ป้องกันรักษาได้

เมื่อเร็วๆนี้ ชมรมแพทย์ ภิวัฒน์ จัดเสวนา "มะเร็งตับป้องกันและรักษาได้อย่างไร" ที่รพ. บำรุงราษฏร์ อินเตอร์ชั่นแนล มีข้อมูลน่าสนใจดังนี้

        พญ. วิภากร เพิ่มพูล อายุรแพทย์ โรคระบบทางเดินอาหารและตับ บอกว่า ตับเป็นแหล่งสร้างสารต่างๆในร่างกาย สารไข่ขาว และโปรตีนที่ทำให้เลือดแข็งตัวเป็นปรกติ สร้างเกลือน้ำดี และน้ำดี เป็นแหล่งทำลายสารพิษ ยา และโปรตีนเก่าๆ เป็นแหล่งผลิตและสะสมพลังงาน

      เมื่อตับป่วย อาการ ท้องอืด จุกแน่น ชายโครงขวา  อาจร้าวไปไหล่หรือสบักขวา เบื่ออาหาร อ่อนเพลียตอนบ่าย เท้าบวม ท้องมาน ตาเหลือง ปัสสาวะเหลือง เลือดออกง่าย หยุดยาก ซึม

      ไวรัสตับอักเสบ ติดต่อทางอาหาร ได้แก่

ไวรัสตับอักเสบ เอ และ อี   

ติดต่อทางเลือด ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบ บี ซี และดี    

แต่ที่ให้ความสำคัญกับไวรัสตับอักเสบ บี และซี มาก

เนื่องจากเป็นสาเหตุของตับอักเสบ มะเร็งตับ ตับวาย

 

              

 

       ไวรัสตับอักเสบบี ติดต่อจากมารดาสู่ทารกโดย การติดเชื้อขณะคลอด ทางเพศสัมพันธ์ ทางเลือด หรือ ผลิตภัณฑ์จากเลือด การสัก เจาะ ฝังเข็ม ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบี

      การดำเนินโรคไวรัสตับอักเสบบี เฉียบพลัน เมื่อติดเชื้อ จะมีระยะฟักตัว 2-3 เดือน อาการ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร  คลื่นไส้ ไข้ ผื่น ปวดข้อ ปัสสาวะเข้ม ตาเหลือง

      การปฏิบัติตนของผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบี เฉียบพลัน ในช่วงแรกหากผะอืดผะอม ควรลดอาหารมัน หรือ ทีมีกลิ่นคาวการดื่มน้ำหวานปริมาณมากๆไม่ได้ประโยชน์ แต่อาจเกิดโทษจากพลังงานส่วนเกินโดยถูกเปลี่ยนเป็นไขมันเกาะที่ตับ ควรรับประทานอาหารครบทุกหมู่ โดยอาจแบ่งเป็นบ่อยๆมื้อ ไม่จำเป็นต้องหยุดยาคุมกำเนิด

       หากไม่มีภาวะตับอักเสบรุนแรง ควรผักผ่อนตามสมควรหากยังเพลียมาก ถ้าไม่เพลียหรือเหลือง เริ่มลดลงสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ การออกกำลังกายอย่าหักโหม ควรงดจนกว่าหายเหลือง ไม่จำเป็นต้องแยกภาชนะหรือห้องน้ำ ยกเว้นสิ่งของที่เปื้อนเลือด หากคู่สมรสยังไม่มีภูมิต้านทานต้องใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์การใช้วิตามินนั้นไม่มีความจำเป็น หลีกเลี่ยงการใช้สมุนไพร

       ไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง กลุ่มเสี่ยงเพศชาย ประวัติคนในครอบครัวเป็นตับแข็ง หรือมะเร็งตับ การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดอื่นร่วมด้วย การได้รับสารก่อมะเร็งซึ่งผลิตจากเชื้อราในอาหารแห้ง  บุคคลที่ควรได้รับการฉีกวัคซีน ป้องกัน บุคคลที่คนในครอบครัวเป็นไวรัสตับอักเสบบี ทารกที่เกิดจากมารดาที่เป็นไวรัสตับอักเสบบี บุคคลากรทางการแพทย์ สามีหรือภรรยาหรือคู่นอน เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี ผู้ป่วยไตวายที่ต้องฟอกไต ผู้ติดยาเสพติดชนิดฉีด ผู้ที่ในอนาคตอาจมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

      การดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ที่ไม่หายขาด หรือไม่สามารถกำจัดเชื้อให้หมดไปได้ รับประทานอาหารได้ทุกอย่างที่สุขอนามัย และสุกสะอาด ควรลดอาหารประเภทแป้ง ของหวาน ของมัน เป็นเหตุให้อ้วน และมีไขมันเกาะที่ตับ หลีกเลี่ยงอาหารแห้งที่อาจมีสารก่อมะเร็ง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ   ควรตรวจเลือดการทำงานตับอย่างน้อย 3-6 เดือน ควรตรวจคลื่นความถี่สูง ทุก 6-12 เดือน ในผู้ชายเริ่มมีอายุ 40 ปี ในขณะที่ผู้หญิงเริ่มเมื่ออายุ 50 ปี งดบริจาคเลือด อวัยวะ น้ำอสุจิ

 

                

 

 

          ไวรัสตับอักเสบซี ติดต่อทางเลือดหรือผลิตภัณฑ์จากเลือด การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน  การสัก การเจาะ การฝั่งเข็ม ผู้ป่วยฟอกเลือดผ่านเครื่องไตเทียม บุตลากรทางการแพทย์ จากมารดาสู่ทารก โดยการติดเชื้อขณะคลอด ทางเพศสัมพันธ์

       การดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยไวรัสตับซีเรื้อรัง  รับประทานอาหารได้ทุกอย่างที่ถูกสุขอนามัย  ควรลดอาหารประเภทแป้ง ของหวาน ของมัน เป็นเหตุให้อ้วน และมีไขมันเกาะที่ตับ  หลีกเลี่ยงยาและอาหารเสริมที่ไม่จำเป็น งดดื่มแอลกอฮอล์ อาหารแห้งที่อาจมีสารก่อมะเร็ง อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควรมีการตรวจเลือดการทำงานตับอย่างน้อยทุก 3-6 เดือน ควรตรวจคลื่นความถึ่สูง 6-12 เดือน เมื่อมีภาวะตับแข็งแล้ว งดบริจาคเลือด อวัยวะรวมถึงน้ำอสุจิ 

 

         

 

        รศ.นพ.บุญชู ศิริจินดากุล ศัลยแพทย์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ที่น่าตกใจคือ คนที่เป็นมะเร็งตับจะไม่มีอาการ หลายคนไม่รู้ตัวเอง กว่าจะมีอาการก็สายเสียแล้ว

 การรักษามะเร็งตับ มี 2 วิธี คือ ผ่าตัดตับบางส่วนออก หรือผ่าตัดเปลี่ยนตับ แต่ในกรณีเนื้องอกมีขนาดเล็กไม่เกิน 2-3 ซม. อาจใช้เข็มแทงเข้าไปจี้ทำลายเฉพาะก้อนมะเร็ง ทั้งนี้หลังการผ่าตัดการดูแลรักษาตังเองของผู้ป่วยคือ ถ้าเป็นไวรัสตับอักเสบต้องรักษา คนอ้วนต้องลดน้ำหนัก

        พญ. อัญชลา บัวทรัพย์  แพทย์รังสี ร่วมรักษากล่าวว่า  การรักษามะเร็งตับที่ดีที่สุด คือการผ่าตัดแต่มีคนไข้กลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถผ่าตัดได้

การรักษาคือ ใช้ความร้อน ความเย็น หรือสารเคมี เข้าไปจี้ ทำลายก้อน มะเร็งร่วมกับการอุดหลอดเลือดแดงที่จะไปเลี้ยงเซลล์มะเร็ง โดยก้อนที่มีขนาดเล็กกว่า 3 ซม.สามารถจี้ให้หายได้ แต่บางคนจี้ยาก เช่น ก้อนติดปอด ลำไส้ กระเพราะอาหาร หากจึ้แล้วไปโดนอวัยวะเหล่านี้อาจทำให้เกิดอันตราย หลังการจี้จะมีการติดตามประมาณ 1 เดือน หากยังมีเซลล์มะเร็งเหลืออยู่ก็สามารถจี้ซ้ำได้

      นพ. ธนาวัฒน์ จิรกุลาภรณ์ อายุรแพทย์เนื้องอกวิทยา(มะเร็ง)และโลหิตวิทยา กล่าวว่า มะเร็งตับระยะสุดท้ายไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้  การรักษาเป็นเพียงประคับประคอง ยืดอายุผู้ป่วยให้นานที่สุด ยารักษามะเร็งมี 2 กลุ่มคือ เคมีบำบัดทั่วไปกลไกจะไม่พุ่งเป้าเจาะจงทำลายเซลล์มะเร็ง อีกชนิด คือ ยารักษาที่พุ่งเป้าทำลายเซลล์มะเร็งแต่มีราคาแพง ส่วนผลข้างเคียงที่อาจพบได้ เช่น เกิดผื่น บริเวณมือและเท้า อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ผิวหนังลอก ผมร่วง  คลื่นไส้อาเจียน 

 

ขอบคุณข้อมูล จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ คอลัมม์ คุณหมอขอบอก 

 

หมายเหตุ 

ได้เขียนบันทึก วิธีผ่าตัดตับ ทางกล้อง รพ.ราชวิถี ไว้ก่อนบันทึกนี้ เชิญคลิกอ่านต่อได้ นะคะ..............

http://gotoknow.org/blog/kanda11/413635

                                   ด้วยความปรารถนาดี

                                       กานดา แสนมณี