"จิตสาธารณะ" ถูกกำหนดขึ้นโดยหลักสูตรการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑ ของกระทรวงศึกษาธิการว่า "นักเรียนจะต้องมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้านจิตสาธารณะ"  จัดอยู่ในข้อ ๘ อันเป็นข้อสุดท้าย  คำว่าข้อสุดท้ายหากคิดไปดูเหมือนให้ความสำคัญน้อย  ฉันลองให้นักเรียนของฉันช่วยกันวิเคราะห์ดูแล้ว  พบว่านักเรียนได้ให้ความสำคัญของจิตสาธารณะอยู่ในอันดับ ๑  ซึ่งนักเรียนให้เหตุผลว่า "เมื่อมีจิตสาธารณะแล้วข้ออื่นก็มีดีไปเอง

 

           นักเรียนของโรงเรียนวิทยสัมพันธ์ ได้เรียนรู้และจัดกิจกรรมนักเรียนจิตสาธารณะมาตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๔๗  ท่ามกลางความสับสนของผู้คนว่า "สอนอะไรกันหรือ ไม่เห็นรู้เรื่องเลย" แต่ฉันอยากจะสอน   ฉันมีสิทธิ์ของผู้สอน  ที่จะกำหนดไว้ในหลักสูตรทักษะชีวิตของแนะแนว

 

           การจัดกิจกรรมมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง  และเติบโตต่อยอดเป็นกิจกรรมอื่น ๆ ของนักเรียน คือ "ธรรมาภิบาลนักเรียนและวินัยเชิงบวก" ทำให้เกิดโครงงานนักเรียนหลายหัวข้อ  แต่ไม่มีการทำวิจัยเป็นรูปแบบ  นอกจากการบันทึกผล  และฉันมีความตั้งใจว่าจะพยายามทำวิจัยเชิงคุณภาพเรื่องจิตสาธารณะตลอดเวลา 

 

          เมื่อมีโอกาสอันดีที่หลักสูตรฯ กล่าวถึงในปีการศึกษา ๒๕๕๑   ทำให้กิจกรรมจิตสาธารณะของฉันและนักเรียนได้จังหวะค่อย ๆ กระจายไปแบบคลื่นเล็ก ๆ สู่ความเป็นหลักสูตรสถานศึกษาได้  และวันหนึ่งฉันจำเป็นต้องละทิ้งไว้กับความหลัง  ได้แต่คิดว่าจะกลายเป็นคลื่นกระทบฝั่ง ก็ไม่อาจเดาได้เมื่อฉันลาจากเด็กและโรงเรียนออกไป 

 

         คราวนี้ฉันมีโอกาสกลับไปช่วยงานของโรงเรียนอีกครั้ง   จึงถือโอกาสช่วยเหลือด้านการสอนบ้าง  งานชุมชนบ้าง  และส่วนมากคือการจัดทำวิจัยเกี่ยวกับงานหลายหัวข้อ  นับตั้งแต่งานบริหารจัดการสถานศึกษาและงานอื่น ๆ ตามที่เหมาะสม  และได้พบว่าจิตสาธารณะยังกล่าวถึงและต้องสอนกันตามหลักสูตรต่อไป

 

            งานวิจัยจิตสาธารณะนักเรียน นับเป็นความสนใจที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ต้องทำวิจัย  เพื่อตอบโจทย์ว่านักเรียนมีจิตสำนึกจิตสาธารณะจริงไหม   มีความคิดเห็นและพึงพอใจต่อกิจกรรมจิตสาธารณะอย่างไร   รวมทั้งข้อเสนอแนะอื่น ๆ ของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมจิตสาธารณะ  เฉพาะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๓ โดยใช้แบบสอบถามประมาณค่า ๕ ระดับ และการแสดงความคิดเห็นปลายเปิด แยกเป็น ๓ ด้านคือด้านความรู้ความเข้าใจ ด้านกระบวนการ และด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์

 

          ผลการวิจัยพบว่า : นักเรียนร้อยละ  ๘๖ เป็นผู้มีสำนึกด้านจิตสาธารณะมากที่สุด  ร้อยละ  ๑๒  เป็นผู้มีจิตสำนึกสาธารณะในระดับมาก  รวมทั้งการเห็นคุณค่าของผู้อื่น การทำเพื่อสังคมมากกว่าตนเอง  ส่วนร้อยละ ๒ มีจิตสำนึกสาธารณะอยู่ในดับน้อยและน้อยมาก    เพราะเป็นนักเรียนย้ายมาจากโรงเรียนอื่น  ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจจิตสาธารณะ 

 

          ส่วนข้อคิดเห็นทั่วไป : นักเรียนแสดงความคิดเห็นว่า  ควรมีการฝึกกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง  ครูต้องติดตามผลงานของนักเรียน  ครูควรนำนักเรียนไปทำกิจกรรมจิตสาธารณะในชุมชนบ้าง  ครูควรให้นักเรียนนำความดีที่ตนเองทำกับครอบครัวหรือชุมชนมาเล่าที่โรงเรียนบ้าง และครูควรเป็นแบบอย่างด้านจิตสาธารณะ   แต่ความคิดเห็นที่ถึงต้องอึ้งคือ "ครูควรเป็นผู้มีจิตสำนึกจิตสาธารณะสูง  จึงจะสอนนักเรียนให้มีจิตสาธารณะได้  เพราะครูคือแบบอย่างที่ดีของนักเรียน"

 

        ผู้อำนวยการโรงเรียนอ่านแล้วนิ่ง "ยิ้มรับ" กับข้อคิดเห็นของนักเรียนอย่างเบิกบาน  ไม่ได้หมายถึงการสนับสนุนให้นักเรียนต่อว่าครู  แต่มีความพึงพอใจกับ "ความกล้าแสดงออกของนักเรียน" ต่างหาก

 

         การฝึกให้นักเรียนเขียนคำตอบแบบปลายเปิดหรืออิสระ  ทำให้นักเรียนได้แสดงความคิดได้เต็มที่ และเป็นการฝึกคิดอย่างสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์  เพราะคุณลักษณะของผู้มีจิตสาธารณะคือกล้าคิด กล้าทำ ใจกว้าง ยอมรับและเปลี่ยนแปลง  สามารถสร้างโอกาสบนพื้นฐานคุณธรรมจริยธรรม  ผู้ที่มีจิตสาธารณะจึงมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง

ความเป็นมาอยู่ที่นี่ค่ะ

http://www.gotoknow.org/blog/krukim/372569