...ต่างคนต่างรักที่จะอยู่บ้าน ความรักความอบอุ่น ความผูกพันธ์ของการเป็นครอบครัวก็แน่นแฟ้น...ยิ่งขึ้น

      คนที่บ้านชอบปลูกต้นไม้ และเลี้ยงปลา เขาปลูกทั้งกล้วยไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ผล รวมถึงไม้ในวรรณคดีไทย ส่วนหนึ่งเขาขุดเป็นคูน้ำปล่อยปลานิล ปลาทับทิม ปลาดุก ปลาหมอ และปลูกผักผลไม้บนคันคู แต่เดิมดิฉันไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าที่ดินว่างน่าจะใช้ทำประโยชน์ปลูกอาคาร ทำบ้านเช่า แต่ก็ไม่คัดค้านเพราะก็ชอบต้นไม้เป็นทุนเดิม...

       สิ่งที่เกิดขึ้นจากการปลูกทุกอย่างที่ขวางหน้า(เหมือนอาจารย์ขจิต ) ทุกวันนี้ที่บ้านเราไม่ต้องซื้อดอกไม้บูชาพระ ซึ่งแต่เดิมต้องซื้อสัปดาห์ละประมาณ ๒๐๐ บาท เราไม่ต้องซื้อผลไม้บูชาหิ้งพระ ร.๕ พระภูมิเจ้าที่ จากเดิมที่เราต้องซื้อสัปดาห์ละประมาณ ๒๐๐-๔๐๐ บาท เราไม่ต้องซื้อ พริก ผักบุ้ง ผักกาด บวบ ฟัก ข่า ตระไคร้ ใบมะกรูด มะนาว มะพร้าว มะขาม เราไม่ต้องซื้อผลไม้ประเภทกล้วย มะละกอ แก้วมังกร มะม่วง ขนุน ที่หมุนเวียนกันออกผลจนบางครั้งกินไม่ทันต้องแจก... 

       สิ่งที่เกิดจากการเลี้ยงปลาทุกชนิด แบบเพื่อความเพลิดเพลิน ปลาออกลูกหลานจนแน่น ต้องชวนน้องๆมาทอดแห วางตาข่ายจับปลาไปแจกกัน

       ผลพลอยได้...สิ่งทั้งหลายที่ตามมาคือ เราอยู่ติดบ้าน เพราะรู้สึกว่าบ้านเราร่มเย็นอยู่สบาย ไม่ต้องออกไปเที่ยวนอกบ้านเพราะร้อน...วุ่นวายและมลพิษ และผลพลอยได้นี่แหละค่ะที่ทำให้ ความผาสุขเกิดขึ้นได้ในครอบครัว เพราะเมื่อต่างคนต่างรักที่จะอยู่บ้าน ความอบอุ่น ความผูกพันธ์ของความเป็นครอบครัวก็แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น...

       ดิฉันเคยคิดคำนวนว่าที่บ้านเรานี้ จากการปลูกพืชผักผลไม้ เลี้ยงปลา ทำให้เราประหยัดเงินได้เดือนละหลายพันบาท จากการไม่ต้องซื้อ และสุขภาพร่างกายที่ได้รับประทานพืชผักผลไม้ปลอดสารพิษ รวมถึงสุขภาพจิตที่แจ่มใส ไม่สามารถคิดมูลค่าเป็นเงิน...แต่เป็นมูลค่าที่เหลือคณานับจริงๆ...เพื่อนๆเห็นด้วยไหมคะ

       ผลพลอยได้ทั้งหลายที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเพราะเราน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาสู่การปฏิบัติในครอบครัว...และอยู่อย่างพอเพียง...ค่ะ