขี้ควายก็แห้งติดอยู่หน้าดิน พร้อมที่จะนำฟ่อนข้าวที่เกี่ยวแล้วจากทุ่งมานวดบนลานนี้ต่อไป ...ขอบคุณท่านที่เข้ามาอ่านครับ....
สวัสดีค่ะ หนุ่มกร นานๆมาเยี่ยมก็เจอสิ่งที่ดีมากๆๆๆ.. มีคุณค่าในประโยชน์และมีค่าในการนำมาทำยาสานกะลาใช้ทายากันแมลงและใช้ทนทาน...สมัยนี้เจอแต่รถดูดข้าว หาลานนวดข้าวไม่เจอค่ะ ภูมิปัญญาท้องถิ่น สุดยอดมากๆนะคะ
สวัสดีครับ....ติดตามมาตลอดครับ เป็นสิ่งน่าภาคภูมิใจว่าหลายท่านที่รักควายและนำเสนอเรื่องควายอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับผมที่พยายามกระตุ้นเตือนก่อนที่จะเลือนหายไปในสังคมท้องถิ่น...ถูกต้องครับ ประโยชน์ของควายมีมากมายอย่างที่หลายท่านคาดไม่ถึง หากมีโอกาสท่านแวะเยี่ยมเยียนร้อยเอ็ดบ้าง จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้พัฒนานวัตกรรมภายใต้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับควายด้วยกัน
ขอบคุณคุณครูรินดา ที่แวะมาเยี่ยมเด็กเลี้ยงควาย..รุ่นคุณครูน่าจะยังเห็นวิถีชีวิตของชาวนากับควายอยู่นะครับ ทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาสู่กันฟังแบบ สบาย สบาย ครับ
สวัสดีครับคุณหมอ ขอบคุณครับ..เป็นเรื่องราวที่พบเห็นตอนเป็นเด็กเลี้ยงควายคงจะใช้ในเชิงวิชาการอะไรไม่ค่อยได้นะครับ ผมมีความรู้สึกว่าควายที่เลี้ยงนี้เป็นสมาชิกส่วนหนึ่งในครอบครัวของเราครับ...
ความเห็นส่วนตัวในฐานะทำงานส่งเสริมในท้องถิ่นครับว่า นี่แหล่ะน่าจะเป็นการพัฒนาที่เหมาะสมกับท้องถิ่นเพื่อความยั่งยืนมากที่สุด แม้หลายคนจะมองว่าล้าสมัย แต่อย่าลืมนะครับว่าความเปลี่ยนแปลงทุกด้านในปัจจุบันมันส่งผลกระทบทุกเรื่องทุกอย่างไม่เว้นแม้กระทั่งควายที่นอนอยู่ในปลัก ต้องดิ้นรนทนทุกข์ ปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลง เหมือนกับว่า "ยิ่งดิ้นก็ยิ่งมัดแน่น" ลองหันมองย้อนหลังกันบ้าง สิ่งที่อาจารย์เล่านั่นคือความสุขที่แท้จริงมิใช่หรือ????? กับการได้ผสมผสานวิทยาการกับความลงตัวภูมิปัญญาไทยนี้ ผมให้กำลังใจและร่วมกันกระตุ้นความรู้สึกและสานต่อไปครับ
ตอนเด็กๆๆเหมือนเป็นเรื่องสนุกที่ใช้ขี้ควายยาลานข้าว กวาดออกมันลื่นๆๆมันๆๆ ชอบมากๆๆครับ
คุณหนุ่มกรค่ะ
อ่านแล้วก็ประทับใจตรงที่ขี้ควายสามารถนำมาใช้ทำยาลานได้ แต่ด้วยความไม่เคยเห็นและสัมผัสก็แอบสงสัยต่อว่าขี้ควายจะมีคุณสมบัติดีอย่างไรจึงเอามาทำยาลานนะค่ะ
ขอบคุณคุณหมอแจ็ค
...ครับ..ก็คงจะพยายามเล่าสิ่งได้พบเห็นมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันต่อไปครับ
สวัสดีครับอาจารย์ขจิต
..เดี๋ยวนี้น่าจะไม่ค่อยมีให้เห็นแล้วนะครับ..
สวัสดีครับคุณมะปรางเปรี้ยว
ที่ถามเรื่องขี้ควาย"ทำยาลาน" นั้น ถ้าพูดแถวบ้านผมชาวบ้านน่าจะงงกันครับ ...เราเอาขี้ควายมา "ยาลาน" ครับ (ไม่ใช่ "ยา" รักษาโรคนะครับ)คือเอาขี้ควายผสมกับน้ำให้เข้ากันแล้วใช้ไม้กวาด กวาดทาบนผิวดินที่ทำลานไว้ ขี้ควายจะแห้งปิดรอยแตกของดิน เวลานวดข้าวเมล็ดข้าวเปลือกหลุดจากรวงแล้วจะหล่นลงบนลานง่ายต่อการเก็บรวมเมล็ดข้าวเปลือก....ติดตามต่อไปนะครับ ขอบพระคุณครับ..
ขอบคุณข้อมูลดีๆนี้ค่ะ..ค่ำคืนนี้ย้อนมาอ่านอย่างต่อเนื่องด้วยความสนใจอย่างยิ่งจากประสบการณ์ตรงค่ะ..
ขอบคุณครับอาจารย์ นงนาท
...เป็นความทรงจำเมื่อประมาณ 50 กว่าปีมาแล้วครับ ก็พยายามทบทวนจำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง..เล่าสู่กันฟังนะครับ