อิสลามคืออะไร (ตอนที่2)


ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นกับตัวศาสนา(หรือแม้แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใด) เพราะมันไม่ใช่ของของเรา

อิสลามคืออะไร (ตอนที่2)

เมื่อศาสนาสอนให้มนุษย์เป็นคนมีคุณธรรมทำแต่สิ่งดีงามละเว้นความชั่วไม่ดีไม่งาม

แล้วจะมาหาเรื่องหาจุดหาปมที่ไม่พึงพอใจแก่ตน แบ่งแยกศาสนาออกเป็นพรรคเป็นพวกเป็นหมู่เหล่า

เดิมทีศาสนาที่ตนและพ่อแม่บรรพบุรุษตนนับถืออยู่นั้น ตนก็ได้รับเรียนรู้มานับไม่ได้ว่ากี่มากน้อย

แล้วไม่เข้าใจดีพอในศาสนาที่ตนและบรรพบุรุษยึดมั่นถือมั่นมาตามความเชื่อ

ไม่ว่าพุทธศาสนาหรืออิสลามก็สอนไว้เช่นเดียวกันว่า

“ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นกับตัวศาสนา(หรือแม้แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใด) เพราะมันไม่ใช่ของของเรา"

คนไม่เอาศาสนาพุทธมาใช้ ศาสนามันก็อยู่ดีมีค่าของมันคงเดิม

คนมุสลิมไม่เอาอิสลามมาใช้ อิสลามมันก็อยู่ดีมีค่าตามเดิมของมัน

ไม่มีใครไปทำให้มันหมดค่าไปได้ ส่วนคนที่ทำผิด ทำบาป ทำเลว ก็ไม่ได้หมายความว่าศาสนานั้นๆ

สอนให้เขาทำ เขาทำด้วยการคิดตรึกตรอง ตัดสินใจด้วยหัวใจของเขาเอง

นักข่าวนักหนังสือพิมพ์ชอบใช้คำผิดๆ ว่า โจร...(พุทธ คริสต์ อิสลาม)

ไม่มีศาสนาไหนสอนเหล่าสาวกให้เป็นโจร เหล่าสาวกก็ไม่ได้สอนเหล่าศิษยานุศิษย์ให้เป็นโจร

หรือแม้แต่เล็กน้อยไม่เคยสอนให้คิด ไปในทางผิดหรือเลวด้วยซ้ำ แม้แต่ความคิดยังสอนให้คิดดี

ในพุทธศาสนาสอนเรื่องกรรม แตกต่างจาก คริสต์ อิสลาม ที่สอนเรื่องพระเจ้า

หลายคน วกวน สับสน อยู่กับการโต้เถียงกันว่า ศาสนาไหนดีกว่ากัน

อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ศาสนาไหนก็สอนให้คนทำดีละเว้นความชั่ว

อย่ามัวแต่มาโต้เถียงกันให้เกิดโลภะ(ความอยาก)ได้เพื่อนที่คิดเหมือนกันมาเป็นพวก

บันดาลโทสะ(ความโกรธ) เกิดความขัดเคืองกันผู้ที่คิดต่างรู้แตก

โมหะ(ความโง่ความเขลา)ก็จะตามมารบกวนในจิตใจ ไม่ก่อเกิดสิ่งดีขึ้นมา

พุทธสอนเรื่อง “กิเลสสาม" อิสลามก็สอนเรื่องนี้ไว้เช่นกันว่า “มารร้าย(ชัยตอน)

มันวิ่งอยู่ในกระแสเลือดของเจ้า แต่ พระเจ้าอยู่ใกล้ชิดเจ้ายิ่งกว่ามารร้ายนั้น

จงเชื่อมั่นและศรัทธาต่อพระองค์ผู้ทรงสอนสั่งให้ ทำความดีละเว้นความชั่ว"

อิสลามสอนให้รู้จักพระเจ้า ผ่านมาทางศาสดา ตั้งแต่สมัยศาสดาอาดัม

โนอา(นบีนุห) อับบราฮัม(นบีอิบรอฮีม) เรื่อยลงมาถึงโมเสส(นบีมูซา)ผู้นำพายิว

อพยพหนีฟาโรห์(ฟิรอูน์) มาตั้งรกรากที่เมืองคะราอัน (ปาเลสไตน์ปัจจุบัน) จนมาถึงท่านเดวิด

(นบีเดาอูด)ผู้รวบรวมก่อตั้งอาณาเขตชาวยิวบนดินแดนปาเลสไตน์

เรื่อยลงมาถึงท่านเยซู(นบีอีซา)ผู้ที่จะมาทำการประกาศศาสนายูดายให้สมบูรณ์ แต่

ถูกชาวยิวบางส่วนร่วมกับโรมันกำจัดท่านเยซูเสียก่อน ก่อนที่ท่านจะมาประกาศให้

ศาสนาแห่งพระผู้เป็นเจ้าจะสมบูรณ์ จนกลายมาเป็นศาสนาใหม่โดยพระเยซูคริสต์

ผู้ไถ่บาปให้ปวงประชาในยุคต่อมา

ยุคสุดท้ายที่พระเจ้าส่งศาสดามาคือท่านมุฮัมมัด แห่งทะเลทรายอารอเบีย

ซึ่งยากต่อการเข้าบุกรุกโจมตีจากพวกโรมัน ประกาศศาสนาในนาม “อิสลาม"

ซึ่งก็มีพื้นฐานเดียวกันตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ท่านอาดัม ท่านอิบรอฮีม ท่านมูซา ท่านอิซา

คือ การดำเนินชีวิตไปด้วยการไม่เคารพสักการะอื่นใดนอกจากพระเจ้า

บางคนเอาจำนวนปีปฏิทินมาเปรียบว่าศาสนาใครเก่ากว่าใคร

แต่จะมีประโยชน์อันใด ถ้าศาสนาเก่าหรือใหม่ก็ตาม ไม่มีผู้คนนำพามาปฏิบัติ

เมื่อท่านจะนำพาศาสนาของท่านมาปฏิบัติก็จงทำอย่างสม่ำเสมอและพากเพียร

ในอิสลามก็สอนไว้อีกว่า

“ศาสนาใคร ก็ปฏิบัติตัวฝึกตนให้เคร่งครัดตามศาสนาตน"

ไม่นำเอาศาสนาใครมาขัดมาแย้งกัน เพราะทุกศาสนาสอนให้ทำดีละเว้นชั่ว

ยิวคริสต์อิสลามสอนเรื่องพระเจ้า ให้ทำดีเพื่อพระเจ้า ละเว้นชั่วเพื่อพระเจ้า

เมื่อบรรลุธรรมได้ สิ่งตอบแทนก็คือ สวรรค์ เช่นเดียวกันอีกนั่นแล

ทำดีได้ดี มีสวรรค์เป็นสิ่งตอบแทน ทุกคนก็มุ่งที่จะได้สวรรค์กัน

มีบางคนในหมู่เหล่าที่ไม่อยากได้ ไม่อยากดี เพราะมักชอบทำตามใจตัว

เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นผิดเป็นชอบ(ถูก) แล้วอ้างว่าสวรรค์ไม่ว่างสำหรับตน

ทำดีได้ไปสวรรค์ ทำชั่วตกนรกหมกไหม้ ในอิสลามสอนว่าทำชั่วจะถูกไฟนรกเผาผลาญ

ศาสนาสอนให้ทำความดี ละเว้นความชั่วแล้ว

ในยิวคริสต์อิสลามสอนโดยยึดมั่นแน่วแน่ในพระเจ้าองค์เดียว

ไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีกแล้ว ก็เพื่อนำความคิดสู่ศูนย์กลางความคิดเดียวกันคือ พระเจ้า

ถ้าไม่เน้นถึงพระเจ้า ผู้คนมักจะลืม แล้วมายึดเอาศาสดาเป็นพระเจ้าแทน

พระเจ้าจึงให้ไปจุดสูงสุดที่พระเจ้าเอง (อัลลาฮุตะอาลา) พระองค์เดียว(อัลลาฮุอะฮัด)

เมื่อพระเจ้าสูงสุดคือพระเจ้าองค์เดียวคือ อัลลอฮุ พระเจ้าท่านก็ให้คัมภีร์สุดท้ายมา

ที่ชื่อว่า คัมภีร์อัลกุรอาน ให้ท่านศาสดามุฮัมมัด มาเป็นผู้ประกาศศาสนาในนาม ผู้ถือสาสน์

(The messenger) หรือศาสนทูต ความคือ พระเจ้าจะมีโองการลงมาสู่มนุษย์ ผ่านโดย

กาบรีล(มะลาอิกะห์ ญิบรีล) นำโองการมาบอกท่านนบีมุฮัมมัด

ท่านนบีมุฮัมมัดมาบอกเหล่าอัครสาวก พวกบรรณารักษ์ก็จะทำการบันทึกว่า

ท่านนบีได้รับโองการอะไรมา แล้วท่านนบีและเหล่าอัครสาวกก็จะนั่งล้อมประชุม

เพื่อรับฟังการตีความ(วิวรณ์)โดยท่านบี บรรณารักษ์ก็จะทำการบันทึกอีก

แล้วท่านนบีขยายความด้วยพระวจนะและพระจริยวัตร ทำให้เป็นแบบอย่าง

ที่เหล่ามุสลิมเรียกกันว่า “หะดีษ"

“อัชฮะดุ อัน ลาอิลาฮะ อิลลัลลาฮุ

วะ อัชฮะดุ อันนะ มุฮัมมัด ดัรเราะซูลุลลาฮิ"

ความว่า “ขอประกาศว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮุ

และขอประกาศว่า มุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮุ"

อิสลามยุคใหม่โดยท่านนบีมุฮัมมัดประกาศขึ้นขณะที่ไปตั้งรากฐานที่ยัธริบ

เมืองมะดีนะห์ ประเทศซาอุดิอาราเบียปัจจุบัน


เรียบเรียงโดยฮัจญีอิสมาอีล อานนท์ เพ็ญพันธ์ aswasal@gmail.com

หมายเลขบันทึก: 438514เขียนเมื่อ 8 พฤษภาคม 2011 09:23 น. ()แก้ไขเมื่อ 24 เมษายน 2015 22:12 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี