"มันคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา ขณะผู้เขียนทำหน้าที่พลขับรถ 6 ล้อ ของหน่วยทหารหน่วยหนึ่ง บรรทุกสัมภาระอันหนักอื้อ ค่อยๆ บรรจงเร่งเครื่องขึ้นเขา ด้วยเกียร์ที่ต่ำแสนต่ำ เพื่อมุ่งสู่ตำบลปลายทาง คือ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน"

เสียงครางอื้อๆ...ประหนึ่งอยากให้รับรู้ว่าใจมันจะขาดแล้ว (หากมันพูดได้) ของรถบรรทุก ขนาด 6 ล้อ ซึ่งผ่านการใช้งานมาเป็นเวลานาน นานจนแทบจะจำไม่ได้ว่ามันมีอายุกี่ปี ส่วนหนึ่งเพราะมันบรรทุกน้ำหนักมากมายหลายตัน  อีกส่วนหนึ่งเพราะเส้นทางที่พามันวิ่งไปเป็นทางลาดชันที่ทั้งขึ้นและลงเขา ที่สำคัญกับเหตุผลอีกประการหนึ่งที่มันคงอยากบอกกับเรามาก คือมันผ่านการใช้งานมานานแล้ว(สังขารมันแย่)

ครับมันคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา  ขณะผู้เขียนปฏิบัติหน้าที่พลขับรถ 6 ล้อ ของหน่วยทหารหน่วยหนึ่ง บรรทุกสัมภาระอันหนักอื้อ ค่อยๆ บรรจงเร่งเครื่องขึ้นเขา ด้วยเกียร์ที่ต่ำแสนต่ำ เพื่อมุ่งสู่ตำบลปลายทาง คือ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งรวมระยะทางคร่าวๆ ประมาณ 165 กิโลเมตร

มันคืองานที่ท้าทายและลำบากพอสมควร เพราะหากเป็นรถสภาพดี เกรดใหม่ๆ ที่เราเห็นวิ่งกันอยู่บ้างใน ทบ.ไทย ยุคปัจจุบัน  ผู้เขียนคงไม่ลำบากใจถึงเพียงนี้ เพราะรถรุ่นใหม่มีสภาพ และสมรรถนะที่ดีกว่ารถที่ใช้งานมากว่าสิบๆ ปี เขาตำราของใหม่ย่อมดีกว่าของเก่า แต่ผู้เขียนก็มิได้หมายความว่าของใหม่จะดีไปเสียทุกอย่างนะ เพราะอย่างน้อยก็ไม่เห็นด้วยกับประเพณีสงกรานต์ใหม่ๆ ที่สีลมในช่วงสมกลางที่ผ่านมา(ฮ่าๆๆ)

ผู้เขียนจำได้ว่าเดินทางมาถึงแยกแม่มาลัยเมื่อเวลาประมาณสิบโมงกว่าๆ (สิบโมงเช้านะ) ใช้เวลาไปกับการซื้อหาของจุกจิกกินเล่นไปพักใหญ่ จากนั้นผู้เขียนก็ใช้เวลากับการเยื่องย้ายรถคู่กายไปด้วยวิธีการคลาน และพักเครื่องมันบ้างในบางคราว จนลุล่วงภารกิจเมื่อเวลาย่ำค่ำเกือบๆ สี่โมงเย็นด้วยความปลอดภัย เรียกได้ว่าถึงตอนเย็นๆ แบบหวานเย็นจริงๆ

หลังเสร็จสิ้นการถ่ายเทสัมภาระ และการปฏิบัติภารกิจส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนก็ได้รับประทานอาหารมื้อค่ำแบบพื้นๆ ตามประสารั้วของชาติผู้น้อยๆ (ไฉนเลยจะได้นั่งภัตรคารหรู) กับเพื่อนร่วมอาชีพ ณ สถานที่หนึ่งใน อ.ปาย นั่นเอง และเมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว ผู้เขียนจึงได้เข้านอนด้วยรู้สึกเมื่อยเนื้อเมื่อตัวไปกับการบังคับพวงมาลัยเพาเยอร์เสียยิ่งนัก

รุ่งเช้าของวันใหม่ภายหลังจาก ตรวจเช็คสภาพรถคร่าวๆ เท่าที่พลขับ (จำเป็น) พึงจะรู้และทำ และเติมพลังให้เต็มกับตัวเองแล้ว ผู้เขียนก็ออกเดินทางกลับมา ณ มุมหนึ่งของเชียงใหม่ ด้วยเส้นทางเดิม แม้ครานี้รถจะแล่นได้สะดวกขึ้น แต่ด้วยเส้นทางคดเคี้ยวบวกกับสภาพของรถ ก็มิได้ทำให้การเดินทางไวขึ้นแต่ประการใด

 ยิ่งไปกว่านั้นระหว่างทาง เมื่อผู้เขียนมาถึงพื้นที่ ต.ป่าแป๋ อ.แตง ก็มีเสียงที่คุ้นหูดังเตือนจากมือถือและครั้นเมื่อกดรับสาย ก็มีอันต้องใจแป้วไปพักหนึ่ง เพราะเสียงจากปลายทางแม้จะดูนิ่มนวลประหนึ่งว่าสั่งการแกมขอความช่วยเหลือ ว่า "น้อย..เดี๋ยวพรุ่งนี้ขับรถมาส่ง.....ที่เชียงรายหน่อยนะ เหนื่อยหน่อยนะ.. ช่วยหน่อยวะ"

ครับมันคือเสียงของผู้บังคับบัญชาให้ผู้เขียนทำหน้าที่ผลขับอีกครั้ง ต่างแต่คราวนี้ตำบลปลายทางย้ายจาก จ.แม่ฮ่องสอน เป็น จ.เชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนเหนือสุดของประเทศไทยเท่านั้นเอง ผลการปฏิิบัติภารกิจของผู้เขียนจะลุ่ล่วงไปด้วยดี หรือเจออุปสรรคใดๆ หรือไม่ จะนำมาเสนอใน "การเดินทางที่ท้่าทาย สองจังหวัดชายแดนเหนือ2"