บันทึกนี้ จะเป็นเรื่องการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเผยแพร่ความรู้และทักษะให้บุคลากรของโรงพยาบาลตามแผนนี้ เกี่ยวกับกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการ ตามหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย พ.ศ.​๒๕๕๓ ตามมาตรา ๑๒ วรรค ๒ แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐ ตามบันทึกนี้ หลังได้ปูพื้นบรรยายโดยท่านอาจารย์แสวง บุญเฉลิมวิภาส ตามบันทึกนี้มาแล้ว

เราเน้นที่ การสื่อสาร หรือ communiction skill ว่าจะพูดคุยเรื่อง advance care plan หรือ การวางแผนดูแลรักษาตนเองล่วงหน้า กับคนไข้อย่างไรดี มากกว่า การจัดการเรื่องเอกสาร หรือหนังสือแสดงเจตนาฯของคนไข้ หรือ advance directive

การอบรมใช้เวลา ๑ วันเต็ม เรากำหนดให้ผู้เข้าอบรมไม่เกิน ๔๐ คนต่อครั้ง ต้องเป็นคนที่เคยฟังการบรรยายของอาจารย์แสวง และมีอาวุโสพอที่จะได้นำเรื่องนี้ไปถ่ายทอดให้คนอื่นในหน่วยงานตนเองต่อไปได้

เราตั้งใจจะจัดเดือนละ ๑ ครั้ง โดยครั้งแรกจัดขึ้นวันที่ ๒๘ เมษายนที่ผ่านมา

                                                                               รายละเอียดการอบรม

แนะนำตัว และความคาดหวังทั้งของผู้เข้าอบรมและผู้จัด                          ๓๐ นาที

- เปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรมบอกความคาดหวังจของตนเอง

- บอกความคาดหวังของผู้จัด เรื่อง ความเป็นแกนนำในการถ่ายทอดเรื่องนี้ต่อไปในหน่วยงานตนเอง

- เป้าหมายการอบรม เป็นเรื่อง advance care plan ไม่ใช่ advance directive คือเรื่อง การสื่อสาร ไม่ใช่ เอกสาร

 


บรรยายเรืื่อง advance care plan                                                     ๓๐ นาที

 

- ความหมายของ advance care plan

- ความแตกต่างของ advance care plan และ advance directive

- องค์ประกอบของ advance care plan

- ข้อดี/ข้อจำกัดของ advance care plan

 


 

จะคุยเรื่อง advance care plan กับคนไข้อย่างไร                                  ๙๐ นาที

ผม ใช้ clip ตอนการคุยกันเรื่อง DNR ในภาพยนตร์เรื่อง Wit เป็นกรณีศึกษา เพราะยังคิดไม่ออกว่า มีหนังเรื่องไหนถ่ายทอดเหตุการณ์หรือบทสนทนาเกี่ยวกับ advance care plan ได้ดีกว่าเรื่องนี้

การคุยกับคนไข้เรื่องจะปั๊มหรือไม่ปั๊ม หรือ DNR discussion นับเป็นสุดยอดเคล็ดวิชาของ advance care plan เป็นเรื่องที่ยากที่สุด แล้วก็มีคนถกเถียงกันมากที่สุดว่าควรทำหรือไม่ทำอย่างไร แต่หนังเรื่องนี้สื่อออกมาแบบง่ายที่สุด พูดไปเล็มไอติมไป เป็นการเปรียบเปรยสุดยอดที่สุด ในความเห็นของผม

ถึงหนังจะเป็นหนัง ไม่ใช่เรื่องจริง (ไม่ต้องมีตัววิ่งขี้นบอก เหมือนละครไทยบางเรื่อง) ความจริงอาจไม่ง่ายและเนียนแบบนี้ แต่ก็ใช้กระตุ้นผู้เข้าอบรมให้คิดวิธีการพูดคุยเรื่องนี้กับคนไข้และครอบครัวได้เป็นอย่างดี เช่น จะเริ่มยังไง ควรจะคุยกับคนไข้กลุ่มไหน ต้องมีขั้นตอนหรือไม่ อย่างไร แล้วจะปิดท้ายยังไง

 


แบบฟอร์มและแนวปฏิบัติของโรงพยาบาลเรื่องหนังสือแสดงเจตนาฯ            ๖๐​ นาที

 

อันนี้เป็นเรื่อง advance directive ตามกฎหมายโดยตรง เพื่อพูดถึงข้อตกลงวิธีดำเนินการต่างๆ

 


 

ทักษะการสื่อสาร                                                                            ๙๐​ นาที

เป็นการแสดงบทบาทสมมุติ แบบจับคู่สลับกัน ๒ เรื่อง

- เมื่อคนไข้ต้องการทำหนังสือแสดงเจตนาฯ

- เมื่อมีความขัดแย้งระหว่างคนไข้และครอบครัวเรื่องการแสดงเจตนา