“...หากโลกจะรู้จักข้า ก็ให้รู้จักจากบันทึกนี้(บันทึกแคว้นลู่ในยุคชุนขิว) และหากจะตำหนิข้า ก็ขอให้เป็นเพราะบันทึกนี้เถิด...”

 

 

 

        ได้ชมภาพยนตร์เรื่อง “ขงจื่อ” เป็นครั้งที่สอง  ความประทับใจกลับเพิ่มขึ้นยิ่งกว่าชมครั้งแรก จนต้องลงมือบันทึกข้อความ ความคิดดี ๆ ที่ได้จากเรื่องนี้ไว้ ไม่ครบถ้วน ตกหล่นไปบ้างค่ะ

 

  • ใจตรง ธนูตรง
  • กลยุทธ์ที่ดี ขึ้นกับความแปลกใหม่ที่คาดไม่ถึง
  • อุปสรรคมีมากมาย จงสำรวมใจไว้ให้มั่นคง
  • จงเห็นบ้านเรือน (ชาติบ้านเมือง) สำคัญกว่าชีวิต
  • มีการได้รับ ย่อมมีการสูญเสีย (เล่าจื่อ)
  • แสร้งโง่เสียบ้าง เพื่อความสบายใจ (เล่าจื่อ)
  • สมเจตนาในทุกสิ่ง ด้วยการหยุดนิ่ง (เล่าจื่อ)
  • ไร้ประโยชน์ คือ เปี่ยมประโยชน์ (เล่าจื่อ)
  • อยากสำเร็จ ให้ลองหยุด “พยายาม”
  • จงอดทนต่อเรื่องทางโลก
  • อาจารย์คือร่าง ศิษย์คือเงา (เอี๋ยนหุยศิษย์เอกของขงจื่อ)
  • เมื่อต้องเนรเทศตัวเองออกจากแคว้นลู่บ้านเกิดเมืองนอนด้วยเหตุผลทางการ เมือง (497 BC.)ขงจื่อถามเอี๋ยนหุยศิษย์เอกว่าเขาผิดพลาดตรงไหน เอี๋ยนหุยกล่าวว่า ท่านทุ่มเทศรัทธาให้แก่คนอื่น (อ๋องลู่) มากเกินไป
  • เมื่อมาถึงแคว้นเว่ย อ่องเว่ยถามขงจื่อว่าเหตุใดบ้านเมืองจึงวุ่นวายนักทำอย่างไรบ้านเมืองจึงจะ สงบสุข ขงจื่อตอบว่าประชาชนต้องมีฐานะ(เศรษฐกิจ) มั่นคง  อ่องเว่ยกล่าวว่าประชาชนมีฐานะมั่นคงแล้ว ขงจื่อกล่าวว่านั่นเพราะศีลธรรมเสื่อม ต้องเร่งให้การศึกษา
  • ชายาของอ่องเว่ย ซึ่งชื่นชมขงจื่อมาก ได้ถามเกี่ยวกับความรักในบทกวีอันเลื่องลือ ขงจื่อตอบว่า “ในความรักที่แท้นั้นไม่มีความชั่วร้ายเจือปน”  และกล่าวว่า “เรื่องยากที่สุดเรื่องหนึ่งคือ การวัดคุณค่าของบุรุษเพศ”
  • ผู้พบทางแห่งจริยะ(ธรรม) ย่อมตายอย่างมีเกียรติ
  • ขงจื่อกล่าวอย่างขมขื่นใจว่า ข้ายังไม่เคยพบใครที่นึกถึงเรื่องจริยะ(ธรรม) ก่อนเรื่องตัณหาเลย
  • สิ่งที่ควรเทิดทูนยกย่องสำหรับขงจื่อคือ บทกวี ตำรา จริยธรรม และดนตรี
  • ในฤดูกาลอันหนาวเหน็บ ต้นสนยืนหยัดแสดงความแกร่งที่แท้จริง
  • ชุดและตำแหน่งขุนนางคือเปลือกนอก นิสัยต่างหากที่สะท้อนจิตใจ

       นั่งชมไปก็คิดต่อไปในหลายประเด็น  ด้วยผู้เขียนก็เป็นข้าราชการ ซึ่งก็คือ “ขุนนาง” เช่นกัน หลายครั้งที่ได้ประสบกับเรื่องราวบางเรื่องที่คล้ายคลึงกับในภาพยนตร์นี้ เกิดความรู้สึกละอายใจที่คิดไม่ได้เช่นคำสอนของท่านขงจื่อ ซ้ำร้ายแต่ก่อนนี้ก็เคยมีอคติกับท่านว่า หัวโบราณ ยึดถือยึดมั่นแต่ขนบธรรมเนียมประเพณีเก่า ๆ แต่จากภาพยนตร์นี้ทำให้ทราบว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น  ตัวอย่างเห็นได้จากการไม่ได้ยึดมั่นในธรรมเนียมโบราณ โดยการช่วยชีวิตเด็กชายซึ่งเป็นบ่าวของขุนนางที่เสียชีวิตและตามประเพณีต้อง ฝังร่างของข้าทาสบริวารให้ตามไปรับใช้ที่ยมโลกด้วย

        ส่วนการที่ท่านสอนให้ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีการปฏิบัติต่าง ๆ นั้นเพื่อเป็นเกราะในการคุ้มครองจิตใจให้อยู่ในกรอบที่ถูกต้องต่างหาก

 

        อยากเชิญชวนให้ลองหาโอกาสชมภาพยนตร์เรื่องนี้กันค่ะ อย่างน้อยก็จรรโลงใจ สร้างอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อจิตวิญญาณอันเหนื่อยล้าสับสนในยุคที่ทุน นิยม/บริโภคนิยมกำลังครองเมืองเช่นนี้

        และท้ายที่สุดทำให้ผู้เขียนคิดถึงประโยคที่เคยได้ยินมาว่า “คนดี คงเก่งมักมีชีวิตที่เหนื่อย ลำบากแสนสาหัส”  ซึ่งแรก ๆ ที่ได้ยินก็ให้รู้สึกสลดใจเล็ก ๆ ว่าทำไมโลกในความเป็นจริงจึงโหดร้ายนัก...

         แต่ครั้นมาคิดอีกทีหลังชมภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้อมยิ้มอย่างเข้าใจ (ขึ้นมาบ้าง) ว่า... คนดีก็คือคนดี  เขาดีเพราะเลือดเนื้อวิญญาณ เขาทำดีแม้ไม่มีใครเห็นหรือสรรเสริญ แต่สิ่งที่ทำนั้น...โลกต้องจารึกจดจำไว้ตลอดกาลนานเท่านาน  ดังที่ขงจื่อกล่าวกับลูกศิษย์ในตอนท้ายของชีวิตเมื่อกลับมาสู่มาตุภูมิเดิม หลังการเร่ร่อนไปตามแคว้นต่าง ๆ ถึง 13 ปี ว่า

“...หากโลกจะรู้จักข้า ก็ให้รู้จักจากบันทึกนี้(บันทึกแคว้นลู่ในยุคชุนขิว) และหากจะตำหนิข้า ก็ขอให้เป็นเพราะบันทึกนี้เถิด...”

 

น้อมหัวใจลงคารวะท่านขงจื่อ นักปราชญ์แห่งยุคสมัย