การเรียนรู้ชุมชนเพื่อเตรียมดำเนินการวิจัย รวมทั้งหากจำเป็นต้องค้นหาคนเพื่อดำเนินการสิ่งต่างๆด้วยกันใหม่ระหว่างดำเนินการวิจัยแบบ PAR ซึ่งจะต้องไม่ยุ่งยากซับซ้อนให้กลายเป็นสิ่งปิดกั้นโอกาสการมีส่วนร่วมของชาวบ้านมากนักนั้น การเรียนรู้และเข้าถึงชุมชนด้วยการอ้างอิงต่อเนื่องปากต่อปาก หรือวิธีดำเนินการแบบ Snowball Sampling Technique เป็นเทคนิคที่น่าสนใจมากอย่างหนึ่ง บันทึกความรู้นี้จึงจะนำเสนอบทเรียนจากประสบการณ์ภาคปฏิบัติการสนาม ให้เห็นถึงหลักคิดและแนวทฤษฎีแบบบูรณาการของ Snowball Sampling Technique เพื่อนำไปออกแบบหรือปรับใช้ให้เหมาะสมกับเงื่อนไขที่ต่างออกไป รวมทั้งเทคนิควิธีดำเนินการ จุดแข็ง ข้อดีข้อเสีย โอกาสในการใช้ และข้อเสนอะแนะเพื่อใช้ทำงานให้เหมาะสมกับชุมชนและสภาพสังคมวัฒนธรรมไทย
การค้นหาปัจเจกและกลุ่มศักยภาพชุมชนด้วยการอ้างอิงต่อเนื่องปากต่อปาก
:
Snowball Sampling Technique
การอ้างอิงต่อเนื่องปากต่อปาก หรือ Snowball Sampling Technique เป็นการออกแบบเทคนิคการวิจัยที่เป็นที่นิยมมากวิธีหนึ่งที่ผสมผสานลงไปได้ในหลายขั้นตอนของการวิจัยแบบต่างๆ ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นการวิจัยเชิงปริมาณหรือการวิจัยเชิงคุณภาพในทุกสาขา อีกทั้งมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามความถนัด เช่น
- การสุ่มแบบลูกโซ่
- การสุ่มแบบแนะนำปากต่อปาก
- การอ้างอิงด้วยบุคคลและผู้เชี่ยวชาญ
- การอ้างอิงต่อเนื่องแบบปากต่อปาก
- การเดินแบบดินพอกหางหมู
- การสะสมแบบก้อนหิมะ
เหล่านี้เป็นต้น
หลักการสำคัญ ที่อยู่ภายใต้การเรียกแตกต่างกันออกไปดังกล่าวก็คือ 'การทบทวนความรู้และสร้างการอ้างอิงด้วยทฤษฎีประสบการณ์และภูมิปัญญาปฏิบัติในวิถีชีวิตของชุมชน' ซึ่งโดยสาระสำคัญแล้วก็เป็นการทบทวนวรรณกรรมและการใช้ความรู้ ตลอดจนใช้ตัวปัญญาและผลการวิจัยที่มีการดำเนินการมาก่อน มาตั้งสมมุติฐานและชี้นำการปฏิบัติเพื่อดำเนินการต่างๆต่อไป เหมือนกับการวิจัยตามความเข้าใจโดยทั่วไปอยู่แล้วเช่นกัน ทว่า แทนการทบทวนจากการอ่านในเอกสาร ก็เปลี่ยนแหล่งการอ่านทบทวนจากเอกสารไปสู่การอ่านชุมชนและทบทวนกับความรู้ที่อยู่ในประสบการณ์ของตัวคนในชุมชนนั่นเอง เป็นการอ้างอิงแหล่งความรู้จากจุดยืนของชุมชนและใช้ความรู้ในวิถีชีวิตเป็นเครื่องชี้นำการปฏิบัติ ทำให้โครงสร้างความรู้กับการแก้ปัญหาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตในชีวิตประจำวันสำหรับประชาชน มีปฏิสัมพันธ์และใกล้ชิดกันมากขึ้น
ดังนั้น โดยระเบียบวิธีของการวิจัยและการสร้างความรู้อย่างเป็นระบบแล้ว ก็นับว่ายังคงมีความเคร่งครัดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าวิธีดำเนินการวิจัยโดยทั่วไป ทว่า เปลี่ยนจุดยืนและแหล่งอ้างอิง รวมทั้งจัดโครงสร้างความสัมพันธ์ของชุมชนกับความรู้ ให้ชุมชนและภูมิปัญญาของชาวบ้านเปลี่ยนจาก 'ผู้ต้องตั้งรับอย่างไม่มีบทบาท ไม่มีความสามารถริเริ่ม และไม่สามารถมีส่วนร่วมด้วยการเป็นผู้ปฏิบัติ หรือเป็น Passived Participants' สู่การเป็น 'ผู้มีส่วนร่วมด้วยการริเริ่มปฏิบัติ Active Participants' มีบทบาทต่อการกำหนดวิธีดำเนินการวิจัยในทุกมิติ ซึ่งมีนัยต่อการยิ่งเสริมให้การวิจัยแบบ PAR เป็นปฏิบัติการทางสังคม ทำให้ชุมชนก่อรูปโครงสร้างปฏิบัติที่ตนเองจะสามารถมีบทบาทเป็นผู้ริเริ่มและชี้นำการปฏิบัติ รวมทั้งได้ผลดีจากปฏิบัติการต่างๆด้วยตนเองมากยิ่งๆขึ้น ทำให้การมีส่วนร่วมเริ่มต้นขึ้นนับแต่การหาคนในชุมชนมาเริ่มต้นคิดด้วยกัน นั่นเอง
โอกาสในการเลือกใช้การอ้างอิงต่อเนื่องปากต่อปาก : Snowball Sampling Technique
๑. เดินสำรวจและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคนและการรวมกลุ่มแบบต่างๆที่มีอยู่ในชุมชน : ใช้เริ่มต้นเข้าสู่ชุมชนและทำงานวิจัยในชุมชนที่ไม่มีข้อมูลดังที่ต้องการมาก่อน เพื่อเรียนรู้ผู้คน เรียนรู้ชุมชน พร้อมไปกับรวบรวมข้อมูล ศึกษาและรวบรวมกลุ่มคนที่อยู่ในความสนใจของการดำเนินการวิจัย ตลอดจนมีความพร้อมและมีความสนใจที่จะมีส่วนร่วมดำเนินการวิจัยแบบ PAR ที่จะดำเนินการด้วยกัน ขณะเดียวกัน ก็สามารถผสมผสานการสื่อสารและประสานงานกับชาวบ้าน เพื่อเตรียมดำเนินการต่างๆต่อไป
๒. เดินสำรวจและประสานงานชุมชนในสถานการณ์จำเพาะ : ใช้สำรวจและประสานงานชุมชนในชุมชนที่มีประสบการณ์ทำงานและดำเนินการวิจัย ตลอดจนมีข้อมูลและองค์ความรู้ต่างๆ แต่ในห้วงเวลาที่ต้องการดำเนินการวิจัยด้วยกันนั้น ชุมชนเกิดเงื่อนไขและสถานการณ์ที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินการวิจัยโดยใช้ความรู้ดังที่มีอยู่ในสภาวการณ์ปรกติได้ เช่น เกิดความขัดแย้ง เกิดความไม่ไว้วางใจกันอย่างกว้างขวาง เกิดความเปลี่ยนแปลงและวิกฤติการณ์อย่างฉับพลัน ทำให้สถานการณ์ชุมชนเลื่อนไหล แตกแยกระส่ำระสาย จึงจำเป็นต้องเรียนรู้และเข้าถึงกลุ่มคนเพื่อประสานงานและดำเนินการสิ่งต่างๆในเงื่อนไขจำเพาะ
๓. เดินสำรวจและประสานงานชุมชนเพื่อเข้าถึงกลุ่มความสนใจในชุมชนเมืองและในสังคมที่หลากหลายซับซ้อนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม : ใช้สำรวจและค้นหากลุ่มผู้สนใจอย่างเจาะจง เพื่อรวบรวมข้อมูล ประสานงาน และริเริ่มดำเนินการวิจัยแบบ PAR อย่างเจาะจงจำเพาะกลุ่มผู้เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น กลุ่ม อสม กลุ่มผู้นำสตรีแม่บ้าน กลุ่มผู้เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง กลุ่มธุรกิจเอกชนที่เป็นเครือข่ายสนับสนุนการเคลื่อนไหวนโยบายสาธารณะท้องถิ่นโดยหอการค้าจังหวัด เครือข่ายเข้าถึงผู้ป่วยเอชไอวีที่รับยา AZT ในกรุงเทพมหานคร กลุ่มเกษตรกรโรงสีข้าว กลุ่มเกษตรกรยากจนและทำเกษตรอินทรีย์ กลุ่มทำนาบัวซึ่งกระจายผสมผสานอยู่กับเกษตรกรทำนา เหล่านี้เป็นต้น
๔. เตรียมจัดเวทีชุมชนและเตรียมกลุ่มผู้มีส่วนร่วมให้มีความเหมาะสม : ใช้เดินเรียนรู้ความหลากหลายในชุมชนให้รอบคลุมความเป็นจริงของชุมชน ทั้งกลุ่มผู้นำ นักวิชาการและผู้มีความรู้ในท้องถิ่น ผู้นำทางจิตใจ กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มการรวมตัวด้วยความสนใจตามประเด็นต่างๆ กลุ่มเด็กและเยาวชน และอื่นๆ พร้อมกับประสานงานและเตรียมการจัดเวทีวิจัยในขั้นตอนต่างๆต่อไปให้เหมาะสม

วิธีดำเนินการอย่างเป็นวงจร
๑. การจัดทีม : ทีมวิจัยสามารถจัดทีมได้หลายลักษณะ ทั้งเริ่มดำเนินการด้วยตนเองหรือจัดผู้ประสานงานและเตรียมชุมชนเพื่อการวิจัยให้ดำเนินการอย่างเบ็ดเสร็จเพียงคนเดียว หรือดำเนินการโดยจัดทีมขนาดเล็ก ๒-๓ คนให้ดำเนินการเป็นทีมและกระจายกันออกไปทำงานโดยภายหลังเดินสำรวจแล้วก็นำข้อมูลมารวมกันต่อไป
๒. การเตรียมตนเอง : ควรศึกษาข้อมูลและเรียนรู้ข้อมูลพื้นฐานของชุมชน รวมทั้งข้อมูลในบางแง่ที่มีความอ่อนไหวหรือละเอียดอ่อนต่อผู้คนในชุมชน เช่น ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งและการแบ่งขั้วของผู้นำชุมชนหรือกลุ่มความขัดแย้งในชุมชน ตลอดจนความเชื่อและสิ่งศรัทธา ที่ผู้ประสานงานการวิจัยและนักวิจัยจะต้องให้ความระมัดระวังและให้ความเคารพต่อความเป็นชุมชน
๓. เตรียมสื่อและเครื่องมือ : เตรียมเอกสารแนะนำทีมวิจัย แนะนำโครงการ และแนะนำกลุ่มผู้เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อแจกจ่ายแก่กลุ่มที่ได้พบปะสนทนา รวมทั้งจัดเตรียมสื่อเพื่อการพูดคุยและให้ข้อมูลเพื่อการปรึกษาหารือที่เหมาะสมกับบรรยากาศการคุย เช่น จัดทำเป็นแผ่นชาร์ตขนาดใหญ่ หรือกระดาษติดตามผนัง ซึ่งเป็นสื่อที่ช่วยการมองเห็นและส่งเสริมให้เกิดการปฏิสัมพันธ์กันแบบเห็นหน้า
๔. การจัดสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นกลุ่ม : จัดกลุ่มนั่งสนทนาด้วยบรรยากาศอย่างไม่เป็นทางการ เช่น นั่งล้อมวงกินข้าวและนั่งสนทนากัน ดำเนินการตามความสะดวกของชาวบ้านและชุมชน เช่น ตามศาลาวัด ชานบ้าน สนามหญ้า โดยยืดหยุ่นไปตามเวลาการทำงานและการทำมาหากินของชุมชน ซึ่งอาจจะเป็นตอนเย็น กลางคืน และวันหยุด เหล่านี้เป็นต้น
๕. การจัดเวทีถอดบทเรียนเป็นกลุ่ม : นอกจากจัดกลุ่มนั่งสนทนาแล้ว บางกลุ่มและในบางประเด็นสามารถจัดเป็นเวทีถอดบทเรียน ระดมความคิดและเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการพูดคุย ต่อเติมความคิด และอภิปรายเป็นกลุ่มของกลุ่มชาวบ้าน
๖. การแนะนำตนเอง : ผู้ประสานงานและทีมวิจัยต้องแนะนำตนเองก่อน สามารถแนะนำโดยตัวแทนของทีมและแนะนำตนเองเป็นรายบุคคลซึ่งจะเป็นพื้นฐานความรู้จักและพัฒนาความไว้วางใจกันในอันที่จะทำงานด้วยกันในระยะต่อไป
๗. การนั่งสนทนาเป็นรายบุคคล : ในกลุ่มผู้นำของชุมชนกลุ่มต่างๆ ควรดำเนินการให้เหมาะสมด้วยการเดินเข้าไปสร้างความรู้จักและขอสนทนาเป็นรายบุคคล เช่น ผู้หลักผู้ใหญ่ของคนในชุมชน เจ้าอาวาสและผู้นำทางศาสนา ผู้นำชุมชน หลังจากนั้นจึงประสานงานเพื่อเชิญเข้าร่วมเวทีประชุมหรือปรึกษาหารือเป็นกลุ่มในภายหลัง ซึ่งจะทำให้สามารถเตรียมข้อมูล เตรียมจัดกระบวนการ และเตรียมออกแบบการมีส่วนร่วมต่างๆได้อย่างเหมาะสม
๘. การบันทึกและเก็บรวบรวมข้อมูล : การพบปะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสนทนาเป็นกลุ่ม จะทำให้ทีมวิจัยได้เรียนรู้และเกิดความเข้าใจอย่างรอบด้าน แต่ขณะเดียวกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีคุณภาพและได้บันทึกรวบรวม ให้เป็นระบบอย่างเหมาะสมกับวิธีดำเนินการวิจัยแบบ PAR กับกลุ่มประชาชนกลุ่มต่างๆ ทีมวิจัยควรทำบันทึกและเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการผสมผสานวิธีการหลายๆแบบ ทั้งการถ่ายภาพ การบันทึกเทป การเขียน Mind Map การเขียนแผนภาพปรากฏการณ์วิทยา การวาดรูปและเขียนแผนภาพที่เห็นรายละเอียดทุกอย่างไปด้วยกัน ที่สำคัญคือการเน้นกระบวนการปฏิสัมพันธ์และมีส่วนร่วมอย่างเปิดเผย ให้ทุกคนสะท้อนข้อมูลและเก็บรวบรวมไว้ในประสบการณ์ตรงของตนเอง ซึ่งจะช่วยเสริมพลังการมีส่วนร่วมในลำดับต่อๆไปได้มากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ
๙. การขอคำแนะนำและการเสนอบุคคลหรือกลุ่มอ้างอิงอันดับต่อไป : เมื่อเสร็จสิ้นเพียงพอสำหรับการสนทนากับกลุ่มต่างๆ และต้องการไปพบปะสนทนากับกลุ่มอื่นๆต่อไป ก็ขอให้กลุ่มที่ได้สนทนาได้เสนอแนะหรือแนะนำบุคคลและกลุ่มเพื่อทีมวิจัยจะได้ไปทำความรู้จัก และจัดสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อไป
๑๐. การทำบันทึกสนามและการตรวจสอบข้อมูล : ทีมวิจัยควรทำบันทึกและตรวจสอบข้อมูลเป็นรายวันเพื่อให้ข้อมูลมีความครบถ้วน สามารถดำเนินการเพิ่มเติมให้ได้ข้อมูลที่เพียงพอตามต้องการที่สุด
ความเพียงพอและเกณฑ์การหยุดกระบวนการ
๑. ถือจำนวนที่ต้องการเป็นเกณฑ์ : ดำเนินการไปตามจำนวนที่กำหนดไว้ตามหลักเกณฑ์ของทีมวิจัยและชุมชน เช่น ๕-๒๐ คนหรือตัวแทนของกลุ่ม ๕-๑๐ กลุ่ม เป็นต้น
๒. ถือการครอบคลุมเชิงพื้นที่เป็นเกณฑ์ : กำหนดเดินสำรวจให้ครอบคลุมหมู่บ้านและละแวกที่อาศัยให้ได้ครบทุกหมู่บ้าน หรือร้อยละ ๘๐ ของทุกหมู่บ้าน โดยสอบถามบุคคลและกลุ่มอ้างอิงให้ได้หมู่บ้านและ ๑ คนหรือ ๑ กลุ่ม เห่ลานี้เป็นต้น
๓. ถือความครอบคลุมประเด็นที่ต้องการศึกษาเป็นเกณฑ์ : กำหนดไปตามประเด็นที่ค้นพบจากการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นในลักษณะต่างๆ เช่น จากการวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจเชิงปริมาณ หรือจากการวิเคราะห์ข้อมูลเรื่องเล่าของชาวบ้าน จากนั้น ก็ขอการแนะนำและขอบุคคลอ้างอิงประด็นละ ๑ คนหรือ ๑ กลุ่ม ครอบคลุมทุกประเด็นที่ค้นพบ
๔. ถือความอิ่มตัวของข้อมูลเป็นเกณฑ์ : ดำเนินการเดินสำรวจและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระทั่งข้อมูลจากบุคคลและกลุ่มต่างๆปรากฏเนื้อหา ประเด็น และแบบแผนปรากฏการณ์ต่างๆในลักษณะซ้ำๆกัน หากดำเนินการสำรวจและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อไปก็จะไม่เกิดประเด็นเนื้อหาที่แตกต่างออกไป สื่อสะท้อนให้ทราบว่าข้อมูลที่เกิดขึ้นมีความอิ่มตัวเพียงพอและควรจะหยุดดำเนินการเดินสำรวจและค้นหาผู้คนต่อไป
๕. ถือความอิ่มตัวของบุคคลอ้างอิงเป็นเกณฑ์ : ดำเนินการไปตามการอ้างอิง กระทั่งปรากฏแบบแผนการอ้างอิงกลับไปยังบุคคลเดิมๆดังภาพ ทำให้ทราบได้ว่าครอบคลุมขอบเขตเชิงเนื้อหาที่สะท้อนอยู่ในบุคคลอ้างอิงแล้ว จึงสามารถหยุดกระบวนการได้
๖. ถือความเหมาะสมตามเงื่อนไขของชุมชนและกลุ่มผู้วิจัยเป็นเกณฑ์ : ดำเนินการไปตามความเหมาสะมของเงื่อนการปฏิบัติและสามารถดำเนินการได้อีกอยู่เสมอ
ประโยชน์และข้อดีของวิธีสำรวจและเข้าถึงชุมชนด้วยการอ้างอิงต่อเนื่องปากต่อปาก : Snowball Sampling Technique
๑.ได้ทาบทามและเข้าถึงกลุ่มความสนใจด้วยการพบปะและปฏิสัมพันธ์แบบเห็นหน้า มีความหมายและให้นัยสำคัญต่อความเคารพซึ่งกันและกันมากกว่าการสื่อสารและติดต่อกันผ่านสื่อและการสื่อสารอย่างเป็นทางการ
๒. ระหว่างการเดินติดต่อประสานงานค้นหาคนและเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปด้วยกันนั้น กระบวนการดังกล่าวนี้จะก่อให้เกิดมิติความเป็นชุมชนในอีกหลายกรอบเกืดขึ้นตามไปด้วย จึงเป็นวิธีดำเนินการวิจัยที่เป็นการเคลื่อนไหวและปฏิบัติการเชิงสังคมของชุมชน ทำให้เกิดการปฏิสัมพันธ์และส่งเสริมพลังการจัดการตนเองของชุมชนให้เกิดขึ้นไปด้วย ในกรณีที่เกิดความขัดแย้ง ก็สามารถเป็นกระบวนการคลี่ยคลายสถานการณ์และทำให้ชุมชนสามารถริเริ่มทำสิ่งต่างๆที่ดีกว่าด้วยกันต่อไปได้
๓. ได้รวบรวมข้อมูล สร้างความรู้ และสร้างข้อมูลพื้นฐาน สำหรับเตรียมจัดเวทีชุมชนเพื่อขับเคลื่อนการวิจัยต่อไปได้อย่างเหมาะสมกับสภาพชุมชนมากที่สุด ดีกว่าการเตรียมการด้วยวิธีรวบรวมเอกสารและข้อมูลจากแหล่งอื่นๆซึ่งอาจจะแตกต่างกับประสบการณ์ชุมชนและเกินความจำเป็นสำหรับขั้นการทำงานแต่ละขั้น
๔. ได้ติดต่อประสานงาน สื่อสาร นัดหมายและเตรียมการจัดเวทีชุมชนต่อไปได้อย่างยืดหยุ่นกับเงื่อนไขของชุมชน ดีกว่าติดต่อประสานงานและเตรียมการด้วยจดหมายอย่างเป็นทางการและขาดมิติการได้ปฏิสัมพันธ์กันของทีมวิจัยชาวบ้านกับทีมวิจัยที่ไปร่วมดำเนินการวิจัยกับชุมชนจากภายนอก
ข้อจำกัดและผลเชิงลบต่อการทำงานที่ควรให้ความสำคัญ
๑. เป็นการดำเนินการที่กินเวลามากและต้องให้ความทุ่มเทต่อการปฏิบัติ ตลอดจนต้องใช้เวลาและทรัพยากรต่างๆมากกว่าปรกติ
๒. ต้องใช้ทักษะการทำงานกับกลุ่มคนและสภาพแวดล้อมที่มีความแตกต่างหลากหลาย รวมทั้งต้องใช้ความรับผิดชอบด้วยตนเองสูงในนามของทีมวิจัยและกลุ่มผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย และต้องมีทักษะการพึ่งการปฏิบัติของตนเองอย่างบูรณาการของทีมวิจัย ซึ่งต้องพัฒนาทีมก่อนและคนส่วนใหญ่ในสังคมซึ่งมักพัฒนาตนเองแบบแยกส่วนจะขาดทักษะการทำงานในลักษณะนี้
๓. ทีมวิจัยและกลุ่มชาวบ้านอาจพัฒนาความรู้จักคุ้นเคยกลายเป็นโครงสร้างเชิงอุปถัมภ์ ทำให้เกิดการพึ่งพิงและขาดกระบวนการเรียนรู้เพื่อการจัดการตนเองให้เข้มแข็งซึ่งก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบสังคมของชุมชนในระยะยาว
๔.ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งกันสูงในชุมชนและในสังคม หรือเกิดภาวะวิกฤติในสังคม อาจทำให้ทีมวิจัยและผู้ประสานงานของทีมวิจัยประสบกับสถานการณ์ต่างๆที่อยู่เหนือการควบคุม เช่น ความเสี่ยง ภาวะคุกคาม การบิดเบือน การแทรกแซงและฉวยโอกาสเพื่อสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากจุดหมายของทีมวิจัย ถูกชิงความเป็นฝักฝ่าย ทำให้เป็นขั้ว หรือทำให้มีความหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน เกิดช่องว่างทางการสื่อสาร เกิดบรรยากาศความหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจกันของผู้คน อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกกระทำเพื่อป้องกันตนเองไว้ก่อนได้ง่าย อีกทั้งโครงข่ายของวิกฤติปัญหาที่ผสมผสานอยู่ในสถานการณ์อันซับซ้อนหลายด้านหลายระดับ ที่คนนอกสถานการณ์ก็จะไม่สามารถร่วมเผชิญกับสภาพปัญหาดังกล่าวได้
เคล็ดลับและข้อแนะนำต่อศิลปะการวิจัยชุมชนแบบ PAR
ความจริงใจ ความซื่อตรง การปฏิบัติตนที่เปิดเผยและมีความสม่ำเสมอ หรือการมีตัวเราเองที่เป็นเครื่องมือเรียนรู้อันยืดหยุ่นและมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาต่างๆด้วยตนเองอย่างจริงใจ มีความเป็นธรรมชาติ เหล่านี้นั่นเอง เป็นวิธีที่มีพลังที่สุดทั้งต่อการทำงานและการแก้ปัญหาด้วยการพึ่งการปฏิบัติระหว่างการทำงาน เพื่อให้บรรลุจุดหมายการทำงานได้ดีที่สุด
ผู้เขียนมักได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักวิจัย หมออนามัย และคนทำงานชุมชนหลายสาขา ก็ทำให้เห็นบทเรียนที่ได้แก่ตนเองของคนทำงานวิชาการแนวชุมชนและแนวประชาคมที่ได้มีการนำเอาการอ้างอิงต่อเนื่องปากต่อปาก : Snowball Sampling Technique มาเป็นวิธีทำงานในโอกาสต่างๆ ที่มีลักษณะร่วมกันบางประการว่า วิธีดำเนินการดังกล่าวนี้ จะคล้ายกับวิธีเข้าสู่ชุมชนและค้นหามิติศักยภาพผู้นำในปัจเจกด้วยเทคนิค Sociogram โดยเป็นวิธีที่ปฏิบัติง่าย ไม่ซับซ้อน แต่มีนัยต่อระบบวิธีคิดและเป็นการปฏิบัติการทางสังคมอยู่ในตนเอง อีกทั้งเป็นกระบวนการที่ให้การเรียนรู้สูงทั้งการเรียนรู้ตนเองและการเรียนรู้ชุมชน ทำให้เกิดการแก้ปัญหาและพัฒนาทักษะการทำงานของทุกคนไปด้วย
เมื่อปี ๒๕๕๐ ผู้เขียนได้สนทนากับอดีตหมออนามัยท่านหนึ่งซึ่งเกษียณอายุราชการแล้ว ท่านได้สะท้อนประสบการณ์การทำงานนับแต่อดีตของตนเองกระทั่งทำให้งานสุขภาพชุมชนหลายแห่งในจังหวัดสุพรรณบุรีและกาญจนบุรีประสบความสำเร็จเป็นตัวอย่างของประเทศหลายอย่างว่า ได้ใช้วิธีเดินเรียนรู้กับชุมชนด้วยวิธีที่เหมือนกับการทำ Sociogram และการอ้างอิงต่อเนื่องปากต่อปาก : Snowball Sampling Technique อย่างนี้เป็นหลักเช่นกัน ซึ่งผลของการเริ่มต้นและเรียนรู้ไปกับชุมชนได้อย่างลึกซึ้ง ก็จะทำให้ทักษะการทำงานจากการแก้ปัญหาได้ เกิดขึ้นตามมาอีกหลายอย่าง
วิธีเริ่มต้นและกระบวนการเรียนรู้กับชุมชนที่มีนัยต่อการปฏิบัติการเชิงสังคมซึ่งผสมผสานไปกับการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นหัวใจสำคัญของการทำกับงานชุมชนและการวิจัยเพื่อปฏิบัติการเชิงสังคม ซึ่งการทำโดย Snowball Sampling Technique เป็นวิธีที่ดีอย่างหนึ่งของคนทำงานในแนวทางดังกล่าวนี้.
เทคนิคการเก็บข้อมูลหรือการทำวิจัยแบบบ้านบ้านของอาจารย์น่าสนใจมากเหมาะกับวัฒนธรรมชุมชนบ้านเราที่ไม่ชอบการขีดเขียนและจดบันทึก ชอบการบอกเล่า แบบมุขปาฐะ ชอบการบอกต่อแบบปากต่อปาก อ้างอิงบุคคล นี่เป็นจุดอ่อนของชาวบ้าน และภูมิปัญญาชุมชนที่ไม่สามารถถอดองค์ความรู้มาเป็นศาสตร์เชิงวิชาการได้ต้องอาศัยนักวิชาการที่เป็นนักปฏิบัติการ หรือนักวิชาการชุมชน ที่เข้าใจชุมชน เข้าใจวัฒนธรรมชุมชน ถอดองค์ความรู้จากชาวบ้านชาวชุมชน สร้างองค์ความรู้ใหม่ต่อยอดประยุกต์ใช้ให้เข้ากับกาล เทศะ ที่สังคมไทยขาดแคลนอยู่ในขณะนี้ เพราะส่วนใหญ่พบนักวิชาการที่มักอ้างทฤษฎี หลักวิชาการที่ลอกมาจากฝรั่ง หากอ้างของชาวบ้านชาวชุมชนที่เป็นปราชญ์ หรือภูมิปัญญาชุมชนมักจะไม่ได้รับการยอมรับ เพราะนักวิชาการการส่วนใหญ่ที่อยู่ในคอก(รั้ว)มหาวิทยาลัยจะมีค่านิยมผิดๆที่มีความคิดว่า ลอกเขา(ฝร่ง)ถือว่าเก่ง คิดถือว่าโง่ เลยผลิตลูกศิษย์ที่จบมาแต่ละรุ่นๆมีแต่ใบกระดาษ(ปริญญาบัตร) แต่ขาดปัญญาที่สามารถพาตัวรอดอยู่กับสังคมอย่างมีความสุขได้ อามิตตาพุทธ...
ขอบคุณค่ะ..สำหรับข้อคิดที่เป็นจริงในชุมชนและ PAR
เคยเรียนเทคนิคนี้กับ อ.ดร.อุทัย ดุลยเกษม/ อ.ชาย ที่มหิดลครับ
สวัสดีครับคุณครูฑูรย์ครับ
หากพิจารณาว่า พื้นฐานความเป็นการวิจัยและจิตวิญญาณของการวิจัย ก็คือการตั้งคำถาม ตั้งมุมมอง จากนั้นก็หาวิธีรู้วิธีได้ปัญญาหรือสร้างความรู้ด้วยการพิสูจน์และแสดงความเป็นจริงอย่างเป็นระบบ เพื่อนำมาสร้างความงอกงามแก่ชีวิตทั้งตนเองและแก่ผู้อื่นได้ไปตามกำลังของตน อย่างนี้แล้วละก็ การวิจัยก็จะเป็นกระบวนการที่อยู่ในวิถีชีวิตและวิถีปฏิบัติของชาวบ้านอยู่แล้วเป็นจำนวนมากครับ วิธีการที่แตกต่างกันของต่างประเทศหรือความรู้สมัยใหม่ ก็จะแตกต่างกันเพียงตัวกิจกรรมทางเทคนิคเท่านั้น เพราะเงื่อนไขทางสังคมของเราแตกต่างกัน แต่ในแง่ของตัวปัญญาและความมีปรีชาญาณแล้ว วิธีแบบบ้านๆ กับวิธีสมัยใหม่ ไม่เป็นตัวบ่งบอกหรอกครับว่าวิธีไหนจะสร้างปัญญาและหาความรู้มาใช้แก้ปัญหา รวมทั้งใช้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆในชีวิต ได้ดีกว่ากันอยู่ตลอดไป
อย่างวิธีนี้ที่คุณครูฑูรย์ชอบ ดูว่ามันออกจะง่ายและเป็นชาวบ้านไป แต่ก็เหมาะกับเงื่อนไขของชุมชน โดยเฉพาะในชนบทหรือในชุมชนที่มีความแตกต่างหลากหลายทางประสบการณ์ ที่จำเป็นต้องมีวิธีทำงาน สร้างวัฒนธรรมการคิดและทำสิ่งต่างๆด้วยกันในเงื่อนไขความจำเป็นใหม่ๆพร้อมกับได้ใช้ประสบการณ์ชีวิตที่เกิดขึ้นให้เป็นการเพิ่มพูนภูมิปัญญาและความเท่าทันความรู้สมัยใหม่ๆของโลกปัจจุบันไปด้วย หากเป็นคนทำวิจัยและเป็นคนทำงานความรู้ ก็จะรู้สึกว่า แม้เราไม่มีอำนาจและทรัพย์สินเงินทองอย่างอื่น ก็จะมีวิธีดีๆอย่างนี้ช่วยสังคมได้ล่ะครับ ทำให้มีโอกาสทำวิจัยและปฏิบัติการสร้างกำลังนำการเปลี่ยนแปลงตนเองของสังคมได้ดียิ่งๆขึ้นน่ะครับ เลยก็จะสอดคล้องกับแนวความสนใจของคุณครูฑูรย์น่ะครับ
สวัสดีครับอาจารย์เพชรครับ วิธีง่ายๆและดั้งเดิมมากแบบนี้ นำมาหาวิธีคิดเสียใหม่แล้วใช้เป็นเครื่องมือสร้างประสบการณ์ทางสังคมแก่นักศึกษา ให้เขาเรียนรู้ชุมชน มีประสบการณ์กับผู้คน มีประสบการณ์ชีวิตต่อสังคมและชุมชนการทำงานด้วยตนเองผ่านการจัดการอย่างเป็นระบบด้วยวิธีอย่างนี้ ก็จะได้ผลมากครับ ผมมักย่อยบางแง่มุมทำเป็นเครื่องมือการเรียนรู้และมห้นักศึกษาใช้เป็นเครื่องมือทำงานเรียนรู้เรื่องต่างๆของตนเอง แม้เป็นนักศึกษาขั้นสูงชาวต่างประเทศ ก็ได้ผลดีครับ สร้างทรรศนะวิพากษ์ การรู้คิดและมีความเป็นตัวของตัวเองได้ดีครับ
สวัสดีครับอาจารย์กู้เกียรติครับ หายแซ๊บไปนานเลยนะครับ
อาจารย์สบายดีนะครับ
ผมใช้กับงานวิจัย/OD Project ทาง Appreciative Inquiry ได้ผล
เป็นอะไรที่ดีมากๆครับ..
สวัสดีครับอาจารย์ ดร.ภิญโญครับ
มีนักสาธารณสุขอาวุโสท่านหนึ่งเป็นคนทำงานและเป็นตัวแบบให้แก่คนรุ่นหลังในวงการของท่านเองได้มากมายหลายเรื่อง ท่านถึงกับสรุปบทเรียนชีวิตการทำงานเลยว่า เป็นวิธีที่จะทำให้คนทำงานที่จบจากมหาวิทยาลัย มีท่าทีเป็นคนทำงานและเรียนรู้ เข้าหาการทำงานและเรียนรู้บนเส้นทางชีวิตด้วยวิธีนี้ให้ได้ ท่านว่าของจริงอีกมากมายจะให้บทเรียนแก่เราเองว่าความรู้ที่สั่งสมมาแต่เดิมนั้น อะไรใช้ได้-ไม่ได้ และต้องนำมาใช้กับโลกความเป็นจริงอย่างไร อะไรที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอนและไม่มีบอกไว้ในตำรา ซึ่งหากใครมีประสบการณ์ตรงด้วยกัน ก็จะรู้ว่าสิ่งที่ท่านสะท้อนบทเรียนให้นั้นเป็นความจริงอย่างยิ่ง
ขอบพระคุณอาจารย์ที่มาเยือนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันครับ
ขอบคุณท่านอาจารย์มากครับ
ผมว่าเรื่อง Snowball นี่เป็นอะไรที่ให้ผลมาก ได้ข้อมูลที่เอาไปทำต่อได้ดีมากๆ โดยเฉพาะกลุ่ม Action Research และ Appreciative Inquiry
เห็นผลมากๆ ตอนเกิด Action จริงๆ..
นานๆจะเจอคนใช้ Snow Ball ซักทีครับ..ดีใจมากๆครับ
ขออนุญาตเผยแพร่ใน facebook ให้อาจารย์ด้วยนะครับ..
ขอบพระคุณอย่างยิ่งครับอาจารย์ครับ
ข้อที่จะสอดคล้องกับวิธีการของ AI รวมทั้งการวิจัยปฏิบัติการต่างๆที่อาจารย์ให้ความสนใจนั้น ก็คงจะอยู่ที่เป็นการมุ่งเน้นที่พลังของการตั้งคำถาม คิดและหามุมมองใหม่ที่เป็นโอกาสอันแตกต่าง สร้างการใฝ่รู้ และเดินเสาะหาความรู้เพื่อริเริ่มทำสิ่งต่างๆอย่างสร้างสรรค์ด้วยตนเองกระมังครับ ซึ่งหลักคิดเบื้องหลังอย่างนี้จะสอดคล้องกับประสบการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมการปฏิบัติของชาวบ้านมากตรงที่ว่า ชาวบ้านมักบอกว่า "...จะเดินทางเผชิญโชคในชีวิตอย่างไรในแห่งหนตำบลไหน ก็ไม่ต้องกลัว หากรู้จักใช้ปาก ข้าวปลาอาหารและหนทางอยู่ที่ปาก ไปไหนก็ไม่ต้องกลัวว่าจะหลงทางหรือตกยาก..." เราคงเคยได้ยินคนเก่าก่อนอบรมบอกกล่าวกันไว้อย่างนี้ คนทั่วไปมีพื้นความคิดที่ลึกซึ้งอย่างนี้อยู่น่ะครับ เมื่อนำมาเชื่อมโยงกับวิธีการใหม่ๆก็คือ การเดินไปเรียนรู้และตั้งคำถามที่มีพลังให้ได้ความรู้ที่ดีร่วมกันอยู่เสมอนั่นเอง
ผมว่าใช่เลยนะครับ..
จริงๆเลยครับ..ผมว่าสังคมไทย ภูมิปัญญาไทยไม่ได้แปลกแยกจากงานวิจัยเชิงคุณภาพเลยครับ
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์สำหรับการจุดประกายนะครับ..
ขอบคุณค่ะ สำหรับข้อคิดที่มีให้เสมอของอาจารย์ ปัจจุบันการฝึกการพยาบาลชุมชนของ นศ.จะเริ่มต้นด้วยการศึกษาเรื่องราวของชีวิตผู้คนในชุมชน(case study) เชิงลึกเพื่อเข้าใจชีวิต/วิธีคิดของcase อย่างเข้าใจ ก่อนใช้ท.ษ ทางการพยาบาล และหากเข้าใจชีวิตเขาจริง แผนการพยาบาลจะตามมา(โดยอัตโนมัติ) และปฎิบัติได้จริง แต่เราเหล่า อ.พยาบาลก็ยอมรับว่ายังต้องเรียนรู้ประสบการณ์อีกมากค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอสนับสนุนอีกแรงหนึ่งกับบทสรุปนี้ของอาจารย์ ดร.ภิญโญครับ
เป็นการฝึกให้สามารถดูแลผู้ป่วยอย่างเป็นองค์รวมและใส่ใจทุกมิติของความเป็นมนุษย์ของผู้คนเลยนะครับอาจารย์เพชรครับ
ขอบพระคุณดอกไม้จากทุกท่าน เป็นอย่างยิ่งครับ : อาจารย์ศิลา ภูชยา อาจารย์ ดร.ขจิต ฝอยทอง คุณเอก : จตุพร วิศิษฐ์โชติอังกูร ท่านพระอาจารย์มหาแล อาสโย (ขำสุข) คุณมะปรางเปี้ยว คุณอภิษฎา ทองสอาด และคุณครูฑูรย์ ครับผม
ขอบพระคุณดอกไม้จากอาจารย์ Jod และอาจารย์ณัฐพัชร์ครับผม
เรียนท่านอาจารย์วิรัตน์ ผมเป็นนักศึกษาปริญญาโท บริหารการศึกษา ม.ราชภัฏอุบลฯ กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงที่ท่านอาจารย์ได้เผยแพร่อีกมุมของงานวิจัยเชิงคุณภาพที่ถือเป็นโลกทัศน์ใหม่สำหรับนักศึกษา ได้ศึกษารายละเอียดแล้วเกิดแรงบันดาลใจในการพัฒนางานวิจัยที่กำลังศึกษาอยู่ครับ ได้เห็นว่าเราได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้มาตั้งแต่อดีตผ่าน Snowball Sampling Technique โดยปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ ที่ท่านถือเป็นนักวิจัยที่มีค่ายิ่งต่อชีวิตของกระผมเอง กราบขอบพระคุณอีกครั้งครับ