ภาพแรกนี่ หากใช้ภาษาศิลปะของการถ่ายภาพ ก็เรียกว่าองค์ประกอบต่างๆไม่ค่อยเป็นเอกภาพน่ะครับ ทั้งลักษณะของเส้นขวักไขว่กระจาย ทิศทางของแสงซึ่งควรจะไปอยู่ทางด้านที่เป็นเงา เมื่อด้านที่ควรจะมีน้ำหนักเป็นเงา กลับเป็นด้านที่แสงเข้า ก็เลยเหมือนดึงสายตาให้หลุดออกไปจากกลุ่มที่กิ่งไม้แห้งรวมกันเป็นกลุ่มก้อนและเกิดความเป็นเอกภาพทางน้ำหนักเงา หรือในทางด้านซ้ายของภาพเมื่อถือเอาลำต้นเป็นแนวแบ่ง และอีกส่วนหนึ่งก็ตรงที่มุมซ้ายบน ที่มีใบไม้โผล่เข้ามาในกรอบ ซึ่งนอกจากจะทำให้องค์ประกอบต่างๆที่กระจายออกจากกันมากอยู่แล้ว กลับยิ่งเพิ่มความแยกย่อยขึ้นอีกมิติหนึ่ง โดยภาพรวมแต่เดิมที่ถ่ายทอดและเล่าเรื่องต้นไม้และกิ่งไม้แห้งนั้น พอมีใบไม้โผล่ขึ้นมาอีก ก็เหมือนกับทำให้แนวคิดหลักเสียไปนิดหนึ่ง

ลักษณะอย่างนี้ น่าจะใช้เทคนิคเลนส์ การซูมเข้าซูมออก และเลือกขนาดภาพกับมุมที่เล่าเรื่องได้ดี พร้อมกับมีความลงตัวขององค์ประกอบภาพได้ดีขึ้นด้วย ดังตัวอย่างต่อไปนี้ พอจะดูดีกว่าไหมครับ

                       

                       

พอจัดขนาดภาพ และกรอบมุมมอง ให้กิ่งไม้แห้งกับขนาดของกิ่งและลำต้นซึ่งส่งผลถึงขนาดของน้ำหนักแสงเงาด้วย มีการรวมกลุ่มกลมกลืนกันมากขึ้น แล้วก็จัดวางให้อยู่ในสัดส่วนตามหลักความงามจากการวางจุดสนใจ ตลอดจนเกิดแนวเส้นนำสายตาต่างๆ เหล่านี้แล้ว ก็ดูดีขึ้นนะครับ

แต่หากต้องการสื่อถึงสภาพที่แตกต่างกันตามแนวคิดของอจารย์เรื่องระบบคิดแบบเป็นขั้วเป็น-ตาย กับวิธีคิดแบบเป็นวงจรสังสารวัฏ โดยมีใบไม้ที่ยื่นเข้ามาในกรอบภาพ เป็นองค์ประกอบที่จะให้ความหมายนี้แล้วละก็ ภาพเดิมก็จะทำให้ใบไม้ที่โผล่เข้ามานั้นทั้งเล็กจนไม่สมดุลพอที่จะเล่าเรื่องประกบกับกิ่งและต้นที่แห้งให้ทัดเทียมกันได้ และกลายเป็นเหมือนส่วนเกินของภาพ

                        

 

ดังนั้น หากจัดขนาดภาพ และจัดวางองค์ประกอบต่างๆเสียใหม่ดังภาพ ก็จะเหมาะสมที่จะสื่อแนวคิดที่เราต้องการได้ดีกว่าเดิมนะครับ

                        

ส่วนอีกภาพหนึ่ง ลองจัดองค์ประกอบอย่างในภาพ ก็จะสามารถบันทึกแนวคิดและถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆได้ดีกว่า เกิดกลุ่มภาพระยะใกล้ที่มีภาษาความทะมึน มีพลังกดทับ นอกจากเป็นกรอบภาพ นำสายตาให้พุ่งไปยังจั่วหลังคาอาคารที่กำลังถูกรื้อถอน ซึ่งดูไร้ความหมาย ขนาดเล็ก และอยู่ใต้ความทะมึนของเครื่องจักรที่กำลังทำงาน เกิดธีมของภาพได้ดีกว่าเดิมน่ะครับ

จะเห็นว่า หากสามารถทำให้เกิดการผสมผสานกันได้มากยิ่งๆขึ้นของการทำงานความคิดทางศิลปะ การทำงานเชิงความรู้ และการทำงานเชิงบันทึกบอกเล่า ถ่ายทอดสื่อสารของสังคม แล้วละก็ จะช่วยได้มากเลยนะครับ สามารถทำให้มิติความจริง ความงาม  ความดี เข้ามาอยู่ด้วยกันได้ ผู้ชมก็จะสามารถเข้าถึงความจริง ที่นำเสนอด้วยความงาม ละเอียดอ่อนลึกซึ้ง ทำให้มีจิตใจที่เหมาะสมและเอื้อต่อการเกิดสัมมาทิ น้อมนำสู่การคิดดีทำดี ก่อเกิดสิ่งดี งาม จริง ได้มากขึ้น ซึ่งก็น่าจะดีกว่าการสามารถเข้าสิ่งต่างๆได้ด้วยมิติแยกส่วนทีละส่วน แบบที่มีอยู่เป็นส่วนใหญ่ในสังคมและทั่วโลกมักเห็นว่าไม่ค่อยจะเหมาะสมกับโลกปัจจุบันนี้แล้ว มากขึ้นเรื่อยๆ