ผมคิดว่าหากย้อนไปสมัยก่อน การบอกเรื่องราวต่อด้วยการเล่า น่าจะเป็นเครื่องมือหลักในการส่งต่อเรื่องราว
"มีเวลาว่างมากนักเหรอถึงมานั่งเขียน GotoKnow" ประโยคนี้เราอาจได้ยินจากคนใกล้ชิด หรือเพื่อนที่ค่อนข้างสนิท แต่หากเป็นเพื่อนที่สนิทกันมากอาจถามว่า "มึงว่างมากนักเหรอ" สั้นๆ แค่นี้แต่ก็พอเข้าใจได้ หรือบางครั้งเราอาจได้ยินจากคนอื่นที่มาเล่าให้ฟังว่า "พี่ๆ มีบางคนเขา (ออกเสียงว่า เค้า) บอกว่าสงสัยพี่ว่างมากกกกกกก" ที่เปิดประเด็นเรื่องนี้มาเพราะได้ไปอ่านหนังสือของคุณประภาส ชลศรานนท์ ที่บอกว่า "คนไทยส่วนใหญ่ไม่มีนิสัยชอบเขียนบันทึก" ซึ่งผมเองก็เห็นด้วย เพราะเรื่องการเขียนนี่ผมเองก็เพิ่งมาเริ่มเขียนอย่างเกือบจะจริงจังไม่นานเท่าไหร่ (หมายถึงโดยรวมๆ ครับ เพราะก็เขียนบ้าง หยุดบ้าง เป็นไปตามอาชีพขณะนั้นซะมากกว่า) คำถามผมก็คือทำไมเป็นเช่นนั้น
ผมมานั่งลองนึกดู ตามความเชื่อและความคิดของผม ก็อาจเป็นไปได้ว่า "เนื่องจากสังคมไทยในสมัยก่อนเป็นสังคมแบบครอบครัวขนาดใหญ่" แล้วมันมาเกี่ยวอะไร ผมนึกไปถึงตอนผมเด็กๆ ถึงแม้จะเป็นเด็กที่เกิดและโตในกรุงเทพฯ แต่ผมก็จำได้ว่าครอบครัวที่ผมอยู่เป็นครอบครัวที่มีทั้ง ปู่ ยา ลุง อา ลูกของลุงและป้า เรียกได้ว่าเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ก็ว่าได้ สิ่งที่ผมชอบมากในตอนเด็ก คือ ให้ปู่หรือย่า เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ สมัยต่างๆ ทั้งสมัยก่อนที่ปู่หรือย่าจะเกิด (เข้าใจว่าปู่และย่าก็คงฟัง พ่อหรือแม่ของปู่และย่า หรือ ปู่ของปู่ หรือ ตาของย่า ฯล เล่าต่อมา) เรื่องแบบนี้ยิ่งฟังยิ่งสนุก พร้อมๆ กับสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวอย่างไม่รู้ตัว ไม่มีเด็กหรือหลานคนไหนที่จะบอกว่า "ปู่ครับวันนี้ขอให้ปู่เล่าเรื่อง...........หน่อย ผมจะจดบันทึกครับ" ปู่คงทำหน้าแปลกๆ และคิดว่าจะเล่ายังไงดี ความสนุกหรืออรรถรสในการเล่าคงหมดไป หรือเวลาย่าทำกับข้าวให้เรากิน ตอนนั้นหากนั่งจดว่าใส่อะไรเท่าไหร่ ต้มกี่นาที ใช้ไฟแรงแค่ไหน ป่านนี้ผมคงมีสูตรทำกับข้าวเยอะแยะไปหมดแล้ว
ปัญหาคือ แล้วหลังจากปู่เล่าจบแล้วทำไม่เราไม่บันทึกไว้ คำตอบคือ ไม่มีใครสอน หรือ ทำให้ดูเป็นตัวอย่างครับ ผมไม่ได้คิดโทษคนอื่น แต่ตอนนั้นผมเป็นเด็กครับ หากไม่มีใครสอนหรือทำให้ดูก็ยากที่เด็กจะรู้ว่าควรทำเช่นไร
ทั้งหมดนี้เป็นการยกตัวอย่างครับ ว่านี่ขนาดคิดไปไม่ไกลจากปัจุบันมากเท่าไหร่ ผมคิดว่าหากย้อนไปสมัยก่อน การบอกเรื่องราวต่อด้วยการเล่า น่าจะเป็นเครื่องมือหลักในการส่งต่อเรื่องราว เพราะสังคมไทยสมัยก่อนเป็นสังคมที่อาศัยอยู่ร่วมกัน พึ่งพากัน เลยทำให้คิดว่าอยากจะรู้อะไรก็ถามกัน มีผู้รู้ประจำหมู่บ้าน ซึ่งก็คือพระทีวัด เป็นต้น ทั้งหมดนี้อาจเป็นการสืบทอดวัฒนธรรมการไม่ค่อยชอบเขียนบันทึกสำหรับคนไทย (เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ)
นอกจากนี้นิสัยคนไทย ไม่ค่อยชอบอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก "ทำตามๆ กันไป เถอะ น่าจะดี" หรือ "ทำแบบที่คนส่วนใหญ่เขาทำกันเถอะ" เราคงเคยได้ยินคำนี้บ่อย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครคนหนึ่งในสังคม หรือองค์กร ลุกขึ้นมาเขียนอะไรต่อมิอะไร ซึ่งปกติไม่มีใครค่อยทำจึงมักถูกถามว่า "มีเวลาว่างมากนักเหรอถึงมานั่งเขียนโน่นเขียนนี่"