อาจารย์ขจิต ฝอยทองท่านนำเอาภาพถ่ายมาแบ่งปัน และมีความภาคภูมิใจนำเสนอมากด้วยเหตุหลายประการ ทั้งเนื่องจากการได้ถ่ายภาพผักและพืชพันธุ์ที่เป็นอีกหนึ่งความสนใจของท่าน รวมทั้งได้เก็บบันทึกข้อมูลภาพกิจกรรมต่างๆที่ได้ทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านบอกว่าตอนนี้กำลังสนุกไปกับการฝึกปรือฝีมือในการถ่ายภาพไปด้วย มีหลายคนช่วยกันเป็นเครือข่ายเรียนรู้ในเรื่องนี้ให้กับอาจารย์ ซึ่งก็จัดว่าเป็นชุมชนนักปฏิบัติที่เกาะกลุ่มเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างไม่เป็นทางการอีกแบบหนึ่ง ที่นับว่าเป็นสิ่งดีต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของสังคมให้เพิ่มพูนมากยิ่งๆขึ้น

ความสนใจนี้นับว่ามีความสำคัญสำหรับคนทำงานความรู้ที่ได้มีการนำเอาภาพถ่ายและงานศิลปะมาผสมผสานเข้ากับการทำงาน ซึ่งจะทำให้การทำงานศิลปะและการถ่ายภาพสามารถพัฒนาไปเป็นเครื่องมือและวิธีทำงานเชิงความคิด รวมทั้งจะช่วยส่งเสริมให้คนทำงานสาขาต่างๆมีความสามารถเป็นคนทำงานอย่างบูรณาการ ใช้ศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยีทางการศึกษา มาขยายพลังการเป็นผู้เรียนรู้ของปัจเจก เพื่อพึ่งการปฏิบัติของตนเองเป็นตัวตั้งต้น ในอันที่จะริเริ่มและทำการงานต่างๆทั้งของตนเองและของสังคมส่วนรวม ให้มีพลังในการบรรลุจุดหมายที่ดีได้มากยิ่งๆขึ้น

โดยเฉพาะการได้เพิ่มพูนความสามารถบันทึกและสร้างความรู้มือหนึ่งจากสิ่งที่ได้ทำด้วยตนเองโดยตรงไปด้วยอย่างมีศิลปะ ดังนั้น ผมจึงขอร่วมเสริมกำลังความสนใจ ซึ่งไม่เพียงของท่านอาจารย์ขจิตเท่านั้น ทว่า อีกหลายท่านด้วยที่ในขณะที่ทำงานและบันทึกเรื่องราวต่างๆไป ก็เรียนรู้และหาประสบการณ์เกี่ยวกับการถ่ายภาพไปด้วย ผมขออนุญาตชวนกันเรียนรู้ผ่านการดูและคุยกันไปบนงานของท่านอาจารย์ขจิต ฝอยทองพร้อมกับได้ชมฝีมือเป็นกำลังใจให้กันไปด้วยเสียเลย ขอเริ่มด้วยตำแหน่งสมมุติขององค์ประกอบในการจัดวางจุดสนใจ หรือ Composing Point of Interests

จุดสนใจ (Point of Interest) :
ประเด็นหลักของการบันทึก บอกเล่า และถ่ายทอดในภาษาภาพ  

ในการบันทึกและเล่าเรื่องด้วยภาษาพูดหรือภาษาเขียน เราจะรู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีต่อคำว่า ประเด็นหลัก, แก่นความคิด, แก่นเนื้อหา, Theme, ข้อเสนอหลัก, ซึ่งจะทำให้เรื่องราวของการเขียนและพรรณา เพื่อบันทึก ถ่ายทอด และนำเสนอเรื่องต่างๆ สามารถบรรลุจุดหมายร่วมกันได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสามารถถ่ายทอดมิติสุนทรียภาพซึ่งทำให้มนุษย์สามารถสื่อสารและส่งผ่านความรู้สึก ตลอดจนมิติความเป็นชีวิตจิตใจให้กันและกันได้เป็นอย่างดี ในภาษาภาพถ่าย งานทัศนศิลป์ ตลอดจนงานศิลปะแขนงต่างๆก็ต้องให้ความสำคัญต่อองค์ประกอบดังกล่าวนี้เช่นกัน ทว่า แก่นความคิดและประเด็นหลักของงานศิลปะ อาจจะไม่ได้อยู่ในรูปของภาษาพูด ถ้อยคำ และข้อความ แต่จะสามารถสื่อแสดงได้หลายวิธีที่ วิธีหนึ่งก็คือ จุดรวมความสนใจ

การสร้างจุดรวมความสนใจ ให้มีคุณสมบัติของการเป็นจุดสนใจและเป็นองค์ประกอบที่สามารถบันทึก บอกเล่า ถ่ายทอด และสื่อสะท้อนแก่นความคิดหรือประเด็นหลักของเรื่องราวต่างๆในภาพตามที่เราต้องการได้นั้น ต้องรู้จักเพื่อทำงานความคิดบนองค์ประกอบพื้นฐาน ๒ ประการ คือ สิ่งที่เลือกให้เป็นจุดสนใจ (Interested Subjects and Objects) และ ตำแหน่งการจัดวางศูนย์รวมของความสนใจ (Point of Interest)

ตำแหน่งการจัดวางศูนย์รวมของความสนใจนั้น เปรียบได้กับแบบแผนและโครงสร้างที่มองไม่เห็นในงานศิลปะและภาพถ่าย เป็นแผนที่และตำแหน่งแห่งหนทางจินตนาการ ซึ่งถ้าหากเรารู้จักและสร้างขึ้นเพื่อเป็นวิธีมองโลกรอบข้างขึ้นมาได้ในตนเองแล้ว ก็จะเหมือนกับการมีสายตาศิลปะ เห็นไวยากรณ์และระบบความเกี่ยวโยงกันในลีลาต่างๆของสรรพสิ่งและโลกรอบข้างที่สื่อแสดงและปรากฏให้เห็นอย่างมีศิลปะอันหลากหลายลีลา และเมื่อสามารถเห็นแล้ว ก็จะสามารถเห็นจักรวาลของความงาม และเลือกเฟ้น พร้อมกับนำมาบอกเล่าถ่ายทอดด้วยภาษาศิลปะ ในโอกาสต่างๆที่ต้องการได้

ตำแหน่งการจัดวางศูนย์รวมของความสนใจแบบพื้นฐานที่สุด รวมทั้งการฝึกสร้างแผนที่ทางจินตนาการในการมองและเห็นมิติความสัมพันธ์เกี่ยวกับขนาด สัดส่วน ระยะใกล้ -ไกล ก่อน-หลัง พื้นที่-ความว่าง รูปทรงและรูปร่าง-อากาศ,ช่องว่าง ทั้งในแนวดิ่ง แนวระนาบ แนวทแยง และผสมผสานกันอย่างซับซ้อนนั้น นักทำงานศิลปะถ่ายภาพและคนทำงานศิลปะเรียกแผนที่ดังกล่าวนี้ว่ากฏ ๓ ส่วน ซึ่งสรุปเป็นแนวคิดที่สำคัญได้คือ

  • ไม่ใช่ตำแหน่งจุดศูนย์กลางบนพื้นที่มองภาพ
  • เมื่อลากเส้นทแยงมุมออกจากจุดศูนย์กลางของภาพออกไป ๔ ด้าน จะอยู่ประมาณ ๑ ใน ๓ ของเส้นรัศมีที่เชื่อมจุดศูนย์กลางกระจายออกในแนวทแยงมุมแต่ละเส้น ดังภาพในลำดับต่อไป

 

กฏ ๓ ส่วนเป็นเส้นจินตนาการที่นักถ่ายภาพและคนทำงานศิลปะจะมองสิ่งต่างๆโดยมีเส้นแนวนอน ๓ เส้น และเส้นแนวตั้ง ๓ เส้น ตัดกันเป็นสี่เหลี่ยมดังภาพ ตรงตำแหน่งของเส้นที่ตัดกันและแสดงด้วยวงกลมเล็กๆ ๔ แห่งนั้น เรียกว่าตำแหน่งการวางจุดสนใจจากกฏ ๓ ส่วนดังที่กล่าวถึงในข้างต้น คนทำงานศิลปะจะมีเส้นสมมุตินี้อยู่ในจินตนาการเหมือนเห็นเส้นรุ้งและเส้นแวงแผ่กระจายทั่วไปอยู่ในทุกอย่างทั้งในโลกภายนอกและในความคิด

สิ่งต่างๆที่เรานำไปจัดวางในบริเวณดังกล่าวนี้ ก็จะสอดคล้องกับตำแหน่งการสะดุดความสนใจในการมองของคนเรา และเป็นตำแหน่งที่คนทั่วไปจะใช้จัดความสมดุลจากการเห็นโลกรอบข้างด้วยการสายตา ทำให้เกิดจังหวะทางความงามขึ้นอย่างได้ผลเสมอ เราลองนำเอาภาพถ่ายของอาจารย์ขจิตมาทดลองดูด้วยกันอีกครั้งก็ได้ครับ   

ภาพถ่ายจากฝีมือของท่านอาจารย์ขจิต ฝอยทอง เป็นภาพถ่ายที่ยกระดับการฝึกปรือฝีมือการถ่ายภาพของตนเองมาระดับหนึ่งแล้ว จะเห็นได้ว่าอาจารย์ท่านสามารถสร้างศิลปะและความงามไปบนบันทึกและการบอกเล่าด้วยภาพถ่ายเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อจะพัฒนาต่อไปอีก ก็จะสามารถสร้างสรรค์ได้อีกอย่างหนึ่งคือการเพิ่มภาษาทางศิลปะลงไป เรามองภาพถ่ายของอาจารย์ขจิตอีกครั้ง แต่คราวนี้ด้วยการมีแผนที่ความงามทางศิลปะด้วยกฏ ๓ ส่วนอยู่ในจินตนาการของการมองภาพ ใส่ลงไปด้วย

จะเห็นว่า สิ่งที่ดูแล้วมีความโดดเด่นที่สุดในภาพถ่ายต้นฉบับเดิมนั้น เมื่อมองด้วยแผนที่สร้างความงามทางศิลปะด้วยการจัดวางจุดสนใจแล้ว เราก็จะค้นพบเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่งได้ว่า แต่เดิมนั้น ภาพเกิดความสวยงามได้ก็เนื่องจากการใช้เทคนิคการถ่ายภาพจัดวางระยะชัดและการเบลอ หรือ เรียกว่าเทคนิคการ Focused = ทำให้ชัด  และ Defocused = การทำให้ไม่ชัด ซึ่งก็คือปล่อยให้เบลอ

ภาพใบไม้และยอดไม้สามารถสะดุดความสนใจได้เนื่องจากขนาดและความชัดต่างจากส่วนอื่นๆ แต่หากสังเกตให้ดีก็จะพบว่า เมื่อมองแล้วก็จะอดมองไปยังมดแดงที่เห็นเลือนๆอยู่ข้างหลังไม่ได้ และเมื่อไล่สายตาไปแล้ว ก็จะเห็นว่าตรงช่องว่างระหว่างใบไม้กับมดแดงนั้นนั่นเองที่มีระยะห่าง ทำให้สัดส่วนของพื้นที่ว่างเป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีอิทธิพลเพิ่มขึ้นมา และองค์ประกอบย่อยๆก็สามารถจะหลุดออกจากกัน ขาดความเชื่อมโยงของจังหวะและความต่อเนื่องเพื่อสร้างภาพรวมให้เป็นเอกภาพเดียวกัน หรือหลุดออกจากการอยู่ใน Theme เดียวกันได้โดยง่าย จึงก่อให้เกิดเรื่องราวอย่างใหม่ขึ้นมาอีกชุดหนึ่งตรงส่วนที่มดแดงเกาะยอดผักเป็นตัวเล่าเรื่องอย่างอิสระออกจากสิ่งที่เห็นอันดับแรก ซึ่งไม่เสริมกันให้บอกเล่าและถ่ายทอดสิ่งต่างๆร่วมกันให้ดีขึ้น  

ลักษณะอย่างนี้ การเพิ่มมิติการจัดวางองค์ประกอบทางศิลปะเข้าไปก็จะช่วยแก้ปัญหาให้ได้ ทดลองจัดองค์ประกอบใหม่ ให้สิ่งที่ใช้เป็นศูนย์กลางความสนใจขยับไปอยู่ในตำแหน่งของจุดสนใจตามกฏ ๓ ส่วน ก็จะให้ผลออกมาดีกว่าเดิมได้อย่างชัดเจน ดังภาพ

ภาพมีความสวยงาม องค์ประกอบต่างๆมีพลังในการแสดงเรื่องราวและสามารถบอกเล่าสิ่งที่เราต้องการให้เห็นแนวคิดหลักได้เด่นชัดมากขึ้น เมื่อมองไปก็เห็นประเด็นเดียว แนวคิดเดียว ดึงดูดองค์ประกอบอื่นๆให้มาเสริมกันและกันเป็น Theme เดียวกันได้อย่างกลมกลืน

จะเห็นว่า วิธีดังกล่าวนี้จะช่วยให้เราสามารถบันทึกและจัดการข้อมูลภาพเพื่อเล่าเรื่องและถ่ายทอดสิ่งต่างๆด้วยภาษาภาพถ่ายได้ดีกว่าเดิม อีกทั้งสามารถพลิกแพลงการจัดองค์ประกอบเพื่อถ่ายทอดแง่มุมใหม่ๆซึ่งทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆหลากหลายออกไปได้อีก เหมือนกับการนำเอาข้อมูลและข้อเท็จจริงชุดเดิมมาเรียบเรียงประโยคใหม่และเขียนบอกเล่าเสียใหม่ให้เหมาะสมกว่าเดิมได้อีกหลายวิธี

ด้วยหลักการเดียวกันนี้ เมื่อเรานำไปใช้วาดภาพและทำสื่อทัศนศิลป์ต่างๆ ก็จะทำให้เราเห็นแบบแผนของความเป็นศิลปะและแบบแผนของความงามในการจัดองค์ประกอบต่างๆ เช่นเดียวกับเมื่อเรียนรู้และสื่อสัมผัสกับโลกรอบข้าง ก็จะสามารถเห็นระบบการเชื่อมโยงกันของสิ่งต่างๆที่มีแบบแผนและองค์ประกอบของความงามช่วยจัดวางสิ่งเหล่านั้นอยู่เสมอ เส้นสมมติเพื่อเข้าถึงจินตนาการทางศิลปะดังกล่าวจะมีอยู่ทั่วไปทั้งบนพื้นที่ รูปทรง ความว่าง อวกาศ กาลเวลา และความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง ที่เรามักได้ยินคนกล่าวว่าทุกอย่างเป็นศิลปะ ไม่มีถูกไม่มีผิดนั้น ก็ถูกครึ่งหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วที่คนมองเห็นศิลปะจากทุกสิ่งได้ ก็เนื่องจากเขามีวิธีมองและวิธีจินตนาการต่อทุกอย่างในลักษณะนี้นั่นเอง ทว่า นี่เป็นเพียงแนวคิดเรื่องจุดสนใจในภาษาภาพและทัศนศิลป์เท่านั้น

วิธีมองและจินตนาการต่อสิ่งที่ไม่สามารถเห็นด้วยตาให้ได้ดังกล่าว จะเป็นเครื่องมือทำงานความคิดสร้างสรรค์เพื่อเลือกเฟ้นและใช้กล้องถ่ายภาพบันทึกสิ่งที่เห็นด้วยวิธีดังกล่าวนี้ไว้ ทำให้การถ่ายภาพเป็นเครื่องมือทำงานความรู้ ปฏิบัติการทางศิลปะ สามารถสื่อสะท้อนการเห็น บอกเล่า ถ่ายทอด และดื่มด่ำซาบซึ้งไปกับความงามที่อยู่ในโลกรอบข้างได้อยู่ตลอดเวลา เมื่อฝึกฝนและปฏิบัติอยู่เสมอก็จะได้สายตาและวิถีทรรศนะทางศิลปะ สามารถบันทึก บอกเล่า และถ่ายทอดด้วยภาษาศิลปะเพิ่มขึ้นมาอีกมิติ เหมือนเป็นอีกสื่อภาษาหนึ่งที่ช่วยขยายขีดความสามารถให้แก่คนทำงานสาขาต่างๆให้ยิ่งมีพลัง ลดความเหลื่อมล้ำและข้ามกรอบความแตกต่างในสังคม ได้มากยิ่งๆขึ้น.

.....................................................................................................................................................................

หมายเหตุ : ขอขอบคุณผลงานภาพถ่ายของอาจารย์ดร.ขจิต ฝอยทอง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม