ใช่ อนาคตสดใสกว่านี้แน่ เท่าที่ผ่านมาเขาไม่ลบพุทธศาสนาออกไปจากประเทศลาวก็บุญแล้วละครับ เราต้องพัฒนาต่อไป

บทสัมภาษณ์ สาธุจันทริน  จินธมฺโม รองประธาน อพส.แขวงหลวงพระบาง (รองเจ้าคณะจังหวัดหลวงพระบาง) ณ  วัดภูควาย แขวงหลวงพระบาง  ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 

.....................................................

 

                สาธุจันทริน  จินธมฺโม  ถือว่าเป็นพระนักพัฒนาหัวก้าวหน้า ที่มีสามารถบริหารจัดการด้านการศึกษาให้กับวงการคณะสงฆ์ นอกจากนี้แล้วท่านยังเป็นพระนักคิดนักทำงานกับคนยุคใหม่ในหลวงพระบางได้อย่างรู้เท่าทันและใส่ใจต่อสถานการณ์ทางพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง  อันเป็นความหวังของชาวหลวงพระบาง

                การเข้าไปสัมภาษณ์ครั้งนี้ เป็นการเข้าไปสัมภาษณ์ถึงวัดภูควายภายในห้องทำงานของท่าน แต่เนื่องจากตอนนั้นกำลังมีการบรรพชาสามเณร จำนวน 2 รูป ท่านจึงขออนุญาตไปเป็นพระอุปัชฌาย์ก่อน จึงทำให้ผู้สัมภาษณ์ได้มีโอกาสสังเกตพิธีกรรมว่าจะมีความแตกต่างจากเมืองไทยหรือไม่ แต่เมื่อสังเกตดูแทบไม่แตกต่างจากพะเยามากนัก เท่าที่สังเกตในส่วนที่น่าสนใจและแตกต่างออกไปคือหลังจากให้บรรพชาสามเณรแล้วท่านจะเทศน์บรรยายให้ข้อคิดชี้ผิดชี้ถูกให้กับผู้เข้ามาร่วมงานฟังด้วย ไม่เหมือนพะเยาตรงที่มุ่งสอนแต่สามเณรหรือตัวผู้บวชเท่านั้น หลังจากนั้นแล้วจึงได้มีโอกาสตามไปสัมภาษณ์ท่าน จึงขอนำเสนอบทสัมภาษณ์ดี ๆ ดังนี้

 

มหาศรีบรรดร (ต่อไปจะใช้คำว่า “ผู้สัมภาษณ์”  แทน)

     สบายดีครับสาธุ วันนี้ผมไปเยี่ยมสนามสอบที่โรงเรียนพระปริยัติธรรมฯ มา ไม่เห็นสาธุไปที่โน้นก็เลยตามมาที่วัดเห็นว่ามีภารกิจมากหรือครับวันนี้

สาธุจันทริน  จินธมฺโม  (ต่อไปจะใช้คำว่า “สาธุจันทริน”  แทน)

     สบายดี งานก็ไปเรื่อย ๆ แต่ช่วงนี้เตรียมงานเปิดโครงการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานอยู่ มีภารกิจอะไรหรือ?

 

ผู้สัมภาษณ์            :ผมขอทราบแนวคิดเกี่ยวกับพุทธศาสนาเชิงรุก ตลอดจนถึงทิศทางและวิธีปฏิบัติในหลวงพระบางด้วยครับสาธุ

สาธุจันทริน          :พุทธศาสนาเชิงรุกหมายถึงการเปิดโอกาสให้ประชาชนเห็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนาในแง่มุมต่าง ๆ ไม่ใช่เฉพาะในสิ่งที่เป็นความเชื่ออย่างเดียว เนื่องจากประชาชนในหลวงพระบางขาดพุทธศาสนาไม่ได้  ในอดีตวิชาความรู้ต่าง ๆ ก็เกิดมาจากวัด คนที่เข้ามาศึกษาในวัดเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถที่ดี เมื่อสึกออกไปแล้วเข้าก็เรียกบัณฑิต หรือ ทิด อย่างที่ปรากฏเห็น

ผู้สัมภาษณ์            : วิชาการด้านอื่น ๆ สำคัญ ๆ ที่กำลังทำอยู่มีอีกไหมครับ

สาธุจันทริน          :ที่ผ่านมาได้พยายามกระตุ้นให้ภาครัฐตั้งโรงเรียนสกุลช่างลาว และให้พระภิกษุสามเณรหลวงพระบางเรียนได้ด้วย  แต่ที่ยังไม่สำเร็จคือเคยนำเรื่องการจัดทำ  www. เพื่อการเผยแผ่พุทธศาสนาและกิจกรรมของคณะสงฆ์ เนื่องจากรัฐตอบกลับมาว่าในเรื่องการจัดทำเวปไซด์นี้ยังไม่มีกฎหมายรองรับ จึงไม่สามารถทำได้ แต่เท่าที่ทำได้คือมีการใช้ E-mail เพื่อเอาไว้ใช้ติดต่อประสานงานระหว่างกันเท่านั้น

ผู้สัมภาษณ์            :พระหัวก้าวหน้าในทัศนะของสาธุเป็นอย่างไรครับ

สาธุจันทริน          :เป็นพระที่ดีในด้านช่วยเหลือสังคม สามารถทันคน-ทันโลก เมื่อทำการเผยแผ่พุทธศาสนาออกไปแล้วทำให้ไม่เบื่อ ไม่เซ็ง มีผลกระทบสูง แต่เท่าที่ผ่านมาไม่มีความมั่นคงในพระศาสนา เนื่องจากเอาแต่งานด้านสังคมมากเกินไป ไม่เอางานหรือทำหน้าที่หลักของตนเองคือวิปัสสนา (หมายความว่าธุระในพุทธศาสนามี 2 ประการคือคันธธุระ-การศึกษาเล่าเรียน และวิปัสสนาธุระ-การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน เป็นหน้าที่หลัก งานช่วยเหลือสังคมเป็นหน้าที่รอง)

ผู้สัมภาษณ์            : ณ  ปัจจุบัน ถ้าเป็นไปได้ สถาบันการศึกษาของพระภิกษุสามเณรในหลวงพระบางยังขาดหรือต้องการอะไรบ้างครับ

สาธุจันทริน          :สิ่งที่ต้องการ ณ ปัจจุบันคือเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ให้พระภิกษุสามเณรทำการทดลองในห้องเรียนมากกว่าหนังสือตำราเรียน ที่ผ่านมายังพอมี และยังไม่มีความจำเป็นในตอนนี้ เนื่องจากกำลังสร้างห้องสมุด แต่ห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ยังมีความจำเป็นมากกว่า

ผู้สัมภาษณ์            :สมมติว่าผมจะส่งพระเข้ามาช่วยสอน สัก 1-3 เดือน โดยทำโครงการร่วมกันเป็นการเข้ามาช่วยในรายวิชาที่ขาดแคลน ส่วนค่าใช้จ่ายทางฝ่ายไทยจะรับผิดชอบเอง

สาธุจันทริน          :เรื่องนี้ยังเป็นปัญหาอยู่ค่อนข้างมาก มันเป็นเรื่องระบบการเมือง ทางผมเคยเสนอไปหลายครั้งแล้วว่าทางหลวงพระบางขาดแคลนครูภาษาบาลี ขาดแคลนครูในรายวิชาที่จำเป็น ฯลฯ แต่ทางรัฐบาลก็บอกว่ายังไม่มีระเบียบและเงียบหายไป

ผู้สัมภาษณ์            :พุทธศาสนาเชิงรุกในปัจจุบันมีแนวโน้มเป็นอย่างไรบ้างครับ

สาธุจันทริน          :ปัจจุบันทางคณะสงฆ์หลวงพระบางได้วางแนวทางไว้คือในระดับมัธยมศึกษาจะย้ายโรงเรียนมาที่วัดภูควาย เป็นลักษณะของโรงเรียนกินนอนซึ่งขณะนี้มีวิศวกรชาวสวีเดนรับไปทำการออกแบบสร้างอาคาร ซึ่งมีกลุ่มอาคารเรียนทั้งหมดโดยแบ่งเป็นอาคารสำนักงาน 1 หลัง อาคารเรียน 4 ชั้น 2 หลัง อาคารที่พัก 1 หลัง และอาคารอื่น ๆ อีก ค่าก่อสร้างประมาณ 100 ล้านบาท โดยทางวัดช่วยกันระดมจากที่ต่าง ๆ แต่เมื่อโยมชาวสวีเดน ไปทำงานที่ประเทศญีปุ่นเจอวิกฤตคลื่นยักษ์ ขาดการติดต่อกัน โครงการที่มีก็เลื่อนออกไป

 ผู้สัมภาษณ์          :ในระดับมหาวิทยาลัยละครับ ณ ปัจจุบันต้องส่งบุคลากรที่มีอยู่ไปเรียนที่เวียงจันทร์ ภาคกลางและปากเซ ทางภาคใต้ หรือไม่อย่างนั้นก็ไปเรียนต่างประเทศ เช่น ไทยเป็นต้น มีโครงการไหนบ้างที่จะดึงพระภิกษุสามเณรหลวงพระบางให้อยู่ในท้องถิ่น

สาธุจันทริน          :เรื่องนี้ทางคณะสงฆ์หลวงพระบางก็คิดกันตลอด แต่ปัจจุบันกำลังก่อสร้างอาคารเรียนในระดับอุดมศึกษาขึ้นที่วันโพนเพรา ซึ่งเป็นวัดประธาน อพส.แขวงหลวงพระบาง (อพส.ย่อมาจาก  องค์การพุทธศาสนสัมพันธ์ มีฐานะเทียบเท่าคณะสงฆ์จังหวัด) ตอนนี้โครงการก่อสร้างถึงชั้นที่ 2 แล้ว คาดว่าปีการศึกษาหน้าคงได้เปิดเรียน โดยเป็นสาขาของวิทยาลัยสงฆ์องค์ตื้อ จากเวียงจันทร์

ผู้สัมภาษณ์            :สาธุครับ อย่างที่พะเยาผมได้แบ่งการทำงานพุทธศาสนาเชิงรุกใน 3 ประเภทคือการเผยแผ่  การศึกษาสงเคราะห์ และการสาธารณะสงเคราะห์ สาธุพอจะขยายเรื่องทั้ง 3 ประเด็นเพิ่มเติมได้ไหมครับ?

สาธุจันทริน          : 1.ด้านการเผยแผ่ก็มีหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่แล้ว และมีการทำงานอยู่ตลอดเวลา เช่นการเผยแผ่ด้านวิทยุในแขวงหลวงพระบาง การเผยแผ่ผ่านสถานีโทรทัศน์ต้องไปนครเวียงจันทร์ ส่วนวารสารก็มีการคิดทำกันอยู่บ้างแล้วแต่มีข้อจำกัดอยู่ที่ไม่มีกำลังเพียงพอ  2.ด้านการศึกษาสงเคราะห์ก็อย่างที่เล่ามาคือการจัดการให้เฉพาะพระภิกษุสามเณรทั่วไป เนื่องจากของคฤหัสถ์ทางรัฐบาลได้อนุเคราะห์สงเคราะห์ให้อยู่แล้ว และมีความหลากหลายกว่าของพระภิกษุสามเณร  ส่วนด้านศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์อย่างเมืองไทยจัดทำ ตอนนี้ทางหลวงพระบางกำลังดำเนินการอยู่ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป   3.ด้านการสาธารณสงเคราะห์มีไม่มาก  กลุ่มสัจจะออมทรัพย์อย่างพะเยาทำอยู่ แต่ทางหลวงพระบางกำลังจะทำ ด้วยการศึกษาข้อมูลอยู่

สาธุจันทริน          :ในระหว่างวันที่ 13-16  มิถุนายน ที่จะถึงนี้แขวงหลวงพระบางจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมการศึกษาสงฆ์ลาวทั้งประเทศโดยจัดร่วมกับศึกษาธิการแขวง  ซึ่งมีผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรมทั่วประเทศจำนวน  50-60  รูปเข้ามาประชุม เมื่อรวมกับการศึกษาของคฤหัสถ์หลวงพระบางอีก รวมแล้วประมาณ  150  รูป/คน

ผู้สัมภาษณ์            :ถ้าอย่างนั้นผมขอฝากประเด็นการเผยแผ่เชิงรุกเข้าสู่ที่ประชุมด้วยนะครับ

ผู้สัมภาษณ์            :แล้วแนวทางการประชุมเป็นอย่างไรบ้างครับ

สาธุจันทริน          :เป็นการประชุมภายใต้ “แนวโฮมลาวสร้างชาติ”  หรือแนวร่วมลาวสร้างชาติ โดยมากจะเน้นเรื่องความสามัคคี และแนวทางการสร้างออกลักษณ์ความเป็นหนึ่งเดียวของลาว

ผู้สัมภาษณ์            :ถ้าอย่างนั้นก็ขอฝากเรื่องการทำ MOU กรณีต่างชาติต้องการทำ เช่น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา ทำ MOU กับเมืองสิบสองปันนา ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน ผ่านทางรัฐบาลเพื่อแลกเปลี่ยนพระนักศึกษาระหว่างกันในนามการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ในกรณีเดียวกันถ้าหลวงพระบางจะทำกับ มจร.พะเยา ก็สามารถทำได้เลย

สาธุจันทริน          :การประชุมครั้งนี้อาจจะยกประเด็นเรื่อง Passport ที่เมื่อพระนักศึกษาลาวเข้าไปเรียนที่ฝั่งไทยแล้วมักมีปัญหาในเรื่องต้องต่อวีซ่า เดือน/เดือน ซึ่งทำให้ลำบากในการเดินทางไปต่อวีซ่าอยู่เนือง ๆ

ผู้สัมภาษณ์            :สาธุครับ พระพุทธศาสนาในหลวงพระบางเมื่อ 10  ปีที่แล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ

สาธุจันทริน            :ในอดีตการเป็นอยู่ของพระสงฆ์ลำบากมากเนื่องจากระบบการปกครอง เมื่อบวชมาแล้วมักจะมีการถามซึ่งกันและกันว่า บวชมาทำไม? ถ้าไม่ปฏิบัติธรรม (ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน) บวชมากินแรงคนอื่น เป็นการเอาเปรียบสังคม และถ้าไม่บวชจริง-ปฏิบัติจริง พระสงฆ์ส่วนใหญ่จะไล่ให้ลาสิกขาออกไป

ผู้สัมภาษณ์            :แล้วปัจจุบันจากการสังเกต สถานการณ์ดีขึ้นจากแต่ก่อนเยอะเลยนะครับ แต่ผมขอทราบการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อพุทธศาสนาเชิงรุก ว่าเป็นอย่างไรบ้างครับ

สาธุจันทริน            :ใช่ครับ สถานการณ์ดีขึ้นมาก ทำอะไรได้มากอย่างที่ได้อธิบายไปแล้ว ส่วนการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อพุทธศาสนาเชิงรุกนั้น โดยมากก็ธรรมดา ไม่หวือหวาเหมือนเมืองไทย

ผู้สัมภาษณ์            :ในอนาคตอยากเห็นสถานการณ์การศึกษาของพระภิกษุสามเณรเป็นอย่างไรบ้างครับ?

สาธุจันทริน            :พระภิกษุสามเณรส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจในพระพุทธศาสนาเท่าที่ควร เท่าที่ดูมีความรู้ทางโลกมากกว่า คือสนใจวิชาการทางโลกซึ่งเป็นวิชาที่รัฐจัดให้เรียนมากกว่า  บางครั้งอาจมองดูเหมือนมาเรียนวิชาทางธรรมบังหน้า ทางพระศาสนาเป็นให้โอกาส แต่เขาเป็นผู้ฉวยโอกาส  แต่อย่างไรก็ตามทางศาสนาก็ต้องการผู้สืบทอดศาสนาเอาไว้เยอะ ๆ ไม่ใช่จบการศึกษาแล้วพากันลาสิกขาหมด  เรายังมีพระภิกษุเณรอีกส่วนหนึ่งที่พร้อมที่จะอยู่ในพุทธศาสนา ส่วนในอนาคตเราพยายามเทียบวิทยฐานะทางการศึกษานักธรรมและบาลีให้เทียบเท่ากับทางโลกให้ได้

ผู้สัมภาษณ์            :การเรียนรู้ของพระภิกษุสามเณรผ่านทาง Internet  สาธุมีความเห็นเป็นอย่างไรครับ?

สาธุจันทริน            :ก่อนนี้ส่งเสริมมาก ปล่อยให้เป็นอิสระ แต่เดี๋ยวนี้มีระเบียบออกมาว่า 6 โมงเย็นห้ามพระภิกษุสามเณรออกนอกวัด เนื่องจากออกไปแล้วพระเณรติดเกมส์ และติด Internet  กันมากซึ่งเป็นผลเสียมากกว่าผลดี

ผู้สัมภาษณ์            :ผมอยากทราบวิธีการ หรือเทคนิคการทำงานของสาธุว่าเป็นอย่างไร เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นต่อไปครับ?

สาธุจันทริน            :เท่าที่ผ่านมาได้ใช้หลักอริยสัจจ์ 4 ในการทำงาน เช่น ปัญหาคืออะไร?  อะไรคือสาเหตุของมัน? แล้วเราจะแก้อย่างไร? โดยมีหนทางไหนบ้าง?  ส่วนอีกประการหนึ่งคือ การทำงานด้วยใจ คือทำด้วยความเสียสละ มุ่งมั่นต่องาน แล้วผลจะปรากฏขึ้นมาเอง

ผู้สัมภาษณ์            :หลวงพระบางนี้ยุคหนึ่งเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญมาก ถึงขึ้นที่ว่าพระจากไทย ลาว เขมร พม่า ฯลฯ ต้องเข้ามาศึกษา  เราจะดึงบทบาทนั้นกลับคืนมาได้อย่างไรบ้าง?

สาธุจันทริน            :อันนี้เป็นการยาก  แต่ที่พอจะทำได้คือการทำวัฒนธรรมให้เด่น เนื่องจากหลวงพระบางเป็นมรดกโลก

ผู้สัมภาษณ์            :ในปัจจุบัน พระหัวก้าวหน้ามีมากน้อยแค่ไหน?

สาธุจันทริน            :พระหัวก้าวหน้า ยอมรับว่ามีน้อย  เนื่องจากบวชมาแล้วทำหน้าที่เฉพาะตนให้ดีเสียก่อน เพียงแค่นี้ก็ถือว่าปฏิบัติหน้าที่สมบูรณ์แล้วในสายตาของชาวบ้าน แต่การที่จะทำงานเพื่อสังคม หรือทำงานพุทธศาสนาเชิงรุกจริง ๆ แล้วไม่มีความกระตือรือร้นเท่าที่ควร เพราะภาระนั้นหนักเกินกำลัง (บริบทไม่เหมือนเมืองไทย)

ผู้สัมภาษณ์            :ปัญหาจริง ๆ อยู่ที่คนใช่ไหมครับ?

สาธุจันทริน            :ใช่  ปัญหาอยู่ที่คน เช่น ระดับเจ้าอาวาส ปัญหาคือความรู้น้อย  บางครั้งวัดร้างมานาน เมื่อมีพระบวชใหม่ก็ทำหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสแล้ว  การจะส่งพระจากเมืองใหญ่ไปก็ต้องให้เกิดความสมัครใจหรืออาสาที่จะไป คือต้องไปด้วยใจซึ่งหายาก  แต่วิธีแก้คือตอนนี้มีโครงการอบรมพระสังฆาธิการขึ้น เพื่อพัฒนาศักยภาพพระระดับเจ้าอาวาส

ผู้สัมภาษณ์            :คนที่เป็นทีมงาน หรือพระที่สาธุวางตัวเอาไว้เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์มีบ้างไหมครับ?

สาธุจันทริน            :มี  ตอนนี้กำลังส่งให้ไปเรียนที่เวียงจันทร์ และประเทศไทยอยู่

ผู้สัมภาษณ์            :การพระศาสนาในอนาคตคงดีขึ้นกว่านี้นะครับ

สาธุจันทริน            :ใช่ อนาคตสดใสกว่านี้แน่ เท่าที่ผ่านมาเขาไม่ลบพุทธศาสนาออกไปจากประเทศลาวก็บุญแล้วละครับ เราต้องพัฒนาต่อไป

ผู้สัมภาษณ์            :กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับที่ให้ข้อคิดดี ๆ สำหรับพุทธศาสนาในหลวงพระบาง ผมเห็นแสวงสว่างพุทธศาสนาของประเทศนี้ต่อไปข้างหน้าแล้วครับ

สาธุจันทริน            :ด้วยความยินดี

                อันที่จริงมีเรื่องเล่ากว่านี้อีกมาก  สาธุจันทริน เองก็ชวนคุยเรื่องต่าง ๆ อีกมากมาย เรียกง่าย ๆ ว่ายิ่งคุยยิ่งสนุกมาก แต่เนื่องจากท้องฟ้าเริ่มตกดินแล้ว  อีกส่วนหนึ่งผู้สัมภาษณ์ต้องรีบกลับที่พัก เพื่อสรงน้ำและเตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทยในเวลา 19.00 น. อย่างไรเสียผู้สัมภาษณ์ต้องกลับมาคุยประเด็นที่ยังค้างคาใจอีกแน่