หากเราปรารถนาสิ่งใดขึึ้นมาในชีวิต เราต้องทำสิ่งนั้นด้วยตัวเองก่อน และเราต้องทำสิ่งนั้นอย่างจริงใจและจริงจังด้วย ผมจะมีความศรัทธากับการกระทำ ผมเชื่อว่าการกระทำและการลงมือทำจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้ แต่เราต้องทำเอง เราต้องพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุด ทุกสิ่งที่คิด ทำเองก่อนหมดเลย ... 

... ก่อนที่จะมีเครือข่าย(ผู้ป่วยระยะสุดท้าย)ในวันนี้ ผมทำเองคนเดียวก่อน ผมมีความเชื่อว่า ความจริงใจและความทุ่มเทของคนที่ทำอะไรก่อนคนอื่น มันจะนำมาซึ่งความไว้วางใจของผู้คน การที่เราจะขยายเครือข่ายไปได้ มันขื้นกับความไว้วางใจ คนเราจะเชื่อในตัวของผู้นำก่อน ก่อนที่จะเชื่อในวิสัยทัศน์ของผู้นำนั้น ถ้าเขาไม่เชื่อในตัวผู้นำเลย เขาก็ไม่มีทางเชื่อในวิสัยทัศน์ของผู้นำนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่ทำให้เห็นอย่างจริงจัง แล้วเขาไว้ใจเรามากพอ เขาไม่เชื่อเรา เขาก็ไม่มีทางเชื่อในวิสัยทัศน์ของเราได้เช่นกัน

ผมศรัทธาในการกระทำ ตัดสินใจแล้วทำจริงจังไปเลย ใครเห็นไม่เห็น เราก็ไม่สามารถไปประเมินได้ เพียงแต่รู้ว่า ทุกๆการกระทำในชีวิตของเรา ย่อมมีใครสักคนเห็นอยู่เสมอ แต่เราไม่รู้ว่าคนนั้นเป็นใครเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว แล้วมันก็เป็นจริง ก็คือ เริ่มมีคนเห็นในสิ่งที่ผมทำ และเริ่มมีคนมาถามว่า ทำอะไร เริ่มมีคนที่จะถามต่อไปว่า แล้วทำอย่างไร ก็ได้นั่งคุยกัน ผมเชื่อว่าการกระทำมันเปิดโอกาสให้ทุกอย่าง ให้ตัวของเราให้ค้นพบศักยภาพ ค้นพบความสามารถ ค้นพบความเป็นจริงที่เราฝันอยู่

เครือข่ายที่ขยายออกไปได้ทั้งหมดนี้ เกิดจากความไว้วางใจ ต้องบอกว่าไว้วางใจซึ่งกันและกันว่า ผมไม่เลิก เขามองว่า ผมทำจนถึงตอนนี้แล้ว ไม่ว่าจะผ่านมากี่วัน กี่เดือน กี่ปีแล้ว เจอเรื่องราวอะไรมามากมาย แต่ผมยังทำอยู่ จึงทำให้เขาตามมาเรื่อยๆมากขึ้น  ทุกวันนี้ก็มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าเขาเห็นผมไม่หยุด เขาก็เลยไปบอกต่อว่า ถ้าจะทำกันจริงๆ มานั่งคุยกัน มาหาผม และผมก็ซื่อสัตย์ ยึดตรงนี้ว่า..คือ..ถ้าผมจะต้องนำหรือทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ผมจะไม่ใช่ผู้จัดการ แต่ผมต้องเป็นผู้นำ ซึ่งมันไม่เหมือนกัน ผมไม่ได้เป็นคนสั่ง ผมไม่ได้เป็นผู้จัดการที่คอยสั่ง คอยชี้นิ้ว หรือคอยอยากให้คนนั้นเป็นอย่างนี้ อยากให้คนนี้เป็นอย่างนั้น
อยาก ให้คนนี้เปลี่ยนแปลง ไปทำนั่นทำนี่ แต่ผมจะบอกกับเครือข่ายทุกคนว่า เราช่วยกัน ถ้าเขาปรารถนาจะทำอะไร ก็คือ หนึ่งในนั้นจะมีผมที่จะช่วยอยู่ในทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านความคิด ทางด้านลงแรงร่วมมืออะไรกัน ก็คือว่า ผมไม่สั่งให้ใครไปทำอะไร เพียงแต่่ว่า ผมจะเข้าไปช่วยเขาในความสำเร็จของเขา ให้เขาสำเร็จ..

น้องนะ หรือ อาจารย์นะ..ธิติ ติรพัฒน์ ตอบผม เมื่อผมตั้งคำถามว่า ทำอย่างไรจึงเกิดเครือข่ายช่วยเหลืือคนไข้ระยะสุดท้ายได้ขนาดนี้ ระหว่างที่เราสองคนคุยกันถึง เครือข่ายจิตอาสาในพื้นที่กว่า 400 คน ในจำนวนนี้ทำงานได้จริงๆประมาณ 100 คน เป็นทั้งบุคลากรสุขภาพและคนทั่วไป คอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดตรัง อ.ละงู จ.สตูล และบางส่วนของ จ. กระบี่ ซึ่งเกิดจากการเริ่มต้นตามลำพังของน้องนะคนเดียว

น้องนะ ช่างภาพโฆษณาหนุ่มที่มีภูมิหลังน่าสนใจมาก จากคนที่เรียกตัวเองว่า เด็กเกเร สร้างความเดือดร้อนและน้ำตาให้กับคุณพ่อคุณแม่ แต่ตอนนี้กลายมาเป็นแกนนำเครือข่ายช่วยเหลือคนไข้ระยะสุดท้าย หลังจากได้เปิดบ้านตนเอง..บ้านปัญญาธรรมครูสร้อย สอนปฏิบัติธรรมที่เริ่มจากคนในครอบครัว แล้วขยายสู่ชุมชนรอบข้างและผู้สนใจมาได้ระยะหนึ่งก่อนแล้ว ต่อมาจึงเริ่มงานอาสาสมัคร ใช้ศูนย์ปฏิบัติธรรมนี้เป็นที่ฝึกอบรมอาสาสมัครใหม่ๆที่ยังไม่มั่นใจตนเอง นักให้ช่วยเหลือคนไข้ด้วยธรรมบำบัด และยังจัดที่พักให้คนไข้ที่ต้องการมาใช้ชีวิตในวาระสุดท้ายของตนเองที่นี่ ได้อีกด้วย


น้องนะ กับ น้องสุ..สุปรียา ติรพัฒน์ คู่ชีวิตซึึ่งเป็นพยาบาล เปิดบ้านในตัวเมืองจังหวัดตรังซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรม ต้อนรับผมกับพี่ฟ่ง..กานดาวศรี ตุลาธรรมกิจ เมื่อวันที่ ๙ เมษายนที่ผ่านมา หลังจากบ้านเพิ่งฟื้นตัวจากน้ำท่วมใหญ่นอกฤดูกาล ตอนเราเดินทางไปเยี่ยมและหาเครือข่ายช่วยกันดูแลคนไข้

จากการอบรมสู่การสร้างเครือข่าย

น้องนะ เป็นหนึ่งในคนที่เคยเข้าอบรมโครงการเผชิญความตายอย่างสงบของเครือข่ายพุทธิกาและเสมสิกขาลัย ทั้งการอบรมสำหรับบุคคลทั่วไประยะเวลา ๓ วัน และการอบรมทักษะแกนนำทางจิตวิญญาณระยะเวลา ๔ วัน เมื่อ ๓ ปีก่อน แล้วกลับไปปฏิบัติด้วยตนเองก่อน เมื่อมีความมั่นใจมากขึ้น จึงได้ขยายงาน สร้างเครือข่ายในพื้นที่ต่อมา

น้องนะ ไม่ได้รอให้ต้องเก่งก่อนแล้วจึงลงมือทำ แต่ใช้วิธีทำไป เรียนรู้ไป ซึ่งได้ผลดี สามารถฟังรายละเอียดเรื่องนี้ได้จากคลิปข้างล่าง

น้องนะ เล่าว่า ตอนที่เริ่มคิดจะเป็นอาสาสมัคร ก็มีความกลัวอยู่บ้าง แต่น้องเขาบอกว่า เขาไม่ได้เกิดมาเพื่อจะอยู่กับวงจรสามสิ่งนี้ กลัวไม่กล้า-ไม่มีประสบการณ์  -โง่ แล้วก็กลับไปกลัวอีก จึงตัดสินใจครั้งเดียว ว่าจะทำทั้งๆที่กลัว น้องเล่าประสบการณ์ตอนไปช่วยเหลือคนไข้รายแรก และเอาชนะความไม่มั่นใจของตนเองได้อย่างไร ตามคลิปข้างล่าง

อะไรที่ทำให้ยังคงเป็นอาสาสมัครมาจนถึงทุกวันนี้

 ผมถามคำถามนี้เป็นคำถามสุดท้าย ซึ่งคำตอบของน้องนะหรืออาจารย์นะ ซึ่งพูดถึง คำพูดจากปากของคนไข้ที่เข้าไปช่วยเหลือก่อนเสียชีวิต ทำให้ผมรู้สึกว่า โลกใบนี้ยังมีสิ่งดีๆอีกหลายอย่างให้เราได้สัมผัสและเรียนรู้ ความงดงามของการให้ ไม่ได้เกิดกับเฉพาะตัวอาสาสมัครหรือบุคลากรสุขภาพที่เข้าไปดูแลคนไข้และ ครอบครัวเท่านั้น แต่ผู้ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับความตายอยู่ตรงหน้า ก็ยังสามารถเป็นผู้ให้ได้อย่างน่าชื่นชม และเป็นแรงบันดาลใจและพลังที่ทำให้สิ่งดีๆยังเกิดขึ้นในสังคมได้

อยากให้ดูคลิปข้างล่างนี้มากเลยครับ