.....เพื่อความเจริญแพร่หลายแห่งวัฒนธรรมเมืองพะเยา และความเจริญงอกงามแห่งภูมิปัญญาท้องถิ่น.....

    

     การศึกษาเกี่ยวกับสภาพและสังคมทางการเมืองการปกครองของล้านนาได้มีมานานแล้ว  แต่เป็นภาพรวมของล้านนายุคหลัง ๆ ซึ่งความเป็นจริงจังหวัดทางภาคเหนือตอนบน  ๘  จังหวัดอันประกอบไปด้วย  เชียงราย- พะเยา – ลำปาง –น่าน – แพร่ –ลำพูน –เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอนนั้น ยังมีอาณาจักรดังเดิมอยู่ก่อนล้านนาอีกหลายอาณาจักร เช่น อาณาจักรโยนก, อาณาจักรภูกามยาว , หริภุญชัย  เป็นต้น

     อีกประการหนึ่งเมื่อพูดถึงวัฒนธรรมล้านนาโดยมากก็นึกถึงเฉพาะแต่เชียงใหม่ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจทางภาคเหนือตอนบนในยุค  ๗๐๐  กว่าปีเท่านั้น หากภูกามยาวซึ่งเป็นอาณาจักรที่มีอายุถึง  ๙๐๐ กว่าปี  นั้นแทบจะไม่ได้กล่าวถึงเลย

     ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงได้พยายามศึกษาค้นคว้าเรื่องของรัฐพะเยา หรือภูกามยาว เอาไว้โดยมีปณิธานอย่างจริงจังว่า

 

            ……เพื่อความเจริญแพร่หลายแห่งวัฒนธรรมเมืองพะเยา

        และความเจริญงอกงามแห่งภูมิปัญญาท้องถิ่น  ……..

 

            ในหนังสือเล่มนี้มีทั้งหมด  ๕  บท ซึ่งประกอบไปด้วย

            บทที่  ๑  ยุคขุนศรีจอมธรรม     พระมหากษัตริย์แห่งรัฐพะเยา พระองค์นี้มีพระนามว่าขุนจอมผาเรือง  เป็นยุคที่มีการเริ่มสร้างบ้านแปลงเมือง  พระองค์ได้อพยพผู้คนจากเมืองหิรัญเงินยางของพระราชบิดาเข้ามาพื้นฟูเมืองร้างและสร้างเมืองใหม่ขึ้นมาชื่อภูกามยาว ซึ่งในการสร้างบ้านเมืองในสมัยโบราณนอกจากจะหาทำเลทองหรือชัยภูมิที่ดีแล้วยังมีแนวความคิดที่ยึดเอาพระธาตุจอมทองเป็นดังภูเขาสิเนรุ อันเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล โดยมีเวียงต่าง ๆ เป็นบริวาร  ในบทนี้ยังทำให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของคนพะเยา, สภาพบ้านเมือง, รูปแบบการปกครอง และที่สำคัญการใช้ทศพิธราชธรรมในการบริหารบ้านเมืองของพระองค์ จนทรงได้รับขนานพระนามใหม่ว่า จอมธรรม, ศรีจอมธรรม หรือธรรมราชา นั่นเอง

 

            บทที่  ๒  ยุคขุนเจืองธรรมิกราช  เป็นยุคของการขยายดินแดนและการรบเพื่อรวบรวมบ้านเมืองเพื่อให้เป็นปึกแผ่นตลอดรัชสมัยของพ่อขุนเจืองธรรมิกราช ซึ่งถือว่าเป็นกษัตริย์นักรบผู้ยิ่งใหญ่ของรัฐพะเยา และพระองค์มีความกล้าหาญจนไม่สามารถหาผู้ใดเสมอเหมือนได้จนอาณาจักรน้อยใหญ่ในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต้องยอมรับและสิโรราบให้แก่พระองค์  ที่สำคัญบรรดาอาณาจักรเหล่านั้นยังได้นับถือพระองค์เป็นดังบรรพบุรุษผู้ใหญ่ของตนในลำดับราชวงศ์หรือมีพระนามปรากฏในที่ต่าง ๆ ถึง  ๓๓  พระนามและได้แผ่พระราชอำนาจไปทั่วทุกสารทิศ และจบพระชนมชีพกลางสนามรบในวัย  ๗๖  พระชนมพรรษา

 

            บทที่ ๓ ยุคขุนงำเมือง ยุคนี้ถือว่าเป็นยุคของ  ๓  กษัตริย์  ๓  อาณาจักร พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ของพะเยา หรือภูกามยาวที่สามารถประคับประครองอาณาจักรของพระองค์ให้อยู่ร่วมกับอาณาจักรต่าง ๆ ได้ซึ่งในยุคนี้เกิดวิกฤติอยู่หลายครั้งแต่ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์จึงทำให้พะเยารอดพ้นวิกฤติและยิ่งใหญ่มาได้  โดยมีการกระทบกระทั่งกับเพื่อนบ้านบ่อย ๆ ครั้ง เช่น รัฐโยนก ของขุนมังราย (ก่อนที่จะไปสร้างเชียงใหม่แห่งรัฐล้านนา) , รัฐน่าน  เป็นต้น

            ในยุคนี้มีเหตุการณ์ที่สำคัญ ๆ หลายประการ เช่นมีการตกลงของ ๓  กษัตริย์แห่ง ๓  รัฐ ประกอบไปด้วยขุนมังราย แห่งรัฐโยนก (ก่อนที่จะยุบรวมเป็นล้านนาในภายหลัง), ขุนรามคำแหงแห่งรัฐสุโขทัย และขุนงำเมืองแห่งรัฐพะเยา (ภูกามยาว) เพื่อบุกโจมตีเมืองหริภุญชัย  ตามสนธิสัญญาประตูชัย  ที่กระทำขึ้นในรัฐพะเยาขึ้น ต่อด้วยการสร้างเมืองเชียงใหม่ อันเป็นศูนย์กลางอำนาจของล้านนา เมื่อขุนมังรายสามารถรวม  ๒  รัฐเข้าด้วยกันคือ โยนกและหริภุญชัยและตามด้วยเขลางค์นคร หรือลำปาง

            บทที่  ๔  ยุคพะเยาอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐล้านนา  ในยุคนี้เมืองพะเยาจากอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ก็ถูกผนวกเข้ากับล้านนาที่เข้ามารุกรานจนถูกลดฐานะเป็นหัวเมืองลูกหลวงที่รัฐบาลจากเชียงใหม่ส่งเชื้อพระวงศ์หรือไม่ก็ขุนนางมาปกครองเพื่อจุดประสงค์ที่จะขยายอาณาจักรไปที่รัฐอิสระอื่น ๆ ต่อไป เช่น น่าน และแพร่  เป็นต้น

            ในยุคนี้เมืองพะเยามีการขึ้นลงตามภาวะทางการเมืองของเชียงใหม่มีการเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งในยุคของพญายุทธิษฐิระ ที่เข้ามาครองพะเยาแล้วนำศิลปะสุโขทัยเข้ามาด้วยจนพัฒนาศิลปเมืองพะเยาด้านวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก

 

            บทที่  ๕  ยุคพะเยาอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐสยาม  ในยุคนี้เป็นพะเยายุคสุดท้ายที่ภายหลังจากตระกูลเจ้าเจ็ดตนสามารถขับไล่พม่าที่ครองเมืองล้านนาถึง  ๒๑๖  ปีได้สำเร็จ และได้นำความเข้ากราบทูลให้มีการตั้งพะเยาใหม่โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่  ๓  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งเจ้าเมืองพะเยาและให้อพยพคนพะเยาที่ไปอยู่ลำปางนานถึง  ๕๖  ปีกลับสู่เมืองเดิม หลังจากนี้เมืองพะเยาก็ถูกลดฐานะลงเรื่อย ๆ จากเมืองประเทศราช – เป็นหัวเมือง- เป็นอำเภอขึ้นอยู่กับการปกครองของจังหวัดเชียงราย อันเป็นการสิ้นสุดของการรวบรวมดินแดนแห่งมลฑลพายัพเข้าสู่อาณาจักรสยามได้สำเร็จ และเพิ่งจะมีการแยกตัวมาเป็นจังหวัดพะเยา เมื่อวันที่ ๒๘  สิงหาคม  ๒๕๒๐  นี้เอง

            ในหนังสือเล่มนี้ คำว่า “ขุน” จะใช้กับกษัตริย์วงศ์ภูกามยาว ตั้งแต่ขุนศรีจอมธรรมถึงขุนคำลือ คำว่า “พญา” จะใช้กับผู้ครองพะเยาภายใต้อิทธิพลล้านนา ส่วนคำว่า “พระยา” จะใช้กับผู้ครองพะเยาในยุคภายใต้อิทธิพลของสยามรัฐ

            คำว่า “ยวน” หมายถึงโยนกนคร หรือชาวพื้นเมืองเดิม  ส่วนคำว่า “ญวน” หมายถึงแกว หรือ เวียดนาม

            ข้อตกลง, พันธสัญญา จะใช้คำว่า  “สนธิสัญญา” แทน

     การศึกษาครั้งนี้นอกจากจะเพื่อเผยแผ่วัฒนธรรมพะเยาแล้ว  ผู้เขียนยังได้อาศัยเป็นหนังสืออ่านเสริมเพื่อประกอบการเรียนการสอนในสาขาวิชาเอกรัฐศาสตร์ ภาควิชารัฐศาสตร์ (การเมืองการปกครอง) วิทยาลัยสงฆ์พะเยา  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  วิทยาเขตพะเยา อีกด้วย