. . เพราะเรื่องเล่านั้น “ของใครของมัน” แต่ละเรื่องมีบริบทที่แตกต่างกัน จะนำมาเสริมค่อนข้างยาก . .

          ในวง SSS หรือวง Success Story Sharing นั้นถือว่าเป็นการเปิดพื้นที่ให้มีการแชร์เรื่องราวดีๆ เรื่องราวที่ถือว่าเป็น “ความสำเร็จ” โดยใช้การเล่าเรื่อง การเล่าเรื่องที่ดีนั้นจะทำให้ผู้ฟังได้เห็นภาพรายละเอียดของเรื่องที่เกิดขึ้น คือฟังแล้วเข้าใจบริบทที่อยู่ในเรื่องเล่านั้นๆ ด้วย ผู้ฟังเองก็ต้องช่วยผู้เล่าด้วยการพยายามนำตัวเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่กำลังฟังนั้น ทั้งนี้เพื่อจะได้เข้าใจสถานการณ์หรือบริบทอย่างแท้จริง ในกรณีที่ต้องการจะทราบรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้เล่าจึงตัดสินใจพูดหรือทำไปเช่นนั้น ต้องการจะถามความรู้สึก ต้องการจะถามสิ่งที่อยู่ลึกๆ ที่เป็นเบื้องหลังของการกระทำนั้นๆ ก็สามารถถามได้ ไม่ได้บังคับให้ผู้ฟังต้องฟังเพียงอย่างเดียว ห้ามพูดห้ามถามใดๆ ทั้งสิ้น เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น วงพูดคุยกันนี้ก็จะไม่มีความเป็นธรรมชาติ

          ในวงพูดคุยผ่านการเล่าเรื่องนี้ บางทีก็จำเป็นต้องมี “คุณอำนวย” หรือ Facilitator มาช่วยถามนำเหมือนกัน เพราะการเล่าเรื่องสำหรับบางท่านอาจเป็นการเล่าแบบคร่าวๆ เล่าแบบการพูดคุยทั่วไป คือแค่ให้ได้รับทราบว่าเกิดอะไรขึ้น เป็นการให้เห็นแต่เพียงภาพรวม แต่ลงไปไม่ถึงรายละเอียด ไม่เห็นเคล็ดลับความสำเร็จ ไม่เห็น How-to ที่อยู่ในเรื่องเล่านั้น ไม่เห็นประเด็นสำคัญที่อยู่เบื้องหลังว่าเป็นเพราะอะไรจึงทำให้เขาตัดสินใจทำไปเช่นนั้น ยิ่งถ้าผู้ฟังไม่กล้าถาม คุณอำนวยก็ยิ่งต้องช่วยถามเพื่อจะทำให้ได้รายละเอียดในเรื่องเล่าเพิ่มมากขึ้น แต่เวลาที่ผมพูดว่า “รายละเอียดเพิ่มมากขึ้น” นั้น ผมหมายถึงรายละเอียดที่มาจากผู้เล่าคนเดิมน่ะครับ เพราะการเล่าเรื่องนั้น ไม่สามารถจะต่อเติมกันได้ เรื่อง “ของใครของมัน” จะนำมาเสริมกันไม่ได้ เพราะบริบทของแต่ละเรื่องนั้นย่อมแตกต่างกันไป

          สิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นประเด็นที่ค่อนข้างอันตราย ก็คือตอนที่คุณอำนวย “มือใหม่” หลังจากได้ฟังเรื่องเล่าจบ ก็หันมาพูดกับวงว่า “ใครมีอะไรจะเสริมบ้าง?” เพราะการเปิดช่องตรงนั้น เท่ากับเป็นการเปิดให้คนในวงเริ่ม “แชร์ความคิด” กัน เช่น บางคนเสริมขึ้นมาว่า . . .ที่ฟังมาก็ดี แต่ถ้า “ทำโน้น ทำนี่ ก็จะยิ่งดีขึ้นอีก” เท่ากับเป็นการ Comment เรื่องหรือกรณีที่เพิ่งได้ฟังมา เป็นการยืนยันว่าเมื่อตะกี๊ที่ฟังเรื่องเล่านั้นแทนที่ท่านจะฟังอย่างพยายามเข้าใจเรื่องของเขา กลายเป็นว่าท่านคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ตลอดเวลา แทนที่จะเป็น “Deep Listening” กลายเป็น “Critical Thinking” ไปซะนี่ ทำให้แทนที่จะเป็นวงแชร์เรื่องเล่า (ที่เกิดขึ้นจริง) กลับกลายมาเป็น "วงแชร์ความคิด" ไปโดยปริยาย "คนนั้นเสนอว่าน่าจะทำอย่างนี้ คนนี้เสนอว่าน่าจะทำอย่างนั้น" ไอเดียบรรเจิด ความคิดเตลิดไปไกล โดยไม่มีใครใส่ใจหรือห่วงใยความรู้สึกของผู้เล่าเรื่องเลยแม้แต่น้อย

          การ Comment เชิงความคิดใช่ว่าจะไม่ดีเสมอไป แต่ที่ผมอดห่วงไม่ได้ก็เพราะคือมันทำให้ผู้ที่เพิ่งเล่าเรื่องจบ รู้สึกว่าตัวเองยังทำได้ไม่ดี ทำได้ไม่สมบูรณ์ ยิ่ง Comment หรือเสริมกันมากเท่าใด ผู้เล่าเรื่องก็ยิ่งรู้สึกด้อย รู้สึกต่ำต้อยมากขึ้นเท่านั้น ตัวค่อยๆ ลีบเล็กลงไป คิดในใจว่า ถ้ามีรอบหน้า "ขอไม่เล่าดีกว่า" เพราะตนรู้สึกด้อยค่า รู้สึกว่าที่ทำมา มีอะไรไม่ถูกต้องอีกมากมาย . . ด้วยเหตุนี้ผมจึงไม่ค่อยแนะนำให้เปิดช่องในตอนท้ายด้วยการถามว่า "ใครมีอะไรจะเสริมบ้าง?" . . อ่านบันทึกนี้แล้ว เห็นด้วยเห็นต่าง "ใครมีอะไรจะเสริมบ้าง?" ก็แชร์กันเข้ามาได้นะครับ !!