ผมให้ความสำคัญกับการสรุปผลการดำเนินงานค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการสรุปงาน หรือ "ถอดบทเรียน" เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ หรือชุดความรู้ใหม่ๆ เป็น "มรดก" ให้กับองค์กร
ย้อนกลับไปถึงกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ซึ่งผมเคยได้เขียนบันทึกไว้ในชื่อ "เราทิ้งเด็กไม่ได้"
ครั้งนั้นจะเห็นได้ว่าการงานเป็นไปอย่างรีบเร่ง เตรียมงานกันไม่ถึงสองวันเลยด้วยซ้ำไป จนผมต้องสั่งการให้ลูกทีถอดทิ้งหัวโขนความเป็นเจ้าหน้าที่ออก เพื่อลงไปช่วยนิสิตทำงาน และปลดแก้ไขวิกฤตเฉพาะหน้าให้ได้มากที่สุด ด้วยหวังว่าวิธีการดังกล่าวจะช่วยให้กิจกรรมวันเด็กฯ ลุล่วงไปด้วยดีดังใจหวัง
และนั่นก็เป็นไปตามวาทกรรมที่ผมย้ำมาตลอดว่า "พูดให้ฟัง ทำให้ดู อยู่เป็นเพื่อน" เพียงแต่ครั้งนี้อาจต้องทำทุกอย่าง เสมือนเป็นผู้ร่วมรับผิดชอบไปในที
ก่อนหน้านั้น ทั้งผมและทีมงานจับอาการคณะกรรมการบริหารองค์การนิสิตได้อย่างชัดแจ้งว่าพวกเขากำลังเจอวิกฤตเรื่อง "ทีม" โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากความรักและความเข้าใจที่มีต่อกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจัดกิจกรรมวันเด็กฯ อย่างเลี่ยงไม่ได้
ด้วยเหตุนี้เมื่อกิจกรรมเสร็จสิ้นลง ทั้งผมและทีมงาน จึงเชื้อเชิญน้องๆ จากองค์การนิสิต และทีมผู้รับผิดชอบงานวันเด็กมาพบปะพูดคุยกัน และทานอาหารร่วมกัน โดยมีกิจกรรม "สรุปงาน" หรือ "ถอดบทเรียน" เป็นองค์ประกอบสำคัญในค่ำคืนวันนั้น
เหตุที่ต้องทำเช่นนั้น เพราะผมยึดมั่นในแนวทางการทำงานว่า "ได้งาน ต้องได้คน" ไม่ใช่ทำงานกันแล้ว "ได้งาน แต่เสียเพื่อน" ...
กิจกรรมในค่ำคืนนั้น เริ่มต้นจากการรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน เสร็จจากนั้นทีมงานก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการของการสรุปงานร่วมกัน ด้วยการจัดฉายวีดีทัศน์เบาๆ สบายๆ ให้นิสิตได้ดู โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวโยงกับ "การทำงานและการใช้ชีวิตร่วมกัน" เพื่อปูพรมและกระตุ้นต่อมความรู้สึกของนิสิตสู่การเปิดเปลือยบางสิ่งบางอย่าง
และเมื่อผ่านพ้นกิจกรรมแรก ทีมงานก็ขยับเข้าสู่การสันทนาการ เน้นความเฮฮา สนุกสนาน และผ่อนคลายลงด้วยการให้แต่ละคนเขียนความในใจถึงเพื่อน ถัดจากนั้นก็ให้แต่ละคนจับคู่นั่งคุยกันในเรื่องต่างๆ เท่าที่ใจจะสามารถ "เปิดเปลือยใจ" ได้.
กิจกรรมดังกล่าวดำเนินไปอย่างเรียบง่าย แต่เหมือนมีมนต์ขลังอย่างเหลือเชื่อ หลายต่อหลายคนขยับเข้าคุยกันเกินที่เราคาดหมาย หลายต่อหลายคนร่ำไห้ต่อหน้าเพื่อน บางคนเอ่ยคำขอโทษเพื่อน และอื่นๆ อีกมากมายที่ผมและทีมงานก็พลอยสะเทือนใจไม่ต่างกัน
เมื่อกิจกรรม "เปิดเปลือยใจ" ได้ยุติลง เราก็ขับเคลื่อนเข้าสู่การสรุปงาน/ถอดบทเรียนแบบง่ายๆ ด้วยการให้ทุกคนมานั่งล้อมวงกัน เพื่อบอกเล่าถึงกระบวนการและผลลัพธ์จากการทำงานในครั้งที่ผ่านมา
เปิดเปลือยปัญหา
ในเวทีครั้งนั้น นิสิตได้สะท้อนปัญหาด้านการทำงาน โดยหลักๆ คือการมอบหมายงานไม่ชัดเจน เป็นการมอบหมายงานให้เฉพาะคนมากจนเกินไป และผู้ที่รับงานไปนั้น ก็ไม่ได้สร้างกระบวนการให้เพื่อน หรือคนในทีมได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างที่ควรจะทำ ส่งผลให้ทำงานอยู่คนเดียว ยิ่งตรงกับช่วงหยุดเทศกาลปีเก่า-ปีใหม่ ยิ่งทำให้งานชะงักไปอย่างสิ้นเชิง
เช่นเดียวกับประเด็นของการบริหารแผน ก็เป็นอีกเรื่องที่ถูกสะท้อนขึ้นมา โดยทุกคนมองว่าเป็นการบริหารแผนที่ไม่มีประสิทธิภาพ ขาดการวางแผนระยะยาว
แต่ทั้งปวงนั้น ก็เหมือนกับมองในมุมเดียวกันคือปัญหาที่แท้จริงมาจากความไม่เข้าใจกันและกันนั่นแหละ เมื่อไม่เข้าใจกัน ก็เกิดภาวะของการไม่พูดไม่คุยกัน เอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับงาน จนพลอยให้งานส่วนรวมกระทบไปโดยปริยาย
ซึ่งก็ยังดีว่า หลายต่อหลายในในเวทีนั้นยอมรับในปัญหาที่ว่านั้น...
พลิกวิกฤตเป็นโอกาส
ในเวทีการสรุป/ถอดบทเรียนในวันนั้น สิ่งที่ค้นพบก็คือการขับเคลื่อนเชิงรุกแบบถึงลูกถึงคน (ใจนำพา ศรัทธานำทาง) ใช้เวลาเพียงวันเดียวในทุกกระบวนการที่เหลืออยู่อย่างมหัศจรรย์ และปัจจัยที่หนุนนำให้งานขับเคลื่อนไปได้ด้วยดีก็มีหลายประการ เช่น
- การเข้าไปช่วยเหลือของกองกิจการนิสิต เช่น อนุมัติโครงการในกรณีพิเศษ ช่วยประสานงานในเรื่องการใช้เครดิตต่อการซื้อสิ่งของและอุปกรณ์อันเป็นของรางวัลจากห้างร้าน และศูนย์หนังสือ หรือแม้แกระทั่งการสำรองเงินส่วนตัวให้กับนิสิต เพื่อให้สามารถใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ แถมยังช่วยขับรถพาไปซื้อข้าวของอีกต่างหาก
นอกจากนั้น ยังรวมถึงการช่วยกำหนดทิศทางการทำงานแบบเร่งรัด เช่น ประสานงานกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ เป็นคนกลางเชื่อมประสานการประชุมกับชมรมต่างๆ และกำหนดทิศทางของการลงประชาสัมพันธ์ในโรงเรียนและชุมชน หรือแม้แต่เมื่อถึงวันปฏิบัติงาน ก็ขยับเข้าไปประสานงานอย่างใกล้ชิด
- การเข้าถึงชุมชน เช่น ทำประชาสัมพันธ์เชิงรุกแบบเร่งด่วนลงสู่หมู่บ้านและโรงเรียน ด้วยการประสานตรง เข้าพบ และจ้างรถมาวิ่งประชาสัมพันธ์ พอตกเย็นก็ส่งผู้นำนิสิตเข้าพบผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้ช่วยประชาสัมพันธ์ผ่านหอกระจายข่าว
- กระจายงบประมาณ เช่น แทนที่องค์การนิสิต จะดูแลงบประมาณทั้งหมด ก็กระจายให้ชมรมต่างๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วม โดยการจ่ายเงินสนับสนุนให้ชมรมได้มาออกร้านแสดงผลงาน และจัดกิจกรรมบริการแก่เด็กๆ ให้ได้มากที่สุด
- ทวงถามสัญญาใจ เช่น การเชื่อมประสานไปยังสโมสรนิสิตคณะต่างๆ ด้วยการถามทักถึงสัญญาใจที่ต้องช่วยกัน เพราะกิจกรรมที่ว่านี้คือกิจกรรมหลัก เป็นประเพณีนิยมที่ยึดปฏิบัติกันมางาน ภายใต้แนวคิดของการบริการสังคม ซึ่งก็โชคดีในเวลาอันจำกัดนั้น มีสโมสรนิสิตคณะต่างๆ เข้ามาร่วมมากพอสมควร และเมื่อรวมสโมสรนิสิตกับชมรมแล้ว ก็พบว่ามีองค์กรนิสิตมาออกร้าน หรือซุ้มในวันเด็กฯ กว่า 60 ซุ้ม
- ความง่ายงามของกิจกรรม กล่าวคือ โครงการวันเด็ก เป็นกิจกรรมที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก เป็นกิจกรรมที่เน้นความสนุกสนานคละเคล้าความรู้และทักษะทางปัญญา จึงง่ายต่อการออกแบบกิจกรรม และที่สำคัญเป็นกิจกรรมที่ระบุวันชัดเจนอยู่แล้ว ถึงแม้จะประชาสัมพันธ์ล่าช้า ก็ไม่ส่งผลกระทบมากนัก เพราะเด็กๆ ตั้งใจรออยู่แล้ว
ครับ, นี่คือเรื่องราวของการสรุปงานเพื่อให้ได้ทั้ง "งานและคน" ในเวทีของการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ'54 ซึ่งได้แต่หวังว่าบันทึกเล็กๆ บันทึกนี้ จะเป็น "ทุน" ให้ผู้นำนิสิตรุ่นถัดไปเรียนรู้และท้าทายกับการก้าวข้ามไปให้พ้นวังวนในเรื่องเหล่านี้
"พูดให้ฟัง ทำให้ดู อยู่เป็นเพื่อน" นี่คงเป็นสโลแกนของคนกิจกรรมไปแล้ว
ด้วยการทำให้เค้าได้เรียนรู้จากสิ่งที่เราได้พูดให้ฟัง และการปฏิบัติจิงให้เค้าเห็น แถมยังอยู่ดูแลคอยให้คำแนะนำเปรียบเสมือนเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ทิ้งกันไปไหน
ร่วมเรียนรู้และรับผิดชอบ กินใจจังเลยค่ะ เหมือนทำให้นิสิตเค้าไม่เคยรู้สึกว่าอยู่อย่างเดียวดาย เพราะมีพี่ๆกองกิจคอยให้กำลังใจอยู่ตลอดเวลา แต่คงต้องให้เค้ารู้จักเรียนรู้ด้วยตัวเองมากที่สุด คอยประคับประคองให้น้อยที่สุด เพื่อให้เค้าให้ก้าวผ่านอุปสรรคและเรียนรู้ที่จะเติบโตมากยิ่งขึ้น เป็นกำลังใจให้คนทำงานค่ะ
เปิดเปลือย คำๆนี้ ถ้าเค้ามีใจที่จะเปิดจิงๆ คงได้อะไรมากมาย ขึ้นอยู่กับว่าเค้าจะเปิดกันแค่ไหน นิสิตเองคงต้องกล้าที่จะเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ หรือเปิดสิ่งที่มีในตัวตนให้คนอื่นได้เห็นและรับรู้บ้าง และเปิดกว้างรับสิงใหม่ๆเช่นกัน เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการมีส่วนร่วมซึ่งกันและกันมากขึ้น
สวัสดีครับ นุ้ยcsmsu
วาทกรรมนี้ จึงๆ เหมือนมีนัยความเป็น "ครอบครัวกิจกรรม" ในตัวเลยนะ
ถ้าจำได้ แรกๆ เราพากันลุยเรื่องน้ำท่วมเยอะมาก พานิสิตทำกันอย่างเอาจริงเอาจัง
แต่พอช่วงหลัง เราไม่ต้องลุยเองแล้ว นิสิตขันอาสาจัดการเอง เราถยมาเป็นพี่เลี้ยง ประคองและช่วยเหลือ
ถึงขั้นตอนนี้มีทุนก้อนหนึ่งเกือบแสนบาท อันเป็นผลพวงเรื่องจิตอาสาของนิสิตนั่นเอง
สวัสดีครับ
ขอบคุณที่แวะมานะครับ
ผมชอบแนวคิดนี้มากทำให้นิสิตเค้าไม่เคยรู้สึกว่าอยู่อย่างเดียวดาย เพราะมีพี่ๆกองกิจคอยให้กำลังใจอยู่ตลอดเวลา แต่คงต้องให้เค้ารู้จักเรียนรู้ด้วยตัวเองมากที่สุด คอยประคับประคองให้น้อยที่สุด เพื่อให้เค้าให้ก้าวผ่านอุปสรรคและเรียนรู้ที่จะเติบโต
ครับ, สำคัญคือระยะห่างเหมือนที่บอก ห่างมากก็ไม่ดี เด็กๆ ออกทะเล ใกล้ไปก็อึดอัด ออกอาการร้อนๆ ...
ชอบแนวคิดและแนวทางการพัฒนานิสิตของคุณแผ่นดินมากครับ คงอีกไม่นานนิสิต มมส คงเป็นบุคคลที่ พึ่งได้ (MSU For All) ดังอัตลักษณ์นิสิตที่กำลังขับเคลื่อน อยู่ ณ ตอนนี้...ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจครับ
จากประสบการณ์ตรง บางท่าน เน้นงาน จนลืม ความเป็น คน และ ทีม ครับ
แต่ที่โดนใจผมมากที่สุดคือ "ได้งาน ต้องได้คน" ... เพราะเจอมากับตัวจริงๆครับอาจารย์ โดยเฉพาะตอนเจอพวกที่รับแต่ชอบ แล้วให้เรารับแต่ผิดเนี่ย ได้เห็นความจริงของชีวิตกันเลยทีเดียวครับ
*** มีความสุขกับแนวคิด "งานและคน" จังค่ะ
*** ขอขอบคุณ
ครับ คนเคียงข้าง
การเปิดใจเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมากๆ...
คนอื่นช่วยได้ก็เพียงกระตุ้น และพยายามเท่านั้นเอง
ส่วนจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงแบบเปิดใจหรือไม่นั้น ก็อยู่ที่เจ้าตัวเป็นที่ตั้ง
กระนั้น ก็ยังอยากยืนยันว่า
คนรอบข้างก็คงต้องอดทน อดทนที่จะช่วยดูแลกันและกัน
งานครั้งนี้ก็เหมือนกัน ระดับเจ้าหน้าที่ไม่จำเป็นต้องลงมือ หรือลงลึกในรายละเอียดส่วนตัวของนิสิตก็ได้ แต่ในฐานะคนในวัฒนธรรมเดียวกัน ก็จำต้องเข้าไปช่วยเชื่อมประสาน เพื่อให้องค์กรหยัดยืนอยู่ได้
สวัสดีครับ คนหลังเลนส์
พึ่งได้ ..อัตลักษณ์นี้ฟังดูดีมาก ผมเองก็ชื่นชมครับ
พึ่งพาตัวเองได้
สังคมพึ่งพาได้ ...
ผมว่านี่แหละคือทางออกของการสร้างคุณค่า, คุณค่าของ "พลเมือง"
สวัสดีครับ อ.JJ
สำหรับผมแล้ว ผมยืนยันตลอดมาว่า "ได้งาน ต้องได้คน" ไปพร้อมๆ กัน
และพยายามมุ่งมั่นที่จะสร้างกระบวนการทำงานภายใต้ค่านิยม "สอนงาน...สร้างทีม" โดยสอนและสร้างกันแบบ "จริงจัง...จริงใจ"
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ อ.ขจิต
เอาจริงหรือเปล่าครับเรื่องการย้าย...?
มาได้ก็ดีสิครับ ผมคงมีคนร่วมทำงานเพิ่มอีกแหละ ยิ่งเป็นผู้นำกระบวนการเช่นนี้ ยิ่งถือว่าเป็นความโชคดีของมหาวิทยาลัย
สำคัญ, ทางโน้นจะปล่อยตัวมาเหรอครับ
...
กรณีกิจกรรมลงชุมชนนั้น มมส.โชคดีมากเลยเพราะเป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ติดกับหมู่บ้านต่างๆ จำนวนมาก การทำกิจกรรมจึงเป็นเรื่องที่้ท้าทาย ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปไกลๆ ด้วยเวลานานๆ หรือใช้งบประมาณไปกับค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเยอะๆ...ยิ่งทำในแถวนี้ ยิ่งมีเวลาในการไปติดตามขยายผล หรือต่อยอดได้ตลอด...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ อ.หนานวัฒน์
เป็นธรรมดาครับ ผมเองก็เจอสภาวะเช่นนั้นมานานมาก ทำงานเยอะ ได้งาน แต่ไม่ได้ความชอบ ซึ่งชินแล้วครับ เพราะส่วนหนึ่งผมไม่สนใจที่จะยื่นเรื่องประเมินความดีความชอบ แต่เรามีความสุขกับมวลชน มีความสุขกับการได้ทำงานในชุมชน เพราะมันคล้ายกับเราได้ทำอะไรสักอย่างให้บ้านเกิดของตัวเอง นั่นเอง
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ พี่กิติยา เตชะวรรณวุฒิ
ผมมองว่าองค์กรคือคลังความรู้ครับ คนสร้างความรู้ สร้างด้วยโอกาสและสถานะ ดังนั้นทุกคนจึงควรต้องนำความรู้ที่ได้จากโอกาสและสถานะนั้นๆ ออกมาจัดวางไว้ในองค์กร ไม่ใช่เลิกราก็แบกเอาความรู้ติดตัวไปโดยไม่ทิ้งไว้ให้คนในองค์กรได้เรียนรู้...
วิธีคิดเช่นนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งในแนวคิดการสร้างทีมที่ผมกำลังขับเคลื่อน เมื่อได้งาน ก็ต้องได้คน เพราะคนคือคนที่จะขยายให้เกิดเครือข่ายมากยิ่งๆ ขึ้นไป
ขอบคุณครับ
เวลาที่อาจารย์แม่เห็นบุคลากรรุ่นใหม่ขององค์กร ที่เป็นนักคิด มีวิสัยทัศน์ และที่สำคัญคือมีความจริงจังและจริงใจที่จะทำงานเพื่อให้ส่งผลต่อการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนด้วยความบริสุทธิ์ใจ (เป็นแรงจูงใจขั้นสูงสุด คือขั้นที่ 8 ตามทฤษฎีของมาสโลว์ : บันทึกเรื่อง "เมื่อเยาวชนเห็นว่าตนไร้ค่า" ใน Block "Goaltoknow") ไม่ใช่ทำเพราะหวังความดีความชอบพิเศษ (ความต้องการขั้นที่ 1) หรือหวังเกียรติยศชื่อเสียง (ความต้องการขั้นที่ 4) ดังเช่นที่ "คุณแผ่นดิน" เป็น อาจารย์แม่จะรู้สึกเต็มตื้นว่า "ประเทศไทยยังมีความหวัง" ดีใจแทนประเทศไทยที่มีบุคลากรเช่นนี้ในองค์กร อยากจะให้บันทึกของคุณแผ่นดิน "ปลุกจิตสำนึกให้กับบุคลากรรุ่นใหม่ ในการทำงานให้องค์กรภายใต้หลักคิดเดียวกันนี้" ให้ขยายขอบเขตกว้างขึ้นไปตามลำดับ แล้วคนรุ่นเก่าอย่างอาจารย์แม่ ก็จะจากองค์กรไปอย่างที่เรียกว่า "ถ้าตายก็ตายตาหลับ"
อาจารย์แม่จำได้ว่า หลายปีมาแล้ว จำปี พ.ศ.ไม่ได้ จะมีการเลือกอธิการบดี แล้วมีอาจารย์ท่านหนึ่งไปขอเสียงจากอาจารย์แม่ให้สนับสนุนเพื่อนของท่าน อาจารย์แม่เป็นคนที่มีหลักการและเป็นคนตรง ก็บอกไปตรงๆ ว่า ยังบอกไม่ได้ว่าจะเลือกใคร เพราะเวลาจะเลือกคนเพื่อให้ไปทำตำแหน่งอะไร จะพิจารณาก่อนว่า ตำแหน่งนั้นๆ ต้องการคนที่มีคุณสมบัติเช่นใดบ้าง แล้วก็ค่อยมาพิจารณาเปรียบเทียบว่า Candidates ที่มีอยู่ ใครมีคุณสมบัติสอดคล้องกับเกณฑ์มากที่สุดก็เลือกคนนั้น แล้วสุดท้ายตอนนั้นอาจารย์แม่ก็เลือกอาจารย์ที่ย้ายไปจากสถาบันราชภัฏมหาสารคาม (อาารย์แม่กล้าเปิดเผย เพราะถือว่าสิ่งที่ตนเองทำเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการเลือกคน ไม่ว่าจะเลือกเพื่อให้ไปทำอะไรก็ตาม) แล้วท่านที่อาจารย์แม่เลือกก็ได้เป็นอธิการบดี และก็ไม่ได้ทำห้อาจารย์แม่ผิดหวัง เพราะท่านได้ทำงานโดยใช้คุณสมบัติตามที่อาจารย์แม่กำหนดขึ้นมาอย่างครบถ้วน ทำให้องค์กรมีการพัฒนาไปด้วยดี "ได้ทั้งงานและได้ทั้งคน" ตามแนวคิดของคุณแผ่นดิน และถ้าสมมุติว่าตอนนี้จะมีการเลือกเหมือนตอนนั้น และคุณแผ่นดินย้ายไปทำงานที่มรภ.อุบลฯ อาจารย์แม่ก็คงจะเลือกคุณแผ่นดินค่ะ