ผมยึดมั่นในแนวทางการทำงานว่า "ได้งาน ต้องได้คน" ไม่ใช่ทำงานกันแล้ว "ได้งาน แต่เสียเพื่อน"

ผมให้ความสำคัญกับการสรุปผลการดำเนินงานค่อนข้างมาก  โดยเฉพาะการสรุปงาน หรือ "ถอดบทเรียน" เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ หรือชุดความรู้ใหม่ๆ เป็น "มรดก" ให้กับองค์กร

ย้อนกลับไปถึงกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ  ซึ่งผมเคยได้เขียนบันทึกไว้ในชื่อ "เราทิ้งเด็กไม่ได้" 

ครั้งนั้นจะเห็นได้ว่าการงานเป็นไปอย่างรีบเร่ง เตรียมงานกันไม่ถึงสองวันเลยด้วยซ้ำไป  จนผมต้องสั่งการให้ลูกทีถอดทิ้งหัวโขนความเป็นเจ้าหน้าที่ออก เพื่อลงไปช่วยนิสิตทำงาน และปลดแก้ไขวิกฤตเฉพาะหน้าให้ได้มากที่สุด  ด้วยหวังว่าวิธีการดังกล่าวจะช่วยให้กิจกรรมวันเด็กฯ ลุล่วงไปด้วยดีดังใจหวัง

และนั่นก็เป็นไปตามวาทกรรมที่ผมย้ำมาตลอดว่า "พูดให้ฟัง ทำให้ดู อยู่เป็นเพื่อน"  เพียงแต่ครั้งนี้อาจต้องทำทุกอย่าง เสมือนเป็นผู้ร่วมรับผิดชอบไปในที

 

Large_dsc_2393

 

ก่อนหน้านั้น  ทั้งผมและทีมงานจับอาการคณะกรรมการบริหารองค์การนิสิตได้อย่างชัดแจ้งว่าพวกเขากำลังเจอวิกฤตเรื่อง "ทีม" โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากความรักและความเข้าใจที่มีต่อกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจัดกิจกรรมวันเด็กฯ อย่างเลี่ยงไม่ได้

ด้วยเหตุนี้เมื่อกิจกรรมเสร็จสิ้นลง  ทั้งผมและทีมงาน จึงเชื้อเชิญน้องๆ จากองค์การนิสิต และทีมผู้รับผิดชอบงานวันเด็กมาพบปะพูดคุยกัน  และทานอาหารร่วมกัน โดยมีกิจกรรม "สรุปงาน" หรือ "ถอดบทเรียน" เป็นองค์ประกอบสำคัญในค่ำคืนวันนั้น

เหตุที่ต้องทำเช่นนั้น  เพราะผมยึดมั่นในแนวทางการทำงานว่า "ได้งาน ต้องได้คน" ไม่ใช่ทำงานกันแล้ว "ได้งาน แต่เสียเพื่อน" ...

กิจกรรมในค่ำคืนนั้น  เริ่มต้นจากการรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน  เสร็จจากนั้นทีมงานก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการของการสรุปงานร่วมกัน ด้วยการจัดฉายวีดีทัศน์เบาๆ สบายๆ ให้นิสิตได้ดู  โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวโยงกับ "การทำงานและการใช้ชีวิตร่วมกัน"  เพื่อปูพรมและกระตุ้นต่อมความรู้สึกของนิสิตสู่การเปิดเปลือยบางสิ่งบางอย่าง 

และเมื่อผ่านพ้นกิจกรรมแรก  ทีมงานก็ขยับเข้าสู่การสันทนาการ เน้นความเฮฮา สนุกสนาน และผ่อนคลายลงด้วยการให้แต่ละคนเขียนความในใจถึงเพื่อน ถัดจากนั้นก็ให้แต่ละคนจับคู่นั่งคุยกันในเรื่องต่างๆ เท่าที่ใจจะสามารถ "เปิดเปลือยใจ" ได้.

กิจกรรมดังกล่าวดำเนินไปอย่างเรียบง่าย แต่เหมือนมีมนต์ขลังอย่างเหลือเชื่อ หลายต่อหลายคนขยับเข้าคุยกันเกินที่เราคาดหมาย  หลายต่อหลายคนร่ำไห้ต่อหน้าเพื่อน บางคนเอ่ยคำขอโทษเพื่อน  และอื่นๆ อีกมากมายที่ผมและทีมงานก็พลอยสะเทือนใจไม่ต่างกัน

เมื่อกิจกรรม "เปิดเปลือยใจ" ได้ยุติลง  เราก็ขับเคลื่อนเข้าสู่การสรุปงาน/ถอดบทเรียนแบบง่ายๆ ด้วยการให้ทุกคนมานั่งล้อมวงกัน เพื่อบอกเล่าถึงกระบวนการและผลลัพธ์จากการทำงานในครั้งที่ผ่านมา

 

เปิดเปลือยปัญหา

ในเวทีครั้งนั้น นิสิตได้สะท้อนปัญหาด้านการทำงาน  โดยหลักๆ คือการมอบหมายงานไม่ชัดเจน  เป็นการมอบหมายงานให้เฉพาะคนมากจนเกินไป และผู้ที่รับงานไปนั้น ก็ไม่ได้สร้างกระบวนการให้เพื่อน หรือคนในทีมได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างที่ควรจะทำ  ส่งผลให้ทำงานอยู่คนเดียว  ยิ่งตรงกับช่วงหยุดเทศกาลปีเก่า-ปีใหม่ ยิ่งทำให้งานชะงักไปอย่างสิ้นเชิง

เช่นเดียวกับประเด็นของการบริหารแผน ก็เป็นอีกเรื่องที่ถูกสะท้อนขึ้นมา  โดยทุกคนมองว่าเป็นการบริหารแผนที่ไม่มีประสิทธิภาพ  ขาดการวางแผนระยะยาว

แต่ทั้งปวงนั้น ก็เหมือนกับมองในมุมเดียวกันคือปัญหาที่แท้จริงมาจากความไม่เข้าใจกันและกันนั่นแหละ เมื่อไม่เข้าใจกัน ก็เกิดภาวะของการไม่พูดไม่คุยกัน เอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับงาน  จนพลอยให้งานส่วนรวมกระทบไปโดยปริยาย

ซึ่งก็ยังดีว่า หลายต่อหลายในในเวทีนั้นยอมรับในปัญหาที่ว่านั้น...

 

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส

 

ในเวทีการสรุป/ถอดบทเรียนในวันนั้น  สิ่งที่ค้นพบก็คือการขับเคลื่อนเชิงรุกแบบถึงลูกถึงคน (ใจนำพา ศรัทธานำทาง) ใช้เวลาเพียงวันเดียวในทุกกระบวนการที่เหลืออยู่อย่างมหัศจรรย์  และปัจจัยที่หนุนนำให้งานขับเคลื่อนไปได้ด้วยดีก็มีหลายประการ เช่น

  • การเข้าไปช่วยเหลือของกองกิจการนิสิต เช่น อนุมัติโครงการในกรณีพิเศษ  ช่วยประสานงานในเรื่องการใช้เครดิตต่อการซื้อสิ่งของและอุปกรณ์อันเป็นของรางวัลจากห้างร้าน และศูนย์หนังสือ  หรือแม้แกระทั่งการสำรองเงินส่วนตัวให้กับนิสิต เพื่อให้สามารถใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ แถมยังช่วยขับรถพาไปซื้อข้าวของอีกต่างหาก

              นอกจากนั้น  ยังรวมถึงการช่วยกำหนดทิศทางการทำงานแบบเร่งรัด เช่น ประสานงานกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ  เป็นคนกลางเชื่อมประสานการประชุมกับชมรมต่างๆ  และกำหนดทิศทางของการลงประชาสัมพันธ์ในโรงเรียนและชุมชน  หรือแม้แต่เมื่อถึงวันปฏิบัติงาน ก็ขยับเข้าไปประสานงานอย่างใกล้ชิด

  • การเข้าถึงชุมชน เช่น  ทำประชาสัมพันธ์เชิงรุกแบบเร่งด่วนลงสู่หมู่บ้านและโรงเรียน ด้วยการประสานตรง เข้าพบ และจ้างรถมาวิ่งประชาสัมพันธ์  พอตกเย็นก็ส่งผู้นำนิสิตเข้าพบผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้ช่วยประชาสัมพันธ์ผ่านหอกระจายข่าว
  • กระจายงบประมาณ เช่น  แทนที่องค์การนิสิต จะดูแลงบประมาณทั้งหมด ก็กระจายให้ชมรมต่างๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วม  โดยการจ่ายเงินสนับสนุนให้ชมรมได้มาออกร้านแสดงผลงาน และจัดกิจกรรมบริการแก่เด็กๆ ให้ได้มากที่สุด
  • ทวงถามสัญญาใจ เช่น  การเชื่อมประสานไปยังสโมสรนิสิตคณะต่างๆ ด้วยการถามทักถึงสัญญาใจที่ต้องช่วยกัน เพราะกิจกรรมที่ว่านี้คือกิจกรรมหลัก เป็นประเพณีนิยมที่ยึดปฏิบัติกันมางาน ภายใต้แนวคิดของการบริการสังคม ซึ่งก็โชคดีในเวลาอันจำกัดนั้น  มีสโมสรนิสิตคณะต่างๆ เข้ามาร่วมมากพอสมควร และเมื่อรวมสโมสรนิสิตกับชมรมแล้ว ก็พบว่ามีองค์กรนิสิตมาออกร้าน หรือซุ้มในวันเด็กฯ กว่า 60 ซุ้ม
  • ความง่ายงามของกิจกรรม  กล่าวคือ โครงการวันเด็ก เป็นกิจกรรมที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก เป็นกิจกรรมที่เน้นความสนุกสนานคละเคล้าความรู้และทักษะทางปัญญา  จึงง่ายต่อการออกแบบกิจกรรม  และที่สำคัญเป็นกิจกรรมที่ระบุวันชัดเจนอยู่แล้ว  ถึงแม้จะประชาสัมพันธ์ล่าช้า ก็ไม่ส่งผลกระทบมากนัก เพราะเด็กๆ ตั้งใจรออยู่แล้ว

ครับ, นี่คือเรื่องราวของการสรุปงานเพื่อให้ได้ทั้ง "งานและคน" ในเวทีของการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ'54 ซึ่งได้แต่หวังว่าบันทึกเล็กๆ บันทึกนี้  จะเป็น "ทุน" ให้ผู้นำนิสิตรุ่นถัดไปเรียนรู้และท้าทายกับการก้าวข้ามไปให้พ้นวังวนในเรื่องเหล่านี้