ต้องกลับมาพัฒนาระบบการผลิตเพื่อการอยู่กับธรรมชาติอย่างเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ อย่าคิดเอาชนะธรรมชาติ

อนุสนธิจากการได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้
ให้เข้าร่วมอภิปรายบนเวทีการประชุม

ในหัวข้อ

การจัดการดินและปุ๋ยในสภาวะโลกร้อน”
ที่เชียงใหม่ ในวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๔

ทำให้ผมต้องมาคิดทบทวนจากประสบการณ์และความรู้ที่มี


ที่พบว่าแก่นแท้ของปัญหาเกิดจาก
ความรู้ไม่พอใช้ กำลังจะเสียค่าโง่” จึงมานั่งวิตกกังวลกันในวันนี้


ทั้งๆที่ทุกอย่างที่เราทำไปนั้น
ก็ได้อย่างเสียอย่างในทุกเรื่อง
ถ้าคิดแต่ได้อย่างเดียวก็จะต้องมาผิดหวังกันแบบนี้แหละ


คิดเอาแต่ได้ ไม่คิดถึงผลเสีย

และถ้าคิดโดยความรู้ไม่พอใช้ก็ยิ่งหนัก

เพราะ

เพราะสาเหตุที่แท้จริงก็คือการทำลายทรัพยากรทำให้โลกร้อนขึ้น
ทั้งๆที่รู้ก็ยังไม่มีใครคิดจะหยุด ยังทำเหมือนเดิม หรืออาจมีบางคนคิดจะหยุด
กลับมีความรู้ไม่พอที่จะหยุด

ที่เราพลาดมาก็ยังมีปัญหาหลักๆ
แบบว่าตาม “เขาว่า” ไม่สนใจความจริง


แบบเดียวกันกับ
“งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข”


แล้วตอนนี้เรามีเงินกันมากไหม
มีความสุขมากไหม เห็นมีแต่หนี้และความทุกข์ถ้วนหน้า


สาเหตุมาจากการเน้นการพัฒนาเชิงวัตถุ
และสิ่งฉาบฉวยมากกว่าความยั่งยืน

ทำลายทุกอย่างแบบวิ่งตามกระแสเงิน


วิ่งหาเงินกันมาตลอดชีวิต
แต่แทบทุกคนเป็นหนี้
มากบ้างน้อยบ้างตามฐานานุรูป
คนที่มีเงินเดือนมากก็ดูเหมือนจะมีหนี้มาก ยิ่งนักธุรกิจที่ว่ามีกิจการใหญ่โต เท่าที่ทราบมาจำนวนมากก็ยังหมุนเงินจ่ายดอกเบี้ยธนาคารกันแทบไม่ทัน

ระดับประเทศก็แกล้งทำลืม
ว่าการพัฒนาที่ทุกคนมุ่งหวังอยากจะเห็น อยากจะให้เป็นนั้นคืออะไร กลับชี้วัดด้วยกระแสการใช้เงิน
GDP การพนันในตลาดหุ้น การพัฒนาแบบสุ่มเสี่ยง เชื่อตามแนวทางของต่างชาตินำทางการพัฒนา
ด้วยอาการความรู้ไม่พอใช้ ต้องพึ่งความรู้คนอื่น ทำให้มีความทุกข์แพร่กระจายทั่วไปในสังคม

แนวทางการแก้ไขนั้น
ถ้าจะจริงใจ จำเป็นต้องกลับมาสู่ความจริง ใช้ความรู้ ความเข้าใจ สามัญสำนึก
และความฝันที่แท้จริงของทุกคน เป็นตัวนำทาง


เช่น เน้นการทำเกษตรเชิงอนุรักษ์
ไม่เบียดเบียน แต่เน้นการพึ่งพาเพื่อเพิ่มผลิตภาพของดิน และที่ดิน


เน้นการพึ่งตนเองและพึ่งพากันเอง
ตามหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เน้นการทำเกษตรอินทรีย์
อนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานจากภายนอก ลดการใช้สิ่งที่รบกวนและ/หรือทำลายระบบธรรมชาติ

พัฒนาระบบการผลิตเพื่อการอยู่กับธรรมชาติอย่างเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ อย่าคิดเอาชนะธรรมชาติ

เพราะทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎ
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา


ใช้หลักการเรียนรู้แบบ

  •  ปริยัติ
    ชัดในเชิงทฤษฎีและหลักการที่ถูกต้อง สอดคล้องกับหลักธรรมชาติ
  • ปฏิบัติ
    ให้เห็นความจริง เนื้อแท้ของการปฏิบัติที่ได้ผล ไม่มีอะไรต้องสงสัยเคลือบแคลง และ
  • ปฏิเวธ ทบทวน สรุปบทเรียนเพื่อไปปรับปรุงทฤษฎี แนวทางปฏิบัติ
    และสิ่งที่ควรปรับปรุงแก้ไข ทั้งทฤษฎีและแนวทางปฏิบัติที่ได้ผลและถูกต้องจริงๆ มากขึ้นๆๆ เรื่อยๆ

ที่จะต้องอาศัยหลัก “สันทิฏฐิโก”
ผู้ทำเป็นผู้รู้ด้วยตนเอง

และ “ปัจจัตตังเวทิตัพโพ”
ที่ผู้รู้นั้น รู้เฉพาะตน

ปัจจัยต่างๆที่เคยมีนั้นทั้งหมด
หรือทั้งระบบยังอยู่ไม่ไปไหน เพียงแต่ย้ายที่อยู่

เพียงต้องค่อยๆดึงกลับมาใหม่ พัฒนาระบบสำรอง ระบบหมุนเวียน


ประเมินตามความเป็นจริง
แก้ไขปรับปรุงเป็นขั้นตอน มีทางรอดแน่นอน

นี่คือแนวทางแห่งการพัฒนาแบบใช้และพัฒนาความรู้
แทนการใช้ความเชื่อ และทำตาม “เขาว่า” ครับ


สุดท้ายก็แล้วแต่บุญแต่กรรมของประเทศไทยครับ

ผมคงจะเสนอได้ประมาณนี้ครับ