เมื่อเรามี Action เราจำเป็นต้องรับผิดชอบกับ Action ของเรา Action ที่ว่านี้ หมายถึงทั้งส่วนที่เป็นการกระทำทางกาย (กายกรรม) และทางวาจา (วจีกรรม) นะครับ...... พูดอะไรออกไป ทำอะไรลงไป ล้วนเป็นไปตาม "กฎแห่งกรรม" ครับ เราต้องพร้อมที่จะรับผิดชอบในผล (กรรม) ที่ตามมา ไม่ว่าสิ่งนั้นจะออกมาดีหรือไม่...... จะเป็นที่พอใจของเราหรือไม่ก็ตาม เหมือนกับข้อความที่เขียนอยู่บนปกหนังสือ "หลุด : freedom" ที่พูดถึงความ "รับผิดชอบ" ว่าหมายถึง "รับได้ไม่ว่าจะผิดหรือถูก จะชอบหรือไม่ชอบ" ก็ตาม
คนทั่วไปมักเข้าใจเรื่องกรรมไปในทางลบ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว เรื่องกรรมนั้นก็คือ "การกระทำ" ซึ่งเป็นไปได้ทั้งกรรมชั่วและกรรมดี หรือบางทีพอพูดเรื่อง "กรรม" เราก็มักจะคิดไปไกลถึงการกระทำในอดีตชาติ ทั้งๆ ที่ทุกวินาทีเราก็มีการสร้าง "กรรม" อยู่ตลอดเวลาจะเป็นทางวาจา หรือทางใจ (มโนกรรม) ก็ตาม ผมเคยได้ยินมาว่า จะมีก็แต่พระอรหันต์เท่านั้นครับที่การกระทำของท่าน ไม่ได้ก่อให้เกิดกรรม ....ทำให้ผมนึกไปถึงหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ที่มีการแบ่งคำกริยา (Verbs) ออกเป็น 2 ประเภท กริยาอย่างแรกต้องการกรรม (สกรรมกริยา - transitive verb) อย่างที่สองไม่ต้องการกรรม (อกรรมกริยา - intransitive verb) แสดงว่าถึงพระอรหันต์ท่านจะก็ยังมีการกระทำอยู่ แต่การกระทำของท่านเป็น "กริยา" ที่ไม่มีกรรมครับ ...เป็นการกระทำที่ไม่ทิ้ง "รอย" ไว้ข้างหลัง ซึ่งต่างจากพวกเราที่เป็นปุถุชนทั่วไป การก้าวแต่ละก้าวของเราได้ทิ้ง "รอยเท้า" เอาไว้ ถึงอย่างไรเราก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราทำหรือพูดไปครับ เพราะนี่คือกฎของธรรมชาติ กฎที่ว่าด้วยเรื่องกรรม จะเรียกว่าเป็น "ธรรม" ก็ได้ครับ
สิ่งที่ผมสนใจอย่างยิ่งในขณะนี้ก็คือเรื่องอิทธิพลของภาษา จะเห็นได้ว่า ถ้อยคำหรือวาจาของเรานี้มีความสำคัญค่อนข้างมาก ดังที่เรามักได้ยินอยู่เสมอว่า "วาจาเป็นนาย" คือเมื่อพูดอะไรไปแล้ว เราก็จำเป็นต้องทำตามคำที่เราพูดออกไป เพราะไม่เช่นนั้น เราก็จะกลายเป็นผู้ที่เชื่อถือไม่ได้ แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นก็คือ ถ้อยคำต่างๆ ที่เราสร้างขึ้นมานี้ หากดูให้ดี มันก็คือการสร้างโลกใบนี้ของเรานั่นเอง ผมอยากจะใช้คำว่า "Our words create our world" หรือ "ถ้อยคำสร้างโลก" เพราะโลกใบเดียวกันนี้สำหรับแต่ละคนนั้นมันไม่เหมือนกัน มันเป็นไปตามภาษาหรือถ้อยคำที่แต่ละคนใช้ในชีวิตประจำวัน มันถือได้ว่าเป็นการสร้างชีวิตของแต่ละคนเลยทีเดียว จนอาจจะกล่าวว่า "ถ้อยคำสร้างชีวิต" หรือ "You are what you say" ก็น่าจะได้ ...หากท่านใดสนใจเรื่องในทำนองนี้ ลองค้นหาดูที่หัวข้อ AI (Appreciative Inquiry) และ NLP (Neuro-Linguistic Programming) จะพบว่ามีเรื่องที่น่าสนใจอยู่หลายประเด็นด้วยกันครับ
คำที่เป็นสุภาษิตประกอบด้วย 5สถานคือ พูดถูกกาล พูดจริง พูดอ่อนหวาน พูดประกอบประโยชน์ และพูดด้วยจิตเมตตา (จากมงคลที่10)
ดิฉันเองเวลาพูดยังไม่ค่อยครบ5องค์ประกอบค่ะ คนเรามีกิเลศต้องพยายามฝึกให้มีสติ เพราะมักจะพูดความจริงแต่บางครั้งไม่เกิดประโยชน์แต่สนองกิเลศค่ะ การฝึกจิตคงช่วยได้บ้างนะคะอาจารย์
ขอขอบคุณแฟนประจำจาก "บำราศฯ" ทั้งสองท่านครับ กับการเพิ่มเติมอันมีคุณค่ายิ่ง อาจารย์หมออัจฉราทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าผมเคยพูดกับพระป๋องไว้ตั่งแต่ก่อนท่านบวชว่าจะไปหาหลังจากที่ท่านมาจำพรรษาที่ศรีราชาแล้ว ....อาจารย์หมอจะไปวันไหนบอกผมบ้างนะครับ
[email protected]