หลายคนอาจจะสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไรกับการที่รถของตัวเองถูกชนแล้วยังเอาเงินให้กับคนที่ขับรถที่ชนรถตัวเอง  เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง  เรื่องมีอยู่ว่า ประมาณ 3 ทุ่ม ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังขับรถจะกลับจากที่ทำงานเพื่อไปที่พัก ซึ่งจะต้องเลี้ยวขวาซอยที่จะไปบ้านพัก  ในขณะที่จะเลี้ยว มีรถคันหนึ่งวิ่งมาด้วยความเร็วประมาณ 70-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (จากคำพูดของคนขับรถคนนั้น ซึ่งจริง ๆ ถนนเส้นนั้นเขาไม่ควรขับเกิน 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)  และพยายามที่จะแซงรถข้าพเจ้าทั้ง ๆ ที่เส้นทางนั้นกั้นด้วยเส้นทึบสีเหลือง 2 เส้น ซึ่งนั้นก็หมายความว่า เขาไม่ควรจะแซง อีกทั้งแซงในที่คับขัน ซึ่งก็คือตรงสามแยก ซึ่งรถของข้าพเจ้าก็กำลังจะเลี้ยวโดยที่เปิดไฟเลี้ยวแล้วด้วย   รถของเขาก็จึงกระเด็นไปชนต้นไม้ กระจกข้างหน้ารถแตก   ส่วนรถของข้าพเจ้าข้างขวาด้านหน้าก็ถูกกระแทก กระจกแตก ประตูรถฝั่งคนขับเปิดไม่ได้  แต่โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร  รถของเขามีภรรยาเขาและลูกเล็กของเขาด้วย

ตอนแรกเขาไม่ยอมรับว่าเขาผิด  เขาบอกว่าตีคู่ขนานกันมาแล้วข้าพเจ้าจะเลี้ยว ข้าพเจ้าก็เถียงว่าถนนเส้นนั้นเขาไม่ควรจะ้แซง  จึงต้องไปโรงพัก และตำรวจก็บอกเขาว่ายังไงเขาก็ผิด  เพราะมันเป็นทางห้ามแซง   ในที่สุดเขาก็ยอม และบริษัทประกันรถของข้าพเจ้าก็เรียกร้องค่าเสียหาย 10,000 บาท เขาก็ขอร้องให้ข้าพเจ้าเห็นใจเขา  ขอให้ข้าพเจ้าช่วยเขาออกเงิน  เขามีเงิน 9,000 บาท  ข้าพเจ้าก็สงสารเขา เพราะเขาก็ใส่เสื้อแขนขาด อีกทั้งจากหน้าตาและการแต่งตัว  ก็คิดว่าเขาเป็นลูกจ้างของร้านยางจริงตามที่เขาบอก  เขาก็บอกว่าเขามีภรรยาและลูกต้องเลี้ยงดูด้วย  ข้าพเจ้านึกถึงเพื่อนคนหนึ่งของข้าพเจ้าซึ่งเป็นคนดีมากที่สุดเท่าที่ข้าพเจ้ารู้จักมา   ข้าพเจ้าคิดว่าถ้าเขาเป็นข้าพเจ้า เขาก็คงจะช่วยเหลือ  อีกทั้งข้าพเจ้ารู้สึกสงสารเขา  จึงให้เงินเขาไป 1,000 บาทเพื่อสบทบให้ครบ 10,000 บาท

การที่ข้าพเจ้ารู้สึกสงสารเขานั้นก็มีสาเหตุมาจากคุณแม่ของข้าพเจ้า  ตอนข้าพเจ้ายังเด็กอยู่นั้น คุณแม่ของข้าพเจ้าขายของชำในตลาดซึ่งมีคนสติไม่สติประกอบอยู่ในตลาดด้วยชื่อว่าลุงตา  ลุงตามักจะมาขอถัง กะละมัง ขันน้ำเป็นประจำ คุณแม่ของข้าพเจ้าก็ให้เป็นประจำเช่นเดียวกัน  ข้าพเจ้าก็จึงสงสัยว่าทำไมคุณแม่ของข้าพเจ้าจึงให้ เพราะเหตุผลแรกร้านของคุณแม่มีของไม่มาก หรือมีของเก่า เพราะครอบครัวเราไม่ค่อยมีฐานะ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับร้านที่อยู่ติดกันหรือในละแวกเดียวกัน ซึ่งมีของขายใหม่ ๆ และมีอยู่มากมาย  ข้าพเจ้าสงสัยว่าทำไมลุงตาไม่ขอร้านอื่นบ้้าง  ทำไมมาขอแต่จากคุณแม่ของข้าพเจ้า แล้วทำไมคุณแม่ข้าพเจ้าจึงต้องให้  พอเกิดเหตุการณ์นี้บ่อย ๆ ข้าพเจ้าจึงถามคุณแม่ข้าพเจ้าว่า ทำไมคุณแม่ถึงต้องให้ของกับลุงตา ทั้ง ๆ ที่บ้านเราไม่มีเงิน  คุณแม่ก็บอกว่า สงสารเขา เขาไม่มีอะไรและไม่มีใคร ให้เขาไปเถอะ ตั้งแต่นั้นมา คำว่าสงสารเขา ก็อยู่ในใจของข้าพเจ้า