เศรษฐกิจของสังคมปัจจุบัน มุ่งเน้นแต่การหารายได้เป็นหลัก มองว่าปัญหาทุกอย่างถ้ามีเงินเสียอย่างเดียวก็แก้ปัญหาทุกอย่างได้ โดยไม่ได้แก้ไขปัญหาในการลดค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพหรือการประกอบอาชีพ การที่เกษตรกรจะขายผลผลิตได้ในราคาแพง ๆ แต่ต้องมาซื้อวัสดุและอุปกรณ์การเกษตร เครื่องอุปโภคบริโภค เช่น ข้าวสาร อาหาร และเครื่องใช้ในราคาที่แพง จึงไม่เกิดประโยชน์ต่อตัวเกษตรกรเอง การตั้งสหกรณ์ขึ้นมาจึงเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ปัญหาค่าครองชีพ อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ ตัดทอนผลประโยชน์ทางการค้าจากคนกลางมาเป็นระบบสหกรณ์ ผลของกำไรที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นส่วนเกินที่จะนำมาลดค่าครองชีพของสมาชิก โดยแบ่งปันกันในรูปเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนตามส่วนธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ การเก็บออมเงินในรูปสหกรณ์ และการกระจายรายได้ตามระบบสหกรณ์ เป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจของไทยได้ และสหกรณ์ที่จัดตั้งขึ้นจะมาจากความต้องการของประชาชนเบื้องล่าง หรือจะจัดตั้งโดยนโยบายของรัฐบาลล้วนก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเจ้าของสหกรณ์ คือ สมาชิกผู้ถือหุ้นทุกคน แต่ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะเป็นไปได้อย่างเต็มที่ก็ต้องขึ้นอยู่กับจิตสำนึกและวิญญาณของสมาชิกและนักสหกรณ์ คือ
1. คิดแบบสหกรณ์ (COOPERATIVE THINKING) คือ คิดเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของสหกรณ์ทั้งระบบ คิดถึงอนาคต และมีวิสัยทัศน์ มองทิศทางการพัฒนาสหกรณ์ที่ยาวไกล คิดในสิ่งที่ดี คิดในทางบวกและสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาองค์กรสหกรณ์ให้มีความมั่นคง
2. ทำแบบสหกรณ์ (COOPERATIVE DOING) ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ด้วยความสามัคคี พร้อมเพรียงกัน ไม่สร้างปัญหาแต่ร่วมมือกันช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับสหกรณ์
3. มีน้ำใจแบบสหกรณ์ (COOPERATIVE SPIRIT) คือ เรียนรู้ที่จะฝึกตนเองให้มีความซื่อสัตย์ เสียสละ สามัคคี มีวินัย ใฝ่ใจในคุณธรรม และต้องทำให้เกิดเป็นนิสัย
องค์ประกอบสำคัญในการปลูกจิตสำนึก
การที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจในอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ จะต้องปลูกจิตสำนึกของประชาชน โดยอาศัยการให้การศึกษาอบรม การให้ข่าวสารอย่างมีระบบ โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ด้าน คือ
1. พฤติกรรม จะต้องฝึกให้ประชาชนมีพฤติกรรมด้านสหกรณ์ด้วยความเคยชิน โดยปฏิบัติด้วยตนเองจนเกิดความเคยชิน หรือเกิดสำนึกโดยตนเองด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่เกิดจากการใช้ระเบียบ ข้อบังคับ กฎหมายมาบังคับกดดัน ให้เกิดพฤติกรรมสหกรณ์ เพราะไม่สอดคล้องกับกฎของธรรมชาติ การกดหรือบีบบังคับนี้ ถ้าอำนาจยังอยู่สหกรณ์ก็อยู่ได้ แต่พออำนาจที่กดบีบหมดไปเมื่อไร คนก็จะละเมิดกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ เสมือนกับกดลูกโป่งให้จมน้ำ เมื่อหมดแรงกด ลูกโป่งก็ลอยขึ้นมา การใช้อำนาจบีบบังคับกัน ถึงแม้จะมีวินัยอยู่ได้ แต่เมื่อไรอำนาจหรือแรงกดบีบนั้นหายไป สหกรณ์นั้นก็จะปั่นป่วนวุ่นวาย ไม่ได้ผลที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม การใช้กฎเกณฑ์ข้อบังคับนี้ บางครั้งได้ผลในเมื่อกฎเกณฑ์นั้นไม่บีบบังคับ รุนแรงจนเกินไป และมีช่วงเวลายาวพอที่จะให้คนผ่านเข้าสู่ความเคยชิน จนเขาไม่รู้ตัว จนเข้าสู่กฎธรรมชาติตามวิธีแรก คือ เป็นพฤติกรรมแบบสหกรณ์พื้นฐานที่เกิดขึ้นโดยการสร้างความเคยชิน จนกลายเป็นเรื่องของความเคยชินตามธรรมชาติที่รับทอดมาจากการใช้อำนาจบีบบังคับ อันนั้นต่างหากที่ได้ผล เช่น การสร้างพฤติกรรมการออม ไม่ต้องกำหนดขั้นสูงของเงินออมไว้ครั้งละมากๆ เพียงแต่สร้างนิสัยการออม และนำเงินไปฝากกับสหกรณ์ทีละเล็กละน้อยให้มีการกระทำซ้ำๆ จนเกิดความเคยชิน และติดเป็นนิสัย ต่อไปการเก็บออมก็จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยสามัญสำนึกของตัวสมาชิกเอง
2. สภาพจิตใจ สมาชิกมีความพอใจและเต็มใจที่จะทำหรือมีความสุขที่รวมกันเป็นสหกรณ์ เกิดความศรัทธาในระบบสหกรณ์ หรือชื่นชมเมื่อเขาเริ่มเข้าสู่สังคมใหม่ สู่ชีวิตใหม่ ซึ่งเป็นวิถีชิวิตแบบสหกรณ์ ไม่ควรบังคับจิตใจกัน ให้ยึดหลักสมัครใจอย่างแท้จริง การสร้างพลังความสามัคคีในสหกรณ์ ใจต้องมาก่อน คือต้องอาศัยความสมัครใจเป็นหลักสำคัญ
3. ด้านปัญญา จะต้องสร้างภูมิปัญญาให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจรู้เหตุผล มองเห็นคุณค่า มองเห็นประโยชน์ของการสหกรณ์ด้วยภาพในใจของสมาชิกว่าสหกรณ์ดีอย่างไร มีผลต่อตัวเขาและครอบครัวตลอดจนสังคมและประเทศชาติอย่างไร คือสามารถบอกได้ว่าเป็นสมาชิกสหกรณ์แล้วมีผลอย่างไร ความรู้ความเข้าใจนี้ก็จะมาสนับสนุนองค์ประกอบด้านสภาพจิตใจ ทำให้เขามีความพอใจ และยินดีมีความสุขในการที่จะร่วมกิจกรรมของสหกรณ์ยิ่งๆขึ้นไป