ลูกโดนรถที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงชนบนถนนในซอย ขณะขับรถมอเตอร์ไซด์เลี้ยวเข้าบ้าน ระหว่างที่ตัวเอง ขับรถไปขายยาง กลับมา เห็นแค่สภาพรถมอเตอร์ไซด์ที่พังมากกว่า 30% โดยที่แม่กับลูกสาวคนเล็กนอนกอดพี่ชายไปโรงพยาบาล ......ในใจคิดมาตลอดทางว่า...ลูกคงเจ็บน่าดูเพราะสภาพรถก็แย่เหลือเกิน

คนเห็นเหตุการณ์เล่าว่า..รถวิ่งมาด้วยความเร็วสูงและชนรถที่ลูกเลี้ยวเข้าบ้านอย่างจัง แต่ตัวลูกลอยสูงมากเหมือนมีอะไรสักอย่างยกตัวลูกออกจากมอเตอร์ไซด์ ก่อนที่ศีรษะลูกจะฟาดถูกก้อนหินข้างทาง และสลบนิ่งไป ..ย้ายลูกมาจากโรงพยาบาลในชนบทเข้าเมือง เนื่องจากโรงพยาบาลในชนบทมีแพทย์เวรแค่คนเดียว ประกอบกับลูกเจออุบัติทางสมอง การย้ายโรงพยาบาล จึงเป็นการตัดสินใจที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุด ณ เวลานี้

ไม่คิดเรียกร้องสิ่งใดมากไปกว่า ....ขอให้ลูกอย่าเป็นอะไรมากกว่านี้ ...คิดในใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และการรอดพ้นภัยจากหนักเป็นเบา กับปาฎิหารย์พระหลวงพ่อแดง...รุ่น 1 เกาะสมุย ที่ยายมอบให้ไว้ก่อนเสียชีวิต และมอบให้ลูกชายแขวนคอไว้

Large_pic3344

ขอคุณพระโปรดคุ้มครองพี่เพชรด้วยค่ะ

20 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 23.07 น. โรงพยาบาลทักษิณ สุราษฎร์ธานี

เหตุการณ์ผ่านไป 5 วัน

(หลังจากรถมอเตอร์ไซด์ที่ลูกขับถูกนำไปโรงพัก)

ขึ้นโรงพักเพื่อเจรจาไกล่เกลี่ย ในวันศุกร์ที่ผ่านมา(25 กุมภาพันธ์ 2554)

...คิดในใจว่าอย่างไรก็จะลอมชอมกับคู่กรณี ทั้ง ๆ ที่ไม่ติดต่อกลับมาหลังจากนำลูกชายส่งโรงพยาบาลประจำอำเภอที่ไกลออกไปจากโรงพยาบาลประจำจังหวัดมากกว่า (โรงพยาบาลจังหวัดห่างจากบ้าน ประมาณ 18 กม.ในขณะที่โรงพยาบาลประจำอำเภอหางจากบ้านร่วม 50-60 กม.)เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะตัวเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ สิ่งที่แม่ทำได้ ณ เวลานั้น คือการประคองกอดลูกชายและนั่งอยู่หลังรถกระบะพร้อมกับลูกสาวไปให้ถึงโรงพยาบาลเท่านั้น

วันที่นัดเจรจาไกล่เกลี่ยยอมความหากไกล่เกลี่ยกันได้ คดีก็จะสิ้นสุดลง..โดยไม่ดำเนินคดีเอาผิดต่อคู่กรณี..คำแรกที่ได้รับจากคู่กรณี คือ ไม่ขอคุยด้วย จะคุยเฉพาะผู้กองเจ้าของคดี ..เท่านั้น..

คิดในใจว่า...เค้าคิดอะไรอยู่นะ!!

ถึงพูดเช่นนี้

เมื่อเหตุการณ์เปลี่ยนเป็นเช่นนี้..ผู้กองเจ้าของคดีจึงเชิญลูกชายพร้อมพ่อเข้าให้ปากคำ(เหตุที่พ่อต้องเข้าไปด้วยเพราะลูกยังเป็นผู้เยาว์อยู่)

ผู้กองสอบถามลูกว่า.. ลูกขับรถมอเตอร์ไซด์ มาทางไหน ไปทำอะไรมา

ลูกชายตอบว่า... ขับรถมาจากกินก๋วยเตี๋ยว ผ่านมาทางบ้านย่า และมีรถยนต์คันที่ขับชน ขับตามมาด้วยความเร็ว(ถนนสายดังกล่าวเป็นถนนในซอยที่อยู่ลึกจากถนนสายหลัก 3 กิโลเมตร) เมื่อถึงบ้านก็เปิดไฟเลี้ยวขวาเพื่อเข้าบ้าน ก่อนเข้าถึงบ้านได้ยิ้มให้กับแม่และน้องสาวที่นั่งรออยู่ เสี้ยววินาทีนั้น.. ได้ยินเสียงแตรรถยนต์ และเสียงดัง..ปัง!!...ต่อจากนั้นตัวเองก็ไม่รู้สึกอะไรอีกเลย

ผู้กองเจ้าของคดีสอบถามเหตุการณ์ นี้ สองครั้ง และให้ลูกชายกับพ่อออกไปจากห้องสอบสวน พร้อมเชิญ คู่กรณี ให้ปากคำต่อ

หลังจากที่คู่กรณีให้ปากคำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้กองก็เชิญพ่อและลูกชาย พร้อมคู่กรณีเข้ามาพบพร้อมกันต่อหน้าผู้กองอีกครั้ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากคำพูดของผู้กองคือ...การให้ปากคำของลูกชายและคู่กรณีไม่ตรงกัน

โดยที่คำให้การของคู่กรณี บอกว่า...ลูกชายขับรถตัดหน้ามาจากบ้านที่อยู่ตรงข้าม พุ่งชนรถของตัวเอง

(คิดในใจว่า..หากลูกชายขับรถมอเตอร์ไซด์ตัดหน้ารถยนต์ที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงขนาดนี้ ...ลูกชายจะมีสภาพเป็นเช่นไร ใจแทบไม่อยากจะคิดเลย)

..

ผู้กองให้ลูกชายและคู่กรณี ให้การใหม่อีกครั้ง ทั้งลูกชายและคู่กรณียังคงให้การเช่นเดิม

..

และด้วยจิตสำนึกในความเป็นพ่อของลูก และความเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง กับความรู้สึกคับข้องใจ จึงพูดไปด้วยความเสียใจว่า...

คุณคิดอะไรอยู่...ความเป็นลูกผู้ชายของคุณอยู่ตรงไหน ...ทำไมคุณถึงพูดเช่นนี้

ทั้ง ๆ ที่วันนี้ ตั้งใจว่าจะคุยกับคุณ อย่างน้อยเราจะได้คุยกัน และจบเรื่องลงด้วยความรู้สึกที่ยอมรับได้ และไม่เป็นคดีความต่อกัน

คุณรู้มั้ย... ความทุกข์ทรมานและความเจ็บปวดจากการที่ลูกได้รับอุบัติเหตุรถชนนั้นเป็นเช่นไร... ลูกกระดูกข้อมือหัก ศีรษะแตก แผลเย็บที่ศีรษะบาดแผลตามร่างกายเต็มตัว ลูกไม่ได้สอบไล่ แค่นี้ลูกก็สูญเสียโอกาสมากพอแล้ว คุณทำไมถึงต้องโกหกแม้กระทั่งตัวคุณเอง...ความเป็นลูกผู้ชายของคุณหายไปไหน

ผู้กอง ..ออกไปจากห้องพร้อมกับพูดว่า หากให้การไม่ตรงกับความเป็นจริง ก็จะดำเนินคดีตามกฏหมาย

หลังจากที่ผู้กองออกไปจากห้อง คู่กรณีบอกว่า..ได้เตรียมเงินค่าเสียหายมาให้แล้ว ...แต่ตัวเองก็ตอบกลับไปว่า.. นี่ไม่ใช่ประเด็น เพราะก่อนหน้าที่จะให้การกับผู้กอง ผู้กองเปิดโอกาสให้เจรจาไกล่เกลี่ยกัน ทำไมคุณถึงไม่ทำ คุณคิดอะไรอยู่ คิดแม้กระทั่งหลอกและโกหกตัวเองกระนั้นเลยหรือ สำหรับตัวเองไม่รู้จักคนใหญ่คนโตหรอกนะ...และไม่เคยคิดที่จะทำด้วย หากคุณผิดต้องรู้สึกตัวซิ..ว่าผิด ..ทำไมต้องหลอกตัวเองด้วย

..

เมื่อผู้กองกลับเข้ามาใหม่ ...ได้พูดว่า เมื่อให้การไม่ตรงกัน ต้องมีคนหนึ่งคนใดให้การเท็จ.. จะมีการพูดหรือแก้ตัวอะไรมั้ย แต่คู่กรณีก็เงียบ...ถ้าอย่างนั้นผมจะดำเนินคดีตามกฎหมาย ขอยึดรถของกลางไว้ ตรวจสอบร่องรอยการชน

มีคำพูดที่ผู้กองพูดออกมาคำหนึ่ง คือ...ผมเชื่อเด็ก

เป็นคำพูดที่รู้สึกเป็นมิตรกับตัวเอง ณ ช่วงเวลานั้น

...เหมือนสวรรค์มีตา...

และผู้กองบอกกับลูกชายว่า...ตัวลูกชายก็ต้องถูกปรับเช่นกัน โทษฐานที่ลูกชายขับรถมอเตอร์ไซด์โดยไม่มีใบขับขี่ (คิดในใจว่า..เมื่อทำผิดลูกก็ต้องยอมรับผิดเช่นกัน...แต่ถึงอย่างไรลูกก็ยังไม่มีสิทธิ์สอบใบขับขี่รถมอเตอร์ไซด์อยู่ดี เพราะลูกยังเป็นเด็กอยู่..แต่สิ่งหนึ่งที่ลูกต้องระวังยิ่งไปกว่านี้คือ... ทุกวันนี้ รถรามีมากเหลือเกิน เราต้องระวังมากเป็นเงาตามตัว และเราไม่รู้หรอกว่า เราจะเจอกับสิ่งใดบ้างจากอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง)

เวลาผ่านไป..

ผู้กองบอกให้รอการติดต่อจากโรงพักอีกครั้งหนึ่ง

สิ่งหนึ่งที่ตระหนักถึง..คือจิตสำนึกของผู้ขับขี่รถยนต์ ความมีน้ำใจ ความถ้อยทีถ้อยอาศัยระหว่างกัน และการไม่โกหกหรือหลอกตัวเองในการกระทำไม่ว่าจะผิดหรือถูก

การคุยโตโอ้อวดว่า..รู้จักคนใหญ่คนโต และย้อนมองความคิดของตัวเองว่า...หากคนใหญ่คนโตช่วยเหลือคนที่ไม่สำนึกผิด คนที่ต้องการทำสิ่งผิดให้ถูก บ้านเมืองของเราจะมีขื่อมีแปรไปทำไม กฏหมายมีไว้เพื่อให้ความยุติธรรมกับผู้คน และเป็นที่พึ่งของประชาชน(ตาดำ ดำ) นี่ต่างหากคือความถูกต้อง

วันนี้ที่ลูกรอดพ้นจากเหตุการณ์ที่พ่อกับแม่คิดในใจ นะว่า ลูกคงต้องแย่กว่านี้.. มาได้ ..ทำให้พ่ออดคิดถึง..สิ่งหนึ่งที่อยู่กับตัวลูกไม่ได้ ...คุณพระและคุณงามความดีที่กอปรตัวลูกเอาไว้...

Large_picture69480

ยังคงเชื่อมั่น...กับความดีงามในโลกใบนี้เสมอมา