เดิมเคยคิดว่าวันสุดสัปดาห์ เป็นวันพิเศษ ปัจจุบันทุกวันทุกเวลาคือวันพิเศษ

ความรู้สึกกลาง ๆ ทุกวันทุกเวลาคือเวลาพิเศษ ธรรมดาพิเศษ

 

เดิมเคยคิดว่าวันสุดสัปดาห์ เป็นวันพิเศษ ปัจจุบันทุกวันทุกเวลา คือเวลาพิเศษ

ธรรมดา แต่ พิเศษ

พิเศษ ตรงที่ เรามีเวลามากพอ เรามีเวลาอ่านหนังสือ อ่านทั้งเรื่องวิชาการทางวิทยาศาสตร์ (แม้ไม่เข้าใจทั้งหมด) และ เรื่องเกี่ยวกับธรรม จิตวิญญาณ(ซึ่งยิ่งยากกว่าต่อการทำความเข้าใจให้ได้ทั้งหมด พูดใหม่ ยากกว่ามากแม้จะทำความเข้าใจต่อมันเพียงส่วนเสี้ยว อย่าพูดถึง ทั้งหมดเลยค่ะ)

 

เรามีเวลามากพอ มากที่จะครุ่นคิด ใช้ความคิด คิดถึงเรื่องบางเรื่องทั้งเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ซึ่งเดิมเราเคยคิดว่า ตรงไปตรงมา มีตรรกในตัว

และเราไม่เคยคิดว่า มีขั้นตอนไหนบ้างที่น่าสงสัย น่าสนใจ

ปัจจุบัน จากการเข้าร่วมกิจกรรมสองถึงสามวันต่อสัปดาห์ของการคิด ระดมความคิดเรื่องวิทยาศาสตร์แบบนี้ เราเริ่มหัดที่จะคิดบ้าง

คิดหาเหตุผลที่มันเป็นเช่นนั้น สิ่งที่เราเคยคิดว่า มันเป็นธรรมชาติของมัน เช่น เป็นธรรมชาติของเซลล์ที่มีปฏิกริยาตอบสนองแบบนั้น ๆ เอง

เราเริ่มคิดว่า ทำไมต้องเป็นแบบนั้น

หรือเป็นแบบนั้น เพราะอะไร

การเกิดปฏิกริยาแบบนั้นประกอบด้วยกลไกอะไรบ้าง

หรือเกิดตามหลังปัจจัยอะไรที่เป็นต้นเหตุ 

มีทางที่จะเปลี่ยน หรือระงับไม่ให้มันเป็นเช่นนั้นได้หรือไม่

เช่น เมื่อเซลล์ในร่างกายเกิดบาดเจ็บ เกิดความผิดพลาดบางอย่างกับเซลล์ จนเซลล์นั้นบาดเจ็บมาก เกินเยียวยา จนเกิดอาการของโรค หรือเซลล์นั้น ๆ ตาย

เซลล์ตาย ถัดมาเซลล์ก็เกิดอาการบวม เกิดการเปลี่ยนแปลงตามขั้นตอนของเซลล์ที่กำลังป่วย หรือรุนแรง เรื้อรัง นานมากไปกว่านั้น อวัยวะซึ่งเป็นหน่วยใหญ่กว่าเซลล์จะสูญเสียการทำงาน

ถัด ๆ ไปจากนั้น ร่างกายคนผู้นั้น เกิดบาดเจ็บ เสียหาย หมดสิ้นพลังการทำงาน

จนกระทั่งไม่สามารถดำรง คง ร่างกายไว้ได้ คนเราจึงสิ้นชีพจากโรค

เราเริ่มมีความคิดที่จะคิดหาสมมุติฐานขึ้นเองบ้าง คิดแบบมองหาเหตุผล และหาวิธีการที่จะทดลอง เพื่อพิสูจน์สมมุติฐาน

แต่ยังคิดไม่ออก 

ได้แค่อ่านความคิดผู้อื่นที่ทำการทดลองไว้แล้วและได้รับการยอมรับ

บางเรื่องคนใกล้ตัวมาก ๆ ที่นี่ คิดค้นคว้าทำการทดลอง ด้วยตัวเอง จากมันสมองและสองมือ (มีเท่ากันกับเราแท้ ๆ ) จนช่วยชีวิตคนไข้ได้หลายคน หลายรุ่นแล้ว

........

 

 

ข้างบนเป็นสิ่งซึ่งประมวลมาว่า ณ ช่วงเวลานี้ เราทำอะไรบ้าง

เราทำงานแบบนี้

เราสนุก

เมื่อคิดยังไม่ได้ เราเพียงรู้สึกกลาง ๆ และคิดว่า ยังไม่ใช่เวลาของเรา เรายังใช้ความสังเกตต่อสิ่งรอบตัว น้อยไป

........

 

 

ขณะเดียวกัน เราหันกลับมาทบทวนเรื่องใหญ่ ๆ อีกด้านหนึ่ง 

ความรู้สึกในทางด้านจิตวิญญาณ 

เราคิดเรื่องนี้ลดน้อยลง หรือเปล่า

 

รู้สึกตัวเอง ว่า ใช่

เราคิดเรื่องนี้ลดลง หมายถึง บางครั้งเรา เฉย ๆ เลือน ๆ เรื่องทางนี้

เราฟังดนตรีน้อยครั้งลง เราฟังเพียงแค่ผ่านหู ฟังแบบเอาเสียงดนตรีเป็นเพื่อน

 

ความสุนทรีย์ ลดลง

เราเขียนบทกวีไม่ได้

พูดให้ตรง ถูกต้องกว่านั้น

เรา ไม่มีความคิดที่จะเขียน บทกวีเลย 

 

หรือ ความเหงา ความละเอียดอ่อน มันห่างไกลไปจากเรา...

 

มาต่อค่ะ