ถ้าลูกประสบอุบัติเหตุที่โรงเรียน ในขณะที่กำลังจะเข้าห้องบรรยาย ท่านจะเลือกไปพาลูกเข้าโรงพยาบาลหรือจะสอนหนังสือสักชั่วโมงหนึ่งก่อน

เรื่องนี้ฟังดูแล้วเหมือนจะตัดสินใจได้ง่าย


แต่ก็ดูคล้ายๆเส้นผมบังภูเขา

เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น
ลำดับความสำคัญในการบริหารจัดการก็ยังเป็นประเด็นสำคัญว่าควรจะเลือกทำสิ่งใดก่อน

แท้ที่จริงก็คือ
ความจำเป็นต้องทำนั่นเอง

เช่น
เราควรจะอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย ก่อนการไปทำงานไหม ข้อนี้คงไม่น่าสงสัยอะไร
เพราะการอาบน้ำแต่งตัวไปทำงานก็เหมือนกับการให้ความสำคัญกับส่วนรวมในทีอยู่แล้ว



หรือ ที่ชัดกว่า เช่น
ถ้าลูกประสบอุบัติเหตุที่โรงเรียน ในขณะที่กำลังจะเข้าห้องบรรยาย ท่านจะเลือกไปพาลูกเข้าโรงพยาบาลหรือจะสอนหนังสือสักชั่วโมงหนึ่งก่อน



หรือ
ท่านจะยอมทนทำงานเพิ่มอีกสักสองสามชั่วโมง แทนการไปรับประทานอาหาร และพักผ่อน



ก็ขึ้นอยู่กับว่าท่านให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากกว่า


ผมเคยเห็นอาจารย์ท่านหนึ่งประสพอุบัติเหตุทางถนน
หน้าแตกคิ้วแตกเย็บหลายแผล แต่ก็รีบกลับมาเข้าร่วมประชุมในงานสัมมนางานหนึ่งที่
(ผมรู้สึกว่า) ไม่สำคัญมากนัก เพราะคนอื่นจากที่ทำงานเดียวกันก็ยังมี

ที่ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมต้องให้ความสำคัญกับงานนี้มากขนาดนั้น
(ผมรู้สึกว่า)อาจจะต้องการอวดว่าตัวเองเสียสละทุ่มเทให้กับงานนี้ แต่จากบาดแผลที่หน้า
ดูแล้วทั้งสมเภท และกระดักกระเดิดพอสมควร

ถ้าเป็นผม
ผมคิดว่าคงจะนอนพักที่โรงงพยาบาล หรือที่บ้าน
แล้วให้คนอื่นประชุมแทน น่าจะดูดีกว่า

เพราะผมคิดว่า
คนอื่นที่เห็นบาดแผลคงจะไม่สบายใจเท่าไหร่

ดังนั้น
หลักคิดของผมก็คือ

ตัวเองควรเอาตัวให้รอดเสียก่อนที่จะคิดช่วยคนอื่น
แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการเห็นแก่ตัว ที่คอยแต่จะเอาตัวรอดเพียงอย่างเดียว
แต่ควรรีบทำตัวให้รอดพอที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้มากกว่า

และผมยังคิดว่า
การทำงานนั้นเพื่อชีวิต ชีวิตจึงต้องรอด แต่ไม่ควรถือว่า “ใช่ชีวิตเพื่องาน”

หรือ
ยอมตายแบบไม่ให้เสียงานนั้น ในสภาวะปกตินั้น ผมว่าน่าจะมากเกินไป