32. การคืนสู้เหย้า ชาว พ.ว. 2554 (รุ่นที่ 1)

"การคืนสู้เหย้า ชาว พ.ว. 2554 (รุ่นที่ 1)"
หลังจากที่ผู้เขียนเข้าร่วมประชุมกับผู้บริหาร ฯ เสร็จแล้ว ผู้เขียนก็ชวน "พี่ภัคร" เจ้าตัวโต ขึ้นรถยนต์ เข้าไปที่โรงเรียนพรหมพิรามวิทยา อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งห่างจากตัวจังหวัดพิษณุโลก ประมาณ 25 ก.ม.
เหตุที่ต้องเข้าไปที่ ร.ร.พรหมพิรามวิทยา นั้น เนื่องจากคืนนี้ทางโรงเรียนได้จัดให้มีงานเลี้ยง "การคืนสู่เหย้า ชาว พ.ว."...สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนให้ความสำคัญและชวน "พี่ภัคร" เข้าไปร่วมงานในครั้งนี้ เพราะว่า ผู้เขียนจบจากโรงเรียนแห่งนี้ เมื่อปี 2520 ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นที่ 1 ของโรงเรียนแห่งนี้...สำหรับ "พี่ภัคร" จบการศึกษาจากที่โรงเรียนแห่งนี้เช่นกัน...พี่ภัคร อยู่รุ่นที่ 29...
ตั้งแต่จบการศึกษา ผู้เขียนก็ไม่ค่อยได้เข้าไปที่โรงเรียนนี้เท่าไหร่ เนื่องจากภารกิจการทำงาน...ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาเข้าไปเยี่ยมโรงเรียนมากนัก...สำหรับวันนี้ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554...ถือว่าเป็นโอกาสเหมาะที่พวกเราศิษย์เก่าของ พ.ว. ได้มารวมรุ่นกัน ตั้งแต่รุ่นที่ 1 - 33...
ทำให้ผู้เขียนเห็นความเปลี่ยนแปลงของโรงเรียน ซึ่งเรียกว่า "โรงเรียนมัธยมศึกษาของอำเภอพรหมพิราม" ว่า มีความเปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่เหมือนเมื่อ 33 ปี ที่แล้วเลย...
ความดีใจ ผู้เขียนกับพี่ภัคร ไปถึงกันตั้งแต่ 17.00 น. และนี่ก็คือ...พวกเรา นักเรียนที่เรียนที่โรงเรียนพรหมพิรามวิทยา (พ.ว.) รุ่นที่ 1...ในการเห็นหน้ากันครั้งแรก พวกเราไม่ได้ทักกัน เพราะจำกันไม่ได้ จนมีเพื่อนที่เคยติดต่อกันก็จะบอกว่า "ใครเป็นใคร ยังจำกันได้หรือไม่?"...ผู้เขียนยอมรับว่า ครั้งแรก ไม่ชินหน้าชินตากับพวกเขาเลย นึกไม่ออกว่าเป็นใคร จนต้องบอกชื่อแต่ละคน...จึงร้อง "อ๋อ!!!"...ออกมาได้ แล้วเค้าหน้าของพวกเพื่อน ๆ ในสมัยเด็ก ๆ เมื่อ 33 ปี ที่แล้ว ก็ผุดขึ้นมาในมโนสำนึกของผู้เขียนทีละคน...
แล้วพวกเราก็หัวเราะใส่กัน...เหมือนสมัยที่เราเป็นเด็ก ๆ...และในภาพนี้ นี่คือ...อาจารย์มานะ ชิตาภรณ์พรรณ ซึ่งเคยสอนพวกเราเมื่อ 33 ปีที่แล้ว ปัจจุบันอาจารย์ท่านได้ย้ายไปอยู่ที่โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี และก็ได้เกษียณอายุราชการแล้ว...(หน้าตา อาจารย์ยังเหมือนเดิม...แต่ลูกศิษย์แก่จะเท่าอาจารย์แล้วจ้า...อิอิอิ...)
ผู้เขียนได้นั่งคุยกับอาจารย์ ๆ เล่าว่า...สมัยก่อนนั้น อาจารย์จะสอนลูกศิษย์ด้วยใจมากกว่า...ไม่มีเจตนาในเรื่องผลประโยชน์เข้ามาแอบแฝง...ถูกก็บอกว่าถูก...ศิษย์คนไหนทำไม่ถูกอาจารย์ก็จะบอกว่าไม่ถูก...เรียกว่า "เทใจให้กับศิษย์เกินร้อย"...
นี่คือ...ภาพแห่งความสุขที่พวกเราได้มาเจอกัน...หลังจากที่จากกันไปถึง 33 ปี เต็ม...ทราบข่าวว่า บางคนก็เสียชีวิตไปบ้างแล้ว...บางคนก็ลือกันว่าตายแล้ว...แต่ความจริงปรากฎในงานครั้งนี้ โดยมาร่วมงานด้วย...ทำให้พวกเราฮากันทั้งวง..."เป็นเพราะข่าวลือ"...55555555...
สมัยเด็ก ๆ พวกเราเรียนกันเหมือนเพื่อนสนิทกันมาก ๆ เพราะพวกเราทุกข์ยาก ลำบากมาด้วยกัน...เพื่อน ๆ ในรุ่นที่ 1 ประสบผลสำเร็จในเรื่องชีวิตส่วนตัว ชีวิตการทำงานกันทุกคน...แต่ละคนต่างก็มีตำแหน่งหน้าที่การงานดี ๆ กันทั้งนั้น เช่น เป็นตำรวจ ทหาร สรรพากร บริษัท รับราชการครู ประกอบอาชีพอิสระ เป็นต้น...
ทำให้อาจารย์ดีใจมาก ๆ ที่พวกเราได้ประสบผลสำเร็จในชีวิตกัน เมื่อเทียบกับสมัยก่อน ๆ ที่อาจารย์ต้องเข็นพวกเราโดยไม่ทราบว่าพวกเราจะเดินไปในทางทิศใดกัน...มาบัดนี้ ก็พิสูจน์ให้อาจารย์เห็นแล้วว่า..."พวกเราทุกคน "ศิษย์เก่าของ พ.ว. รุ่นที่ 1" สามารถนำพาชีวิตให้ประสบผลสำเร็จและนำชื่อเสียงมาให้กับโรงเรียนของเราได้"...
นี่คือ...โรงเรียนพรหมพิรามวิทยา เมื่อ 33 ปีที่แล้ว ที่ผู้เขียนและพวกเพื่อน ๆ รุ่นที่ 1 ได้ศึกษาเล่าเรียนมา...โดยพวกเรามีความภาคภูมิใจมาก...พวกเราไม่เคยสบายมาตั้งแต่เริ่มแรก พวกเรามาจากดิน...แต่พวกเราก็สามารถทำประโยชน์ให้กับแผ่นดิน ประเทศชาติได้...
ภาพความหลัง เมื่อผู้เขียนได้เรียนที่โรงเรียนแห่งนี้...ในรุ่นที่ 1 นั้น มีนักเรียนเพียงแค่ 90 คน เราภูมิใจกันมาก ที่สอบแข่งขันกันแล้วเราก็สามารถได้ศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้...เมื่อเราเล่าถึงความหลังกัน เพื่อนผู้ชายชอบเกเร สูบบุหรี่ในห้องน้ำ โดนครูหวดก้นโดยตีที่หน้าเสาธง ซึ่งเสาธงเราก็เป็นเสาธงไม้ไผ่... บางคนก็พกปืนมา เพื่อน ๆ เล่ากันอย่างสนุกสนาน และก็พูดกันว่า "สมัยนั้น ไม่ได้คิดอะไรหรอก ทำแค่สนุก ๆ"...แต่พอโตขึ้น พวกเขาก็บอกว่า "ไม่เคยรู้เลยว่ามันไม่ดี"...นี่คือ...ประสบการณ์ชีวิตจะสอนพวกเขาให้ทราบและแยกแยะว่า "สิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี"...แล้วก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน...
ผู้เขียนได้เรียนกับเพื่อน ๆ โดยเรียนอยู่ในห้อง 1 มีครูประจำชั้น ชื่อ นางสาวนิภา พงษ์สุคนธ์...เจออาจารย์วันนี้ อาจารย์ยังสาวอยู่เลย แม้วัยใกล้จะ 60 ปี แล้ว...พวกเราพูดกันว่า "ลูกศิษย์จะแก่กว่าอาจารย์เสียอีก"...อิอิอิ...สำหรับการเรียนของผู้เขียนนั้น ก่อนจบจาก พ.ว. ผู้เขียนจะสอบได้ โดยครองลำดับที่ 3 ตลอดจนจบการศึกษา เพราะแย่งลำดับที่ 1-2 ไม่ได้จ้า...เพื่อนอีกสองคนเก่งกว่า...อิอิอิ...
สังเกต...ที่ระฆัง มีใครใช้ตีบ้างค่ะ...เมื่อ 33 ปี ที่แล้ว ระฆังใบนี้แหล่ะค่ะที่อาจารย์มานะ...ใช้ตีเพื่อเรียกพวกเราเข้าแถวหน้าเสาธงไงค่ะ...ดังอย่าบอกใครค่ะ...เพื่อนชายบางคน เมื่อสมัยเด็ก ๆ ยังคิดอุตริแกล้งอาจารย์นำเหล็กที่ตีไปซ่อน...อาจารย์ก็ตามหา...เมื่อนึกถึงวัยเด็กแล้วมีความสุขกันค่ะ...เป็นเพราะความซุกซนไงค่ะ...
พวกเราจะเข้าแถวตอน 08.00 น. กันทุกวันที่หน้าเสาธงค่ะ...แล้วครูทั้งสามคนก็จะมากล่าวให้โอวาทกันในตอนก่อนเข้าชั้นเรียนค่ะ...นี่คือ..."ชีวิตของพวกเราในสมัยวัยเรียนชั้นมัธยมต้นค่ะ"...
(ซ้ายมือ) อาจารย์มานะ ชิตาภรณ์พรรณ (กลาง) อาจารย์นิภา พงษ์สุคนธ์ (ขวามือ) อาจารย์เสาวนีย์ ช่ำชองกิจ ซึ่งอาจารย์เสาวนีย์ เป็นคนลำพูนได้เสียชีวิตไปแล้ว อาจารย์เก่งภาษาอังกฤษมาก ๆ ผู้เขียนได้ความรู้,คำศัพท์และเข้าใจหลักไวยากรณ์ได้เพราะอาจารย์ท่านนี้ค่ะ...สมัยนั้น อาจารย์มานะ เปรียบเสมือนครูใหญ่ ทำหน้าที่สอนวิชาทั่ว ๆ ไปทุกวิชาที่วันไหนอาจารย์ท่านอื่นไม่มา อาจารย์ก็จะเข้ามาสอนแทน สำหรับอาจารย์นิภา สอนวิชาภาษาไทย ทำให้ผู้เขียนเกิดความเข้าใจในเรื่องการใช้ภาษาไทย การเรียงความ สรุปความได้เป็นอย่างดี...พวกเรายังนึกกันเมื่อก่อน พวกเพื่อนผู้ชายชอบแกล้งอาจารย์นิภา แล้วทำให้อาจารย์นิภาร้องไห้...ทำให้พวกเราต้องมีวันนี้ ที่ต้องมาหาอาจารย์ มากราบขอขมาและมาเยี่ยมอาจารย์ในงานวันคืนสู่เหย้า ชาว พ.ว. 2554 ไงค่ะ...
ขอบอกให้อาจารย์ทราบว่า...ศิษย์คนนี้...ยังระลึกถึงพระคุณของอาจารย์ทั้ง 3 ท่านอยู่และก็อยู่ในใจของผู้เขียนเสมอ...เห็นหน้าอาจารย์ที่เหลืออยู่แล้ว "น้ำตาจะไหลทุกที เพราะทำให้นึกถึงอาจารย์เสาวนีย์ค่ะ...ซึ่งพอบอกชื่อของผู้เขียนให้อาจารย์นิภาฟัง อาจารย์บอกว่า "จำได้แล้ว"...เพราะลูกศิษย์แต่ละคน จะมีอัตลักษณ์ของตัวเอง ทำให้อาจารย์นึกออกว่าเป็นใคร?...
สภาพห้องเรียนที่เราได้เรียนเมื่อ 33 ปีที่แล้ว...ตอนฝนตกทีไร พวกเราเรียนกันไม่เป็นสุขเลย ต้องหอบโต๊ะ - เก้าอี้ หลบมายังข้างที่ฝนไม่สาด...นึกถึงสภาพในครั้งนั้น...ผู้เขียนยังจำได้ติดตาเลยค่ะ...
พ่อของผู้เขียนและชาวบ้าน มาร่วมแรงกันเพื่อปลูกสร้างอาคารให้กับพวกเราได้เล่าเรียนไงค่ะ...(อย่าเรียกว่าอาคารเลยค่ะ...พวกเราจะเรียกกันว่า "โรงเรียนเล้าไก่")...เพื่อนบางคน เรียกว่า "โรงเรียนคอกวัว เพราะว่าหลังคาสูงกว่าเล้าไก่" ค่ะ...
ครั้งแรกมีแค่ 2 ห้องเรียน ต่อมาก็มาต่อเติมให้เป็นหลังที่ 3 เมื่อปี 2519 กันค่ะ...
มีใครจะนึกถึงกันบ้างว่า!!!...เมื่อ 33 ปี ที่แล้ว...เด็กหญิง ตัวดำ ๆ หน้าตาขี้เหร่...เป็นเด็กบ้านนอก...จะมาทำงานมีตำแหน่งหน้าที่การงานประเภทผู้บริหารที่ดีในระดับหนึ่ง อยู่ที่มหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง...มีสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ดี...แบบเทียบไม่ติดกับสภาพเดิม ๆ เมื่อสมัย 33 ปีที่แล้ว...
เธอผู้นั้น คือ...นางบุษยมาศ แสงเงิน ผู้อำนวยการกองบริหารงานบุคคล สังกัดสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม...
และนี่ก็คือ..."ความภาคภูมิใจของผู้เขียน"...ซึ่งเป็นคนที่มาจากดิน
และทราบว่า "ตัวเองเป็นใคร มาจากไหน
โดยใช้ความรู้ + ประสบการณ์ที่เคยได้รับมาใช้ประโยชน์ให้กับ
ราชการอย่างเต็มกำลังความสามารถให้เกิดประโยชน์ต่อแผ่นดิน
ให้ได้มากที่สุดเท่าที่กำลังแรงกาย + แรงใจจะสามารถทำให้ได้"
ขอมอบเพลง "ครูในดวงใจ" ให้แด่ครูทุกท่านที่เคยสั่งสอนศิษย์คนนี้
ให้ได้ดีและมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีในวันนี้ค่ะ...


























งานนี้คงสนุกนะคะ...ควงลูกชายคนโตไปงานสังสรรค์ศิษย์เก่า...คุณแม่กับคุณลูก เรียนจบจากโรงเรียนเดียวกัน...
สวัสดีค่ะ...คุณชำนาญ...
...
สวัสดีค่ะ...พี่นีนาถ...
...
z ผมเด้ก ผว.รุ่น 10 ครับ ปี2530 ครับ จุ๊บๆๆ
สวัสดีค่ะ...คุณอดุลย์ กำนาด (จุลพลภัทร์)...
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ...พี่คิม...
...
สวัดดีครับ
สวัสดีค่ะ คุณมณฑล...